
เลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ เดโมแครตลุ้นพลิกยึดสภา ชูปมค่าครองชีพเขย่าทรัมป์
พรรคเดโมแครตมีลุ้นพลิกกลับมาชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ โดยผลสำรวจชี้ว่ามีคะแนนนำในหลายพื้นที่สำคัญ ประเด็นปัญหาค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามกับอิหร่าน เป็นกลยุทธ์หลักในการโจมตีรัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์
KEY
POINTS
- พรรคเดโมแครตมีลุ้นพลิกกลับมาชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรสจากพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ โดยผลสำรวจชี้ว่ามีคะแนนนำในหลายพื้นที่สำคัญ
- เดโมแครตชูประเด็นปัญหาค่าครองชีพ เงินเฟ้อ และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามกับอิหร่าน เป็นกลยุทธ์หลักในการโจมตีรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์
- คะแนนนิยมของทรัมป์ตกต่ำลง โดยปัญหาเศรษฐกิจกลายเป็นจุดอ่อนสำคัญ หลังจากไม่สามารถแก้ไขปัญหาค่าครองชีพได้ตามที่เคยหาเสียงไว้
การเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ปี 2026 กลายเป็นศึกชี้ชะตาอำนาจทางการเมืองของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังพรรครีพับลิกันเสี่ยงสูญเสียเสียงข้างมากทั้งในวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่ผลสำรวจล่าสุดจากนิวยอร์กไทมส์และมหาวิทยาลัยเซียนา ชี้ว่าผู้สมัครจากพรรคเดโมแครตมีคะแนนนำใน 5 จาก 7 สนามเลือกตั้งวุฒิสภาที่ถูกจับตามอง รวมถึงรัฐเท็กซัสและแคนซัส ซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของรีพับลิกัน
ผลสำรวจดังกล่าวสะท้อนแรงกดดันต่อพรรครีพับลิกัน ท่ามกลางคะแนนนิยมของทรัมป์ที่ลดลงมาอยู่ในระดับ 33-37% แม้ประธานาธิบดีจะเดินสายหาเสียงทั่วประเทศเพื่อช่วยสนับสนุนผู้สมัครของพรรคอย่างต่อเนื่อง โดยพรรคเดโมแครตพยายามผลักดันให้การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการลงประชามติต่อผลงานของทรัมป์ ทั้งประเด็นการทุจริต ปัญหาค่าครองชีพ และผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามกับอิหร่าน
ค่าครองชีพ-เงินเฟ้อ โจทย์ใหญ่เขย่าคะแนนนิยมทรัมป์
ปัจจัยสำคัญที่พรรคเดโมแครตนำมาใช้โจมตีรัฐบาลทรัมป์ คือปัญหาค่าครองชีพและข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน โดยผลสำรวจของแฮร์ริสที่จัดทำให้กับ The Guardian พบว่า ชาวอเมริกันถึง 76% มองว่าเจ้าหน้าที่ที่มาจากการเลือกตั้งให้ความสำคัญกับการแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อประชาชนทั่วไป
ขณะเดียวกัน ข้อมูลที่เปิดเผยต่อสำนักงานจริยธรรมภาครัฐแห่งสหรัฐอเมริกา (U.S. Office of Government Ethics) ระบุว่า ทรัมป์มีรายได้ประมาณ 2,200 ล้านดอลลาร์ นับตั้งแต่กลับเข้าดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี รวมถึงรายได้จากค่าลิขสิทธิ์เหรียญมีมที่ใช้ชื่อของตนเอง ประเด็นดังกล่าวยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาล ท่ามกลางความไม่พอใจของประชาชนที่ยังเผชิญภาระค่าครองชีพสูง
อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯ คือสงครามกับอิหร่าน ซึ่งทรัมป์เปิดฉากร่วมกับอิสราเอลเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยความขัดแย้งดังกล่าวส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น กระทบราคาน้ำมันเชื้อเพลิงหน้าปั๊มในสหรัฐฯ รวมถึงราคาน้ำมันดีเซลที่เป็นต้นทุนสำคัญของภาคขนส่ง ห่วงโซ่อุปทาน และภาคเกษตรกรรม
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ประเด็นเศรษฐกิจกลายเป็นจุดเปราะบางของรัฐบาลทรัมป์ เนื่องจากการลดค่าครองชีพเป็นหนึ่งในคำมั่นสำคัญที่ใช้หาเสียงในการเลือกตั้งประธานาธิบดีปี 2024 แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้อย่างที่คาดหวัง
จับตาความเชื่อมั่นต่อกระบวนการเลือกตั้ง
นอกเหนือจากการแข่งขันทางการเมืองแล้ว การเลือกตั้งกลางเทอมครั้งนี้ยังถูกจับตามองในประเด็นความโปร่งใสและการยอมรับผลการเลือกตั้ง โดยเฉพาะท่าทีของทรัมป์และพรรครีพับลิกัน หากผลคะแนนไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง
กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ภายใต้การนำของท็อดด์ บลานเช่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ซึ่งเป็นพันธมิตรใกล้ชิดของทรัมป์ ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายตรงข้ามว่าใช้กระบวนการทางกฎหมายสร้างข้อสงสัยต่อความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้ง รวมถึงการตรวจสอบข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการลงคะแนนเสียงของผู้ที่ไม่ใช่พลเมืองสหรัฐฯ ซึ่งยังไม่มีหลักฐานยืนยันข้อกล่าวหาในวงกว้าง
ขณะเดียวกัน กระทรวงยุติธรรมยังมีแผนส่งผู้สังเกตการณ์การเลือกตั้งมากถึง 1,000 คน ไปยังหน่วยเลือกตั้งทั่วประเทศ ซึ่งถือเป็นจำนวนสูงเป็นประวัติการณ์ โดยฝ่ายวิจารณ์มองว่าอาจสร้างแรงกดดันและถูกใช้เป็นเครื่องมือข่มขู่ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
การเลือกตั้งกลางเทอมปี 2026 จึงไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันเพื่อชิงเสียงข้างมากในสภาคองเกรสเท่านั้น แต่ยังเป็นบททดสอบสำคัญต่อความนิยมของทรัมป์ เสถียรภาพทางการเมือง และความเชื่อมั่นของชาวอเมริกันต่อกระบวนการประชาธิปไตย ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจและความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ยังไม่มีสัญญาณคลี่คลาย
ที่มา The Guardian





