thansettakij
thansettakij
เมื่อเฟดพูดน้อยลง แต่ตลาดต้องคิดมากขึ้น นักลงทุนจะทำตัวอย่างไร

เมื่อเฟดพูดน้อยลง แต่ตลาดต้องคิดมากขึ้น นักลงทุนจะทำตัวอย่างไร

19 มิ.ย. 69 | 23:30 น.

เมื่อเฟดพูดน้อยลง แต่ตลาดต้องคิดมากขึ้น นักลงทุนจะทำตัวอย่างไร : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,211

KEY

POINTS

  • เฟดเปลี่ยนนโยบายการสื่อสารภายใต้ประธานคนใหม่ โดยลดการชี้นำล่วงหน้า และหันมาให้ความสำคัญกับข้อมูลเศรษฐกิจจริงมากขึ้น
  • ท่าทีใหม่ของเฟดสะท้อนความกังวลต่อเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้ตลาดต้องประเมินความเสี่ยง ที่อาจมีการขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม แทนที่จะคาดหวังการลดดอกเบี้ย
  • นักลงทุนต้องปรับตัวโดยวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจด้วยตนเองและเน้นการกระจายความเสี่ยง เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนและความผันผวนของตลาดที่คาดว่าจะเพิ่มสูงขึ้น

การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐ (FOMC) ครั้งล่าสุด ซึ่งเป็นการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของ เควิน วอร์ช ในฐานะประธานธนาคารกลางสหรัฐคนใหม่ แม้ไม่มีการปรับขึ้นหรือลดอัตราดอกเบี้ย แต่กลับสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดการเงินโลกมากที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายปี 

สาเหตุไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขดอกเบี้ย หากแต่อยู่ที่ “สาร” ที่เฟดส่งออกมา และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือ “สารที่เฟดเลือกจะไม่ส่ง” สิ่งที่ตลาดรับรู้ได้ทันที คือ การเปลี่ยนผ่านจากยุคของการสื่อสารเชิงรุกในสมัยของ เจอโรม พาวเวลล์ ไปสู่ยุคที่เฟดต้องการลดการชี้นำล่วงหน้าและให้ความสำคัญกับข้อมูลเศรษฐกิจจริง มากกว่าการคาดการณ์ในอนาคต 

สิ่งที่ตลาดกังวลไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสาร แต่เป็นเนื้อหาของ Dot Plot ที่เหลืออยู่ กรรมการเฟดจำนวนมากขึ้นหันมาให้นํ้าหนักกับความเสี่ยงเงินเฟ้อ และมองว่า การขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติมในปีนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป 

ขณะที่การคาดหวังการลดดอกเบี้ย ซึ่งเคยเป็นฉันทามติหลักของตลาดเมื่อต้นปี ถูกลดทอนลงอย่างชัดเจน เฟดยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 3.50-3.75% แต่ส่งสัญญาณว่า ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงเป็นโจทย์ใหญ่กว่าความกังวลเรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ  นี่คือจุดที่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกต้องปรับความคิดครั้งใหญ่

ตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดคุ้นชินกับการที่เฟดทำหน้าที่เสมือน “ผู้นำทาง” ส่งสัญญาณล่วงหน้าถึงทิศทางนโยบายการเงิน ทำให้สามารถประเมินความเสี่ยงได้ค่อนข้างแม่นยำ แต่ในยุคของ วอร์ช เฟดกำลังส่งข้อความว่า นักลงทุนต้องกลับมาอ่านข้อมูลเศรษฐกิจด้วยตนเอง และไม่ควรฝากความหวังไว้กับการชี้นำจากธนาคารกลางมากนัก ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ ความผันผวนที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในทุกสินทรัพย์ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร ค่าเงิน หรือทองคำ เพราะเมื่อข้อมูลนำทางลดลง ตลาดจะตอบสนองต่อข่าวสารแต่ละชิ้นรุนแรงขึ้นกว่าที่เคยเป็น 

สำหรับนักลงทุนไทย สิ่งที่ต้องรับมือในระยะต่อไปคือ ความไม่แน่นอนของทิศทางดอกเบี้ยสหรัฐ ซึ่งอาจไม่ใช่เพียงเรื่อง “ดอกเบี้ยสูงนาน” อีกต่อไป แต่เริ่มมีความเป็นไปได้ของ “ดอกเบี้ยสูงขึ้นอีก” หากเงินเฟ้อไม่ลดลงตามเป้าหมาย

ขณะที่ความเสี่ยงจากเงินเฟ้อด้านพลังงาน โดยเฉพาะสถานการณ์ตะวันออกกลางและราคานํ้ามัน จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อการตัดสินใจของเฟดในช่วงครึ่งหลังของปี หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูง แรงกดดันเงินเฟ้ออาจกลับมาเป็นปัญหาใหญ่กว่าที่ตลาดประเมินไว้

การบริหารพอร์ตการลงทุนภายใต้สภาวะที่การคาดการณ์ทำได้ยากขึ้น นักลงทุนอาจต้องให้ความสำคัญกับการกระจายความเสี่ยงมากกว่าการเดิมพันกับทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เพราะตลาดกำลังเข้าสู่ยุคที่ความประหลาดใจจากธนาคารกลาง อาจเกิดขึ้นได้บ่อยกว่าที่ผ่านมา

ดังนั้น สิ่งที่เฟดกำลังบอกกับโลกอาจไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ย แต่คือการเปลี่ยนกติกาการสื่อสารระหว่างธนาคารกลางกับตลาดการเงิน

เมื่อเฟดเลือกพูดน้อยลง นักลงทุนจึงจำเป็นต้องฟังให้มากขึ้น

บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46  ฉบับที่ 4,211 วันที่ 21 - 24 มิถุนายน พ.ศ. 2569