
ECB เล็งเพิ่มเงินสำรองขั้นต่ำแบงก์เป็น 2% ลดภาระดอกเบี้ยธนาคารกลาง
ECB เตรียมเพิ่มอัตราเงินสำรองขั้นต่ำของธนาคารจาก 1% เป็น 2% เพื่อลดภาระดอกเบี้ยธนาคารกลางเกือบ 4 พันล้านยูโรต่อปี พร้อมดูดซับสภาพคล่องส่วนเกิน เสริมเสถียรภาพระบบการเงินในยูโรโซน
KEY
POINTS
- ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำลังพิจารณาปรับเพิ่มอัตราเงินสำรองขั้นต่ำที่ธนาคารพาณิชย์ต้องกันไว้ จาก 1% เป็น 2%
- เป้าหมายหลักคือเพื่อลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยสำหรับเงินฝากส่วนเกินของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งอาจช่วยประหยัดได้เกือบ 4,000 ล้านยูโรต่อปี
- มาตรการดังกล่าวยังมุ่งดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงิน และสนับสนุนเป้าหมายลดการพึ่งพาเงินทุนราคาถูกของภาคธนาคาร
แหล่งข่าว 6 รายเปิดเผยกับรอยเตอร์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำลังพิจารณาปรับเพิ่มสัดส่วนเงินสดที่ธนาคารพาณิชย์ต้องกันไว้เป็น เงินสำรองขั้นต่ำ (Minimum Reserve Requirement) ในบัญชีที่ไม่ได้รับดอกเบี้ย จากปัจจุบัน 1% เป็น 2% ของเงินฝากลูกค้าและแหล่งเงินทุนบางประเภท
มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดภาระดอกเบี้ยที่ ECB และธนาคารกลางของประเทศสมาชิกต้องจ่ายให้กับธนาคารพาณิชย์ อีกทั้งยังช่วยลดผลข้างเคียงจากการใช้นโยบายการเงินเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
เพิ่มเงินสำรองขั้นต่ำจาก 1% เป็น 2%
รอยเตอร์รายงานว่า แหล่งข่าวระบุว่า ข้อเสนอที่กำลังอยู่ระหว่างการหารือของผู้กำหนดนโยบาย ECB จะกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ต้องกันเงินสำรองขั้นต่ำเพิ่มขึ้นเป็น 2% จากเดิม 1% ของเงินฝากลูกค้าและแหล่งเงินทุนบางประเภท
การดำเนินการดังกล่าวจะช่วยให้ธนาคารกลางในประเทศที่มีสภาพคล่องส่วนเกินสูง เช่น เยอรมนี ลดภาระการจ่ายดอกเบี้ยให้กับเงินฝากส่วนเกินของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งสะสมเพิ่มขึ้นจนมีมูลค่าหลายล้านล้านยูโรจากโครงการเข้าซื้อพันธบัตรเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ยังช่วยดูดซับสภาพคล่องส่วนเกินในระบบการเงิน สนับสนุนเป้าหมายของ ECB ที่ต้องการลดการพึ่งพาเงินทุนราคาถูกของธนาคารพาณิชย์ โดยประเด็นดังกล่าวจะถูกนำมาทบทวนอีกครั้งในการพิจารณากรอบนโยบายการเงิน (Framework Review) ในปีนี้
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ข้อเสนอดังกล่าวยังไม่ได้เข้าสู่การพิจารณาอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (Governing Council) ของ ECB และคาดว่าจะมีการตัดสินใจภายในช่วงฤดูใบไม้ร่วงปีนี้ โดยการหารือยังอยู่ในระยะเริ่มต้น
ภาระดอกเบี้ยของ ECB พุ่งเกือบ 5 หมื่นล้านยูโรต่อปี
ปัจจุบัน ECB และธนาคารกลางแห่งชาติทั้ง 21 ประเทศในยูโรโซน จ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 2.25% ให้กับสภาพคล่องส่วนเกินของธนาคารพาณิชย์ที่มีมูลค่ารวมประมาณ 2.16 ล้านล้านยูโร ส่งผลให้มีภาระดอกเบี้ยรวมราว 48,700 ล้านยูโรต่อปี ตามการคำนวณของรอยเตอร์
หากเพิ่มอัตราเงินสำรองขั้นต่ำเป็น 2% จากระดับปัจจุบัน ซึ่งมีเงินสำรองขั้นต่ำอยู่ที่ประมาณ 173,560 ล้านยูโร และเงินสำรองส่วนนี้ไม่ได้รับดอกเบี้ย จะช่วยลดภาระดอกเบี้ยของธนาคารกลางทั่วทั้งยูโรโซนได้เกือบ 4,000 ล้านยูโรต่อปี
ทั้งนี้ ภาระดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5,400 ล้านยูโรต่อปี หลัง ECB ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก (Deposit Rate) จาก 2.00% เป็น 2.25% ในเดือนนี้ เพื่อรับมือกับแรงกดดันเงินเฟ้อที่เกิดจากสงครามระหว่างอิหร่าน
เงินสำรองขั้นต่ำเคยถูกลดลงช่วงวิกฤตหนี้ยุโรป
ECB เคยปรับลดอัตราเงินสำรองขั้นต่ำจาก 2% เหลือ 1% ในปี 2555 (2012) ซึ่งเป็นช่วงที่วิกฤตหนี้สาธารณะของยูโรโซนรุนแรงที่สุด เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้กับระบบธนาคาร
การขาดทุนของธนาคารกลางกลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง
แม้ ECB และธนาคารกลางในกลุ่มยูโรโซนไม่ได้ดำเนินงานเพื่อแสวงหากำไร แต่การขาดทุนจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้กลายเป็นประเด็นอ่อนไหวทางการเมือง
ธนาคารกลางที่ขาดทุนจะมีข้อจำกัดในการนำส่งเงินปันผลหรือผลกำไรให้แก่รัฐบาล และในกรณีรุนแรงอาจต้องขอเพิ่มทุนจากรัฐบาล
เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบดังกล่าว ธนาคารกลางเยอรมนี (Bundesbank) และธนาคารกลางอีกหลายแห่งได้ทยอยรับรู้ผลขาดทุนเป็นระยะเวลาหลายปี โดยช่วงที่ขาดทุนมากที่สุดคือปี 2566 (2023) ซึ่งขณะนั้นสภาพคล่องส่วนเกินในระบบยังมีมูลค่าหลายล้านล้านยูโร และ ECB กำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินฝากไว้สูงถึง 4%
ในช่วงเวลาดังกล่าว คณะกรรมการ ECB เคยหารือเรื่องการเพิ่มอัตราเงินสำรองขั้นต่ำ แต่ข้อเสนอดังกล่าวไม่ได้รับการสนับสนุนมากนัก
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันภาคธนาคารยุโรปทำกำไรได้ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ และแสดงให้เห็นว่าสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ระดับสภาพคล่องส่วนเกินในระบบจะลดลงก็ตาม







