
อังกฤษพร้อมรับผลกระทบ Brexit แนะผู้ค้าปลีกเร่งสต๊อกสินค้า
เจ้าหน้าที่ระดับรัฐมนตรีของอังกฤษออกโรงเตือนบรรดาซูเปอร์มาร์เก็ตและผู้ค้าปลีกให้เร่งสต๊อกสินค้า ป้องกันภาวะขาดแคลนอาหารและสินค้าจำเป็น เตรียมพร้อมรองรับผลกระทบหากต้องออกจาก EU แบบไร้ข้อตกลง
หนังสือพิมพ์ซันเดย์ไทมส์ สื่อของอังกฤษรายงานวานนี้ (13 ธ.ค.) ว่า รัฐมนตรีหลายคนได้ออกมาเตือนบรรดา ซูเปอร์มาร์เก็ตภายในประเทศอังกฤษ ให้ เร่งสต๊อกสินค้า เอาไว้ หวั่นเกิด การขาดแคลนอาหาร เนื่องจากมีความเป็นไปได้อย่างมาก ที่ อังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) จะ ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงการค้า กันได้ ซึ่งจะทำให้อังกฤษต้องออกจาก EU ไปแบบไม่มีข้อตกลง (no-deal Brexit)
รายงานข่าวระบุว่า บรรดารัฐมนตรีของอังกฤษยังได้บอกกับซัพพลายเออร์ยา อุปกรณ์การแพทย์ และวัคซีนให้สต๊อกสินค้าไว้ล่วงหน้า 6 สัปดาห์ในสถานที่ที่ปลอดภัยในสหราชอาณาจักร
ซันเดย์ไทมส์รายงานว่า นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน กำลังเตรียมตั้งคณะกรรมการชุดหนึ่งและตัวเขาเองจะนั่งเป็นประธาน เพื่อวางแผนการและเตรียมความพร้อมรับสถานการณ์หากอังกฤษเลือกที่จะออกจาก EU แบบไม่มีข้อตกลง
ทั้งนี้ สถานะของอังกฤษไม่ได้เป็นสมาชิกสหภาพยุโรป หรือ EU แล้วตั้งแต่เดือนม.ค.ที่ผ่านมา แต่อังกฤษมีเวลา 11 เดือน หรือที่เรียกว่า “ระยะเปลี่ยนผ่าน” สำหรับการเจรจาข้อตกลงต่าง ๆ กับ EU ซึ่งรวมถึงข้อตกลงการค้า จนถึงวันที่ 31 ธ.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม นายจอห์นสันเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (11 ธ.ค.) ว่า มีแนวโน้ม “เป็นอย่างมาก” ที่อังกฤษจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้ากับสหภาพยุโรป ซึ่งจะทำให้อังกฤษต้องแยกตัวออกจาก EU โดยไม่มีการทำข้อตกลง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ผลกระทบ Brexit หลังจากวันที่ 31 มกราคม 2020
อียูเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ no-deal Brexit
10+1 เรื่องต้องรู้ เมื่ออังกฤษออกจากยุโรป
โดยนายจอห์นสันกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายยังคงมีความขัดแย้งกันในประเด็นการประมง และการที่ EU กำหนดข้อบังคับให้มีการลงโทษอังกฤษ หากมีการละเมิดข้อตกลง
ถ้อยแถลงของนายจอห์นสันสอดคล้องกับนางเออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (EC) ซึ่งเป็นองค์กรบริหารของ EU ซึ่งระบุว่า ขณะนี้มีความเป็นไปได้ที่ทั้งสองฝ่ายจะไม่สามารถบรรลุข้อตกลงมากกว่าที่จะบรรลุข้อตกลง
ทั้งนี้ นายจอห์นสันและนางฟอน เดอร์ เลเยน กำหนดเส้นตายสำหรับการเจรจาในวันอาทิตย์นี้ ซึ่งหากทั้งสองฝ่ายไม่สามารถบรรลุข้อตกลงก่อนวันที่ 1 ม.ค.2564 ก็จะทำให้อังกฤษสูญเสียสิทธิพิเศษทางการค้ากับ EU และทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องดำเนินการค้าภายใต้กฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก (WTO)
ที่สำคัญก็คือ เป็นที่คาดหมายได้ว่า ภาวะ no-deal Brexit หรือการที่อังกฤษออกจาก EU แบบไม่มีข้อตกลง จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอังกฤษและยุโรป และสร้างความตื่นตระหนกต่อตลาดการเงิน






