
‘AI’ เขย่าตลาดแรงงานครั้งใหญ่ หวั่นไทยตั้งรับไม่ทัน-ธุรกิจเสี่ยงกระทบหนัก
AI เขย่าตลาดแรงงานครั้งใหญ่ หวั่นไทยตั้งรับไม่ทัน ธุรกิจเสี่ยงกระทบหนัก หลังผลศึกษาของ MIT พบจะขยายวงไปไกลกว่าเดิม
KEY
POINTS
- เทคโนโลยี AI ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงานในวงกว้างกว่าที่คาดการณ์ไว้ โดยงานวิจัยจาก MIT ชี้ว่าผลกระทบที่ซ่อนอยู่ในกลุ่มงานธุรการและการเงินมีขนาดใหญ่กว่าผลกระทบที่เห็นได้ชัดในภาคเทคโนโลยีถึง 5 เท่า
- ดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจแบบดั้งเดิมไม่สามารถวัดผลกระทบของ AI ได้อย่างแม่นยำ ทำให้การกำหนดนโยบายเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานอาจไม่มีประสิทธิภาพ
- มีความกังวลว่าหากไทยไม่เตรียมพร้อมรับมือ อาจส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวได้ และทำให้คุณภาพชีวิตของแรงงานแย่ลง แทนที่จะได้รับประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่
รศ. ดร. อนุสรณ์ ธรรมใจ อดีตผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนานโยบายสาธารณะ สำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ล่าสุดมีงานวิจัย ของ เอ็มไอที (MIT) มหาวิทยาลัยชั้นนำของสหรัฐอเมริกา The Iceberg Index: Measuring Skills-centered Exposure in the AI Economy โดย Aysh Chopra, Santanu Bhattacharya และ คณะ พบว่า เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือเอไอ (AI) จะพลิกโฉมตลาดแรงงานอย่างกว้างขวาง ขยายวงไปไกลกว่าที่มีการศึกษาได้แต่เดิม
แม้การศึกษานี้มุ่งไปที่ตลาดแรงงานสหรัฐฯแต่สามารถนำมาเป็นองค์ความรู้เพื่อสังคมไทยเตรียมความพร้อมและมีนโยบายเพื่อตอบสนองอย่างเหมาะสม
AI กำลังปรับโฉมตลาดแรงงานของอเมริกาที่มีมูลค่ากว่า 9.4 ล้านล้านดอลลาร์ โดยส่งผลกระทบต่อเนื่องที่ขยายวงกว้างไปไกลกว่าภาคเทคโนโลยีที่มองเห็นได้ชัดเจน เมื่อปัญญาประดิษฐ์เข้ามาทำงานด้านการควบคุมคุณภาพแบบอัตโนมัติในโรงงานยานยนต์ ส่งผลต่อเครือข่ายโลจิสติกส์ ห่วงโซ่อุปทาน และระบบเศรษฐกิจด้านการบริการในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม ตัวชี้วัดด้านแรงงานแบบดั้งเดิมไม่สามารถทำความเข้าใจกับผลกระทบระลอกนี้ได้ เนื่องจากมาตรวัดเหล่านั้นมักวัดผลลัพธ์การจ้างงานหลังจากเกิดการเปลี่ยนแปลงกระทันหันขึ้นแล้ว แต่ไม่ได้วัดจากจุดที่ขีดความสามารถของปัญญาประดิษฐ์ทับซ้อนกับทักษะของมนุษย์ ก่อนที่การนำมาประยุกต์ใช้จริงได้เป็นรูปเป็นร่างขึ้น
โปรเจกต์ภูเขาน้ำแข็ง (Project Iceberg) เข้ามาจัดการกับช่องว่างนี้โดยใช้ โมเดลประชากรขนาดใหญ่ (Large Population Models) เพื่อจำลองตลาดแรงงานระหว่างมนุษย์และปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งเป็นตัวแทนของคนงาน 151 ล้านคน ในรูปแบบตัวแทนอิสระ (autonomous agents) ที่ใช้ทักษะมากกว่า 32,000 รายการ ใน 3,000 เคาน์ตี และมีปฏิสัมพันธ์กับเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์นับพันรายการ
โปรเจกต์นี้ได้นำเสนอดัชนีภูเขาน้ำแข็ง (Iceberg Index) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดที่เน้นทักษะเป็นตัวหลัก เพื่อวัดมูลค่าค่าจ้างของทักษะที่ระบบปัญญาประดิษฐ์ สามารถทำได้ในแต่ละอาชีพ โดยดัชนีนี้จะสะท้อนการเปิดรับทางเทคนิค (technical exposure) ในส่วนที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถปฏิบัติงานตามหน้าที่ได้ ไม่ใช่การพยากรณ์ผลลัพธ์การถูกแทนที่หรือกรอบเวลาในการนำมาใช้งานจริง
ผลวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า การนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในปัจจุบันที่มองเห็นได้ชัดเจนและกระจุกตัวอยู่ในด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยี (2.2% ของมูลค่าค่าจ้าง หรือประมาณ 211,000 ล้านดอลลาร์) นั้นเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งเท่านั้น ขีดความสามารถทางเทคนิคจริงขยายตัวลึกลงไปใต้ผิวน้ำ ผ่านระบบปัญญาอัตโนมัติ (cognitive automation)
ซึ่งครอบคลุมงานด้านธุรการ การเงิน และบริการวิชาชีพ (11.7% หรือประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์) การเปิดรับนี้มีขนาดใหญ่กว่าสิ่งที่มองเห็นถึง 5 เท่า และมีการกระจายตัวตามภูมิศาสตร์ไปทั่วทุกรัฐในสหรัฐอเมริกา มากกว่าที่จะจำกัดอยู่เพียงศูนย์กลางแถบชายฝั่ง
ตัวบ่งชี้ทางเศรษฐกิจแบบเดิม เช่น GDP รายได้ และอัตราการว่างงาน สามารถอธิบายความผันแปรตามทักษะนี้ได้น้อยกว่า 5% ซึ่งตอกย้ำเหตุใดที่เราจึงจำเป็นต้องมีดัชนีแบบใหม่เพื่อทำความเข้าใจกับระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์ โปรเจกต์นี้ช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายและผู้นำทางธุรกิจสามารถระบุจุดเสี่ยงสำคัญ (exposure hotspots) จัดลำดับความสำคัญของการฝึกอบรมและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และทดสอบมาตรการแทรกแซงก่อนที่จะทุ่มงบประมาณนับพันล้านไปกับการดำเนินการจริง
หากผู้ที่เกี่ยวข้องในสังคมรวมทั้งรัฐบาลไทยไม่ทำความเข้าใจและเตรียมความพร้อมต่อ ผลกระทบของเทคโนโลยีเอไอต่อตลาดแรงงาน ธุรกิจอุตสาหกรรมและเศรษฐกิจ ให้ดีพอ ความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวจะนำสู่ภาวะถดถอยอย่างรุนแรงของกิจการจำนวนมากที่ไม่สามารถปรับตัวได้ และ คุณภาพชีวิตของแรงงานที่ย่ำแย่ แทนที่การเปลี่ยนแปลงจากเทคโนโลยีเอไอจะนำมาสู่โอกาสใหม่ๆ คุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของแรงงาน การเพิ่มขึ้นผลิตภาพอย่างก้าวกระโดด และโอกาสใหม่ๆของภาคธุรกิจอุตสาหกรรม ดัชนีและข้อมูลตัวเลขของหน่วยงานทางเศรษฐกิจของทางการที่มีอยู่เวลานี้ของไทยก็ไม่สามารถวัดพลวัตและธุรกรรมของเศรษฐกิจยุคเอไอ หรือ AI Economy ได้เลย
เมื่อดัชนีและข้อมูลตัวเลขแบบเดิมไม่สามารถวัดอะไรได้มากนัก ย่อมทำให้การกำหนดนโยบายไม่สอดคล้องกับพลวัตเศรษฐกิจภายใต้ยุคเอไอ การบริหารจัดการเพื่อให้เราได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีเอไอย่อมไม่เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างเต็มศักยภาพ







