
เงินเฟ้ออาเซียนรอบใหม่ กำลังทำให้โจทย์ 'ธนาคารกลาง'ยากกว่าเดิม
เงินเฟ้ออาเซียนปี 2026 เริ่มถูกขับเคลื่อนจากพลังงาน ภูมิรัฐศาสตร์ และต้นทุนโลก มากกว่าอุปสงค์ในประเทศ ทำให้ธนาคารกลางเผชิญโจทย์ยาก ระหว่างคุมเงินเฟ้อ ประคองเศรษฐกิจ และดูแลค่าเงิน
KEY
POINTS
- เงินเฟ้อรอบใหม่ในอาเซียนมีสาเหตุหลักจากปัจจัยด้านต้นทุนโลก เช่น ราคาพลังงาน ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหาห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าเดิม
- สถานการณ์เงินเฟ้อในแต่ละประเทศอาเซียนเริ่มแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยฟิลิปปินส์และลาวเผชิญแรงกดดันสูง ขณะที่ไทยและอินโดนีเซียแรงกดดันยังอยู่ในวงจำกัด
- ธนาคารกลางเผชิญภาวะที่ตัดสินใจลำบาก (Policy Dilemma) เนื่องจากการขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้ออาจไม่ได้ผลเต็มที่กับปัญหาด้านต้นทุน และยังเสี่ยงกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
แรงกดดันเงินเฟ้อในอาเซียนกำลังเปลี่ยนรูปแบบอีกครั้ง และอาจกลายเป็นโจทย์ที่ซับซ้อนกว่าช่วงหลังโควิด เมื่อปัจจัยสำคัญไม่ได้มาจากอุปสงค์ภายในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมาจาก “ต้นทุนโลก” ทั้งราคาพลังงาน ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และปัญหา supply chain มากขึ้น
ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังกระทบมากกว่าราคาน้ำมัน เพราะยังส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ค่าระวางเรือ ต้นทุนประกันภัย ปุ๋ย อาหาร และต้นทุนการผลิตในหลายประเทศของอาเซียน ซึ่งยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานในระดับสูง
สิ่งที่ธนาคารกลางเริ่มกังวลจึงไม่ใช่เพียง “เงินเฟ้อสูงชั่วคราว” แต่คือความเสี่ยงของภาวะ inflation persistence หรือเงินเฟ้อที่ลดลงได้ยากและอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง
เงินเฟ้ออาเซียนเริ่ม “แตกต่างกันมากขึ้น”
แม้หลายประเทศในอาเซียนเผชิญแรงกดดันด้านราคาเหมือนกัน แต่ลักษณะของเงินเฟ้อเริ่มแตกต่างกันอย่างชัดเจน
ไทยยังถือว่าแรงกดดันเงินเฟ้อโดยรวมอยู่ในระดับจำกัด โดยเงินเฟ้อทั่วไปเดือนเมษายน 2569 อยู่ที่ 2.89% จากราคาพลังงานและอาหารบางส่วน แต่เงินเฟ้อพื้นฐานยังอยู่เพียง 0.83% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคายังไม่ได้กระจายตัวกว้าง เนื่องจากกำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแอ และเศรษฐกิจยังฟื้นตัวต่ำกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
อินโดนีเซียก็ยังอยู่ในกลุ่มที่แรงกดดันเงินเฟ้อค่อนข้างจำกัด โดยเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 2.42% และเงินเฟ้อพื้นฐาน 2.44%
ตรงกันข้าม ฟิลิปปินส์เริ่มเผชิญแรงกดดันด้านราคาที่สูงขึ้นชัดเจน โดยเงินเฟ้อเดือนเมษายนพุ่งแตะ 7.2% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มเป็น 3.9% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาเริ่มกระจายตัวเป็นวงกว้าง
ส่วนเวียดนามเริ่มเห็นการส่งผ่านต้นทุนเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจชัดขึ้น โดยเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 4.66% จากเศรษฐกิจที่ยังขยายตัวแข็งแรง
ขณะที่ลาวยังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งค่าเงิน ต้นทุนการนำเข้า ภาระหนี้ และข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ส่งผลให้เงินเฟ้อเดือนเมษายนเพิ่มขึ้นเป็น 10.2%
บทเรียนจาก stagflation ยังกลับมาหลอกหลอน
หนึ่งในบทเรียนสำคัญจากวิกฤต stagflation ช่วงทศวรรษ 1970 คือ ความผิดพลาดในการประเมินว่าเงินเฟ้อจะเป็นเพียง shock ชั่วคราว
ในอดีต ธนาคารกลางหลายประเทศยังใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย แม้ต้นทุนพลังงานจะเริ่มส่งผ่านเข้าสู่ค่าจ้างและราคาสินค้าในวงกว้างแล้ว สุดท้ายทำให้เกิด wage-price spiral หรือวงจรที่ค่าจ้างและราคาสินค้าเร่งตัวผลักดันกันต่อเนื่อง
ผลลัพธ์คือ ธนาคารกลางต้องขึ้นดอกเบี้ยรุนแรงในเวลาต่อมา เพื่อดึงเงินเฟ้อกลับลงมา ซึ่งแลกกับเศรษฐกิจถดถอยและการว่างงานที่สูงขึ้น
ธนาคารกลางกำลังเจอ “Policy Dilemma”
โจทย์สำคัญในปี 2026 คือ เมื่อเงินเฟ้อเกิดจาก “ฝั่งต้นทุน” การขึ้นดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวอาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ทั้งหมด
เพราะดอกเบี้ยสามารถกดอุปสงค์ได้ แต่ไม่สามารถลดราคาน้ำมัน แก้ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือคลี่คลายปัญหา supply chain ได้โดยตรง
หากขึ้นดอกเบี้ยเร็วเกินไป เศรษฐกิจอาจชะลอหนัก แต่หากตอบสนองช้าเกินไป เงินเฟ้อ ค่าเงิน และความคาดหวังเงินเฟ้ออาจฝังตัวในระบบเศรษฐกิจ จนต้นทุนในการควบคุมเงินเฟ้อในอนาคตสูงขึ้นกว่าเดิม
ฟิลิปปินส์เริ่มเป็นตัวอย่างชัดเจนของการกลับมาใช้นโยบายการเงินตึงตัว หลังธนาคารกลางปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 4.50% เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคาและความน่าเชื่อถือของนโยบายการเงิน
ด้านสิงคโปร์ยังคงใช้ค่าเงินเป็นเครื่องมือหลักในการควบคุม imported inflation หรือเงินเฟ้อนำเข้า ขณะที่หลายประเทศในภูมิภาคเริ่มจับตาสภาพคล่องและเสถียรภาพค่าเงินใกล้ชิดมากขึ้น
ส่วน ธนาคารแห่งประเทศไทย ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% เนื่องจากมองว่าแรงกดดันเงินเฟ้อของไทยยังมาจากฝั่งต้นทุนเป็นหลัก และยังไม่ส่งผ่านเป็นวงกว้างในระบบเศรษฐกิจ
โลกกำลังเปลี่ยนจาก “ดอกเบี้ยต่ำ” สู่ “ต้นทุนสูง”
หลายปีที่ผ่านมา โลกคุ้นชินกับเงินเฟ้อต่ำ พลังงานราคาถูก และนโยบายการเงินผ่อนคลาย แต่ปี 2026 อาจสะท้อนว่า โลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ต้นทุน พลังงาน และภูมิรัฐศาสตร์ กลับมาเป็นตัวแปรสำคัญอีกครั้ง
และนี่กำลังทำให้โจทย์ของธนาคารกลางยากกว่าเดิม เพราะการ “คุมเงินเฟ้อ” และ “ประคองเศรษฐกิจ” อาจไม่สามารถทำพร้อมกันได้อย่างง่ายดายอีกต่อไป
ที่มา: Bnomics ธนาคาร กรุงเทพ







