AI ไม่รอใคร แต่การศึกษาไทยยังย่ำที่เดิม—โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่

01 ม.ค. 2569 | 05:45 น.

ท่ามกลางกระแสโลกที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์อย่างรวดเร็ว ระบบการศึกษาไทยกลับยังผลิตคนไม่ตรงกับความต้องการตลาด ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร ชี้ชัด หากรัฐบาลใหม่ไม่เร่งปฏิรูปการศึกษาและยกระดับทักษะ AI ตั้งแต่วันนี้ ประเทศไทยอาจสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจดิจิทัล มูลค่าหลายล้านล้านบาท และหลุดจากการแข่งขันในภูมิภาคอย่างถาวร ก่อนถึงวันตัดสินใจในคูหาเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์นี้

KEY

POINTS

  • ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีเรียกร้องให้เร่งปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงต่อความต้องการของตลาดแรงงานยุคใหม่ และกำหนดให้ AI เป็นวิชาบังคับ
  • ประเมินว่าการนำ AI มาใช้อย่างจริงจังจะสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศไทยได้สูงถึง 2.6 ล้านล้านบาทภายในปี 2573 และช่วยเพิ่ม GDP ได้อีก 2% หาก SME นำไปใช้
  • เสนอมาตรการเร่งด่วนจากภาครัฐ เช่น ยกเว้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์ AI เป็นเวลา 3 ปี, ใช้ AI ในระบบราชการเพื่อลดขั้นตอน และเปลี่ยนงบประมาณแบบให้เปล่ามาเป็นการ Reskill แรงงาน

ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้ง 8 ก.พ. "ฐานเศรษฐกิจ" ได้ทำการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้นำธุรกิจ จากหลากหลายอาชีพ ผ่านแคมเปญ Thailand Redesign : อนาคตออกแบบได้ เพื่อร่วมกันหาทางออกและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของไทยให้ก้าวทันโลกดิจิทัล

AI ไม่รอใคร แต่การศึกษาไทยยังย่ำที่เดิม—โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่

ดร.กอบกฤตย์ วิริยะยุทธกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอแอพพ์เทคโนโลยี จำกัด และนายกสมาคมผู้ประกอบการปัญญาประดิษฐ์ประเทศไทย (AIEAT) ระบุว่าโครงสร้างที่ต้องเร่งเปลี่ยนเป็นอันดับแรกคือ “ระบบการศึกษา” เนื่องจากปัจจุบันมหาวิทยาลัยผลิตบุคลากรไม่ตรงกับความต้องการของตลาด ขณะที่เทคโนโลยีโลกก้าวไปสู่การใช้ AI เขียนโค้ดแล้ว แต่หลักสูตรไทยยังสอนแบบเดิม ทำให้ประเทศไทยเสียโอกาสและเริ่มล้าหลังประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ มาเลเซีย และเวียดนาม

ดันเศรษฐกิจดิจิทัล ปั๊ม GDP 2.6 ล้านล้านบาท

ดร.กอบกฤตย์ มองว่าไทยควรเปลี่ยนจากการส่งออกสินค้าเกษตรดิบหรือแรงงานราคาถูก มาเป็น “เศรษฐกิจดิจิทัลและบริการเทคโนโลยี” โดยประเมินว่า AI จะสร้างมูลค่าให้ประเทศไทยสูงถึง 2.6 ล้านล้านบาท (80,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ภายในปี 2573 และหากกลุ่ม SME กว่า 3.2 ล้านรายนำ AI มาใช้จริงจัง จะช่วยเพิ่ม GDP ประเทศได้อีก 2% ซึ่งไทยมีจุดแข็งด้านภูมิศาสตร์ที่จะก้าวขึ้นเป็น Tech Hub ของภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน

AI ไม่รอใคร แต่การศึกษาไทยยังย่ำที่เดิม—โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่

รัฐเล็กแต่ฉลาด ใช้ AI ทลายคอขวดราชการ

ดร.กอบกฤตย์ เสนอให้ใช้ AI เข้ามาจัดการงานเอกสารและงานซ้ำซากแทนข้าราชการ เพื่อให้รัฐเล็กลงแต่คล่องตัวขึ้น โดยรัฐควรเปลี่ยนบทบาทจากผู้ควบคุมมาเป็นผู้อำนวยความสะดวก ใช้ระบบ One Stop Service ที่แท้จริง และนำดิจิทัลมาบันทึกการตัดสินใจทุกขั้นตอนเพื่อความโปร่งใส พร้อมแนะมาตรการ Quick Win คือการให้ทุกหน่วยงานรัฐใช้โมเดล AI ภาษาไทย เช่น OpenThaiGPT หรือ Pathumma LLM ซึ่งจะช่วยลดเวลาทำงานได้ถึง 30-40%

มาตรการเร่งด่วนดึงดูดทุนคุณภาพ

เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ดร.กอบกฤตย์ เสนอให้รัฐดำเนินการดังนี้:

  • ยกเว้นภาษีนำเข้าชิป GPU และอุปกรณ์ AI เป็นเวลา 3 ปี เพื่อลดต้นทุนให้ Startup และบริษัทเทคโนโลยีไทย
  • จัดทำแพลตฟอร์ม AI for All Thais ฝึกอบรมทักษะ AI พื้นฐานให้ประชาชน 100,000 คน ภายใน 6 เดือน
  • สร้าง Fast Track อนุมัติโครงการนวัตกรรมภายใน 30 วัน หากไม่ตอบกลับให้ถือว่าอนุมัติ เพื่อแก้ปัญหาความล่าช้า

AI ไม่รอใคร แต่การศึกษาไทยยังย่ำที่เดิม—โจทย์ใหญ่รัฐบาลใหม่

สิ่งที่รัฐควร "หยุดทำ" ทันที

ดร.กอบกฤตย์ เน้นย้ำว่ารัฐควรหยุดสร้างหน่วยงานหรือคณะกรรมการใหม่ที่ซ้ำซ้อน หยุดออกกฎระเบียบที่เน้นการควบคุมจน Startup แข่งขันไม่ได้ และที่สำคัญคือ “หยุดแจกเงินโดยไม่มีเป้าหมาย” โดยควรเปลี่ยนงบประมาณเหล่านั้นไปใช้ในการ Reskill แรงงาน 1 ล้านคน จะสร้างผลลัพธ์ในระยะยาวได้ดีกว่า รวมถึงต้องหยุดปิดกั้นการเข้าถึงข้อมูลภาครัฐ (Open Data) เพื่อให้ภาคเอกชนนำไปต่อยอด

ภารกิจ 1 วาระรัฐบาล: ปฏิรูปคนเปลี่ยนอนาคต

ดร.กอบกฤตย์ เลือก“ปฏิรูปการศึกษาให้ผลิตคนที่ตลาดต้องการ” โดยเสนอระบบ Dual Education แบบเยอรมัน (เรียน 3 วัน ทำงาน 2 วัน) และกำหนดให้ AI Literacy เป็นวิชาบังคับในทุกคณะ

“ถ้าเรามีคนไทย 70 ล้านคนที่มีทักษะถูกต้อง เศรษฐกิจจะโตเอง นักลงทุนจะมาเอง และความเหลื่อมล้ำจะลดลง นี่ไม่ใช่ความฝัน เพราะสิงคโปร์ ไต้หวัน และเกาหลีใต้ ต่างเริ่มจากการปฏิรูปการศึกษาจนประสบความสำเร็จมาแล้วทั้งสิ้น” ดร.กอบกฤตย์ ระบุ