
แรงงานอาเซียน 53% ห่วงพึ่งพา AI มากกว่าถูกแย่งงาน หวั่นเสียทักษะคิดอิสระ
ผลสำรวจ Milieu Insight ชี้แรงงานอาเซียนกังวลพึ่งพา AI มากเกินไปสูงสุด 53% แซงความกลัวตกงาน สะท้อนแนวคิดใหม่ห่วงเสียทักษะคิดอิสระ
KEY
POINTS
- ผลสำรวจแรงงานใน 6 ประเทศอาเซียนพบว่า 53% มีความกังวลเรื่องการพึ่งพา AI มากเกินไป ซึ่งเป็นความกังวลอันดับหนึ่ง มากกว่าความกลัวถูก AI แย่งงาน (34%)
- ความกังวลหลักของแรงงานคือการสูญเสียทักษะการคิดอย่างอิสระ การตัดสินใจ และการคิดเชิงวิพากษ์ ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนมุมมองจาก "กลัวถูกแทนที่" ไปสู่ "กลัวคิดเองไม่เป็น"
- สำหรับประเทศไทย 55% ของแรงงานกังวลเรื่องการพึ่งพา AI ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยในภูมิภาค ขณะที่ความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วย AI อยู่ที่ 33%
ผลการศึกษาล่าสุดจาก Milieu Insight ซึ่งสำรวจพนักงานจำนวน 3,000 คนใน 6 ประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แก่ สิงคโปร์ ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ เวียดนาม (ประเทศละ 500 คน) พบว่า พนักงานในภูมิภาคนี้กังวลเรื่อง “การพึ่งพา AI มากเกินไป” มากกว่า ความกังวลเรื่องการสูญเสียงาน
ผลสำรวจระบุว่า 53% ของผู้ตอบแบบสอบถามมองว่าการพึ่งพา AI มากเกินไปเป็นความกังวลอันดับหนึ่ง ซึ่งสูงกว่าความกังวลด้านความเป็นส่วนตัว (40%) และความกังวลเรื่องการถูกแทนที่ด้วย AI (34%)
แม้ว่าความกังวลเรื่องการถูก AI แย่งงานยังคงมีอยู่ แต่พนักงานจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามว่า AI จะส่งผลต่อการตัดสินใจ ความคิดเชิงวิพากษ์ และความเป็นอิสระในการทำงานอย่างไร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความกังวลของแรงงานกำลังเปลี่ยนจาก “AI จะมาแทนที่เรา” ไปสู่ “AI จะทำให้เราคิดเองน้อยลงหรือไม่”
กลุ่มผู้ตอบแบบสอบถามมาจากองค์กรหลากหลายประเภท โดยส่วนใหญ่ทำงานในบริษัทเอกชนขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 200 คน (24%) รองลงมาคือ SME ท้องถิ่น (20%) และบริษัทข้ามชาติ (19%) ครอบคลุมหลากหลายอุตสาหกรรม เช่น วิศวกรรมและการผลิต ค้าปลีก และเทคโนโลยีสารสนเทศ
ความกลัวที่แท้จริง: กลัวเสียทักษะการตัดสินใจ มากกว่ากลัวตกงาน
ข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ความกังวลเรื่องการพึ่งพา AI ปรากฏในทุกประเทศ โดยมีสัดส่วนดังนี้:
● อินโดนีเซีย 61%
● ไทย 55%
● ฟิลิปปินส์ 53%
● เวียดนาม 50%
● มาเลเซีย 49%
● สิงคโปร์ 49%
● ฟิลิปปินส์ 42%
● สิงคโปร์ 39%
● อินโดนีเซีย 34%
● ไทย 33%
● มาเลเซีย 33%
● เวียดนาม 24%
ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า พนักงานให้ความสำคัญกับการรักษาความสามารถในการทำงานด้วยตนเอง มากกว่าความกลัวว่าจะถูกแทนที่โดย AI
พนักงานคาด AI จะช่วยงาน แต่รูปแบบการทำงานจะเปลี่ยน
เมื่อถามถึงผลกระทบของ AI ต่อการทำงานในอีก 5 ปีข้างหน้า พบว่า 41% ของผู้ตอบแบบสอบถามเชื่อว่า AI จะช่วยงาน แต่ไม่แทนที่งานหลัก
พนักงานมองว่า AI จะช่วยลดงานซ้ำซ้อนและเพิ่มประสิทธิภาพมากกว่าแทนที่การคิด โดย 51% เชื่อว่า AI จะช่วยประหยัดเวลาจากงานที่ทำซ้ำ ทำให้สามารถโฟกัสกับงานที่มีมูลค่าสูงมากขึ้น ขณะที่:
● 26% เชื่อว่างานส่วนใหญ่จะถูกทำอัตโนมัติและต้องปรับตัว
● 10% เชื่อว่าอาจถูกแทนที่ทั้งหมด
● 10% มองว่า AI จะสร้างโอกาสใหม่
ในภาพรวม มุมมองต่อ AI ยังคงเป็นบวก โดย:
● 41% มีมุมมองเชิงบวกค่อนข้างมาก
● 13% มองเชิงบวกอย่างมาก
เวียดนาม (66%) และไทย (58%) เป็นประเทศที่มีความมองโลกในแง่ดีสูงสุด ขณะที่สิงคโปร์มีสัดส่วนมุมมองเชิงลบสูงสุดที่ 15%
แนวโน้มเชิงบวกในตลาดเกิดใหม่ของอาเซียนสะท้อนความคาดหวังว่า AI จะช่วยเพิ่ม productivity และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่
ความต้องการใช้ AI สูง แต่ความพร้อมขององค์กรยังตามไม่ทัน
อุปสรรคหลักของการนำ AI มาใช้ในองค์กร ได้แก่:
● ความปลอดภัยของข้อมูลและความเป็นส่วนตัว
● ขาดทักษะด้านเทคนิค
● ต้นทุน
● การต่อต้านจากพนักงาน
นอกจากนี้ ช่องว่างด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลยังเห็นชัดใน:
● ไทย 26%
● อินโดนีเซีย 23%
● มาเลเซีย 17%
● สิงคโปร์ 14%
ในด้านความพร้อมขององค์กร มีเพียง:
● เวียดนาม 25%
● ฟิลิปปินส์ 14%
● อินโดนีเซีย 13%
● มาเลเซีย 12%
ที่ระบุว่าองค์กร “พร้อมมาก” สำหรับ AI ขณะที่การสนับสนุนจากนายจ้างยังอยู่ในระดับต่ำ โดยมีเพียง 25% ในสิงคโปร์ และสูงสุดที่ 38% ในเวียดนาม
สุนดิพ ชาฮาล (Sundip Chahal) Group CEO ของ Milieu Insight กล่าวว่า “แรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไม่ได้กังวลแค่เรื่องการถูก AI แทนที่ แต่กังวลว่าพวกเขาอาจพึ่งพา AI มากเกินไปจนสูญเสียทักษะการตัดสินใจ และความสามารถในการคิดอย่างอิสระ แม้ภาพรวมจะยังคงเป็นบวก แต่สิ่งนี้สะท้อนว่าองค์กรต้องให้ความสำคัญกับการฝึกอบรม แนวทางการใช้งาน และระบบกำกับดูแล AI อย่างเหมาะสม”







