
โซนี่มองแนวโน้มธุรกิจเกมสดใส ทดแทนรายได้จากเซ็นเซอร์กล้อง
โซนี่ คอร์ป มั่นใจการเติบโตของยอดขายในตลาดวิดีโอเกม จะเข้ามาทดแทนกำไรที่หดหายไปจากธุรกิจอิมเมจเซ็นเซอร์ หลังความต้องการจากผู้ผลิตสมาร์ทโฟนอ่อนแอลง
นายคาสึโอะ ฮิราอิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโซนี่ เปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์ว่าจะสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานได้กว่า 3 แสนล้านเยนในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2560 ก่อนที่จะมีกำไรเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 5 แสนล้านเยนในปีงบประมาณต่อไปที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2561
ทั้งนี้ โซนี่คาดการณ์ว่าธุรกิจวิดีโอเกมและอุปกรณ์ระบบความจริงเสมือน (Virtual Reality) หรือวีอาร์ จะทำผลงานได้ดี ขณะที่ธุรกิจอิมเมจเซ็นเซอร์มีแนวโน้มที่ไม่สดใสนัก แม้ว่าก่อนหน้านี้นายฮิราอิเชื่อว่าจะเป็นธุรกิจที่ทำกำไรหลักให้กับโซนี่
"เกมและบริการเครือข่ายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญที่สุดในแผนระยะกลางของเรา นอกเหนือจากเกม วีอาร์ยังเปิดโอกาสให้เราใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างหลากหลายของโซนี่ได้เต็มที่ เช่น กล้องถ่ายรูป การผลิตคอนเทนต์ และสินทรัพย์ด้านความบันเทิง" นายฮิราอิกล่าวและว่า
การชะลอตัวของยอดขายไอโฟนของแอปเปิลส่งผลกระทบต่อโซนี่ ด้วยการทำให้ความต้องการอิมเมจเซ็นเซอร์สำหรับสมาร์ทโฟนชะลอตัวลงตามไปด้วย ก่อนหน้านี้โซนี่คาดการณ์ว่าธุรกิจเซ็นเซอร์จะทำยอดขายได้ 1.3-1.5 ล้านล้านเยนในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2561 แต่เวลานี้ตัวเลขดังกล่าวถูกปรับลดลงเหลือราว 1 ล้านล้านเยน
นายฮิราอิ กล่าวด้วยว่า ในระยะสั้นบริษัทหวังว่าจะสร้างกำไรในธุรกิจเซ็นเซอร์ ด้วยการเพิ่มสัดส่วนยอดขายให้กับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนในเกาหลีใต้และจีน และในอนาคต คาดว่าความต้องการในส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตกล้องวงจรปิด โดรน โรงงานอัจฉริยะ และรถยนต์
ขณะเดียวกัน ธุรกิจวิดีโอเกมของโซนี่ก้าวขึ้นมาเป็นธุรกิจสร้างรายได้ที่สำคัญให้กับบริษัท โดยเครื่องเล่นเกม เพลย์สเตชัน 4 ทำยอดขายไปได้แล้วกว่า 40 ล้านเครื่อง นับตั้งแต่ออกวางตลาดเมื่อเดือนพฤศจิกายน2556 นับเป็นเครื่องเล่นเกมที่ทำยอดขายได้รวดเร็วที่สุดของโซนี่ แซงหน้าคู่แข่งทั้งเอ็กซ์บ็อกซ์ วัน จากไมโครซอฟท์ และวี ยู จากนินเทนโด นอกจากนี้ บริการแบบสมัครสมาชิก เพลย์สเตชัน พลัส ก็มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 20.8 ล้านคนในเดือนมีนาคมปีนี้ จาก 10.9 ล้านคนเมื่อเดือนมกราคม 2558
โซนี่คาดการณ์ว่า ธุรกิจเกมและบริการคอนเทนต์ผ่านอินเตอร์เน็ต จะทำรายได้ระหว่าง 1.8-1.9 ล้านล้านเยนในปีงบประมาณหน้า เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ 1.4-1.6 ล้านล้านเยน ขณะเดียวกัน ตั้งเป้ายอดขายเพลย์สเตชัน 4 ไว้ที่ 20 ล้านเครื่องในปีงบประมาณปัจจุบัน โดยคาดหวังอานิสงส์จากซอฟต์แวร์เกมฟอร์มยักษ์และเครื่องเล่นเกมเวอร์ชันไฮเอนด์
นายฮิราอิกล่าวถึงอุปกรณ์เพลย์สเตชัน วีอาร์ ที่มีกำหนดวางตลาดในเดือนตุลาคมนี้ว่า ในขณะที่อุปกรณ์ดังกล่าวถูกออกแบบมาสำหรับผู้เล่นวิดีโอเกม แต่โซนี่ต้องการมองหาช่องทางใช้ประโยชน์จากธุรกิจอื่นๆ ที่มีอยู่ด้วย โซนี่หวังว่าการตั้งราคาขายเพลย์สเตชัน วีอาร์ ไว้ที่ 399 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง โอคูลัส ริฟท์ ของเฟซบุ๊ก ที่มีราคา 599 ดอลลาร์สหรัฐฯ และไวฟ์ จากเอชทีซี ที่มีราคา 799 ดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยให้อุปกรณ์ของตนมีความได้เปรียบในการแข่งขัน
ทั้งนี้ บริษัทวิจัยฟอร์เรสเตอร์ รีเสิร์ช คาดการณ์ว่า อุปกรณ์ระบบวีอาร์จะทำยอดขายในสหรัฐฯ ได้ 52 ล้านเครื่องภายในปี 2563 ขณะเดียวกัน โซนี่ยังเปิดเผยแผนการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) และการพัฒนาหุ่นยนต์ที่สามารถผูกพันทางอารมณ์กับมนุษย์ได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,171 วันที่ 3 - 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559
นายคาสึโอะ ฮิราอิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของโซนี่ เปิดเผยว่า บริษัทคาดการณ์ว่าจะสามารถทำกำไรจากการดำเนินงานได้กว่า 3 แสนล้านเยนในปีงบประมาณปัจจุบัน ซึ่งจะสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2560 ก่อนที่จะมีกำไรเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 5 แสนล้านเยนในปีงบประมาณต่อไปที่สิ้นสุดเดือนมีนาคม 2561
ทั้งนี้ โซนี่คาดการณ์ว่าธุรกิจวิดีโอเกมและอุปกรณ์ระบบความจริงเสมือน (Virtual Reality) หรือวีอาร์ จะทำผลงานได้ดี ขณะที่ธุรกิจอิมเมจเซ็นเซอร์มีแนวโน้มที่ไม่สดใสนัก แม้ว่าก่อนหน้านี้นายฮิราอิเชื่อว่าจะเป็นธุรกิจที่ทำกำไรหลักให้กับโซนี่
"เกมและบริการเครือข่ายเป็นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตที่สำคัญที่สุดในแผนระยะกลางของเรา นอกเหนือจากเกม วีอาร์ยังเปิดโอกาสให้เราใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีที่มีอยู่อย่างหลากหลายของโซนี่ได้เต็มที่ เช่น กล้องถ่ายรูป การผลิตคอนเทนต์ และสินทรัพย์ด้านความบันเทิง" นายฮิราอิกล่าวและว่า
การชะลอตัวของยอดขายไอโฟนของแอปเปิลส่งผลกระทบต่อโซนี่ ด้วยการทำให้ความต้องการอิมเมจเซ็นเซอร์สำหรับสมาร์ทโฟนชะลอตัวลงตามไปด้วย ก่อนหน้านี้โซนี่คาดการณ์ว่าธุรกิจเซ็นเซอร์จะทำยอดขายได้ 1.3-1.5 ล้านล้านเยนในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2561 แต่เวลานี้ตัวเลขดังกล่าวถูกปรับลดลงเหลือราว 1 ล้านล้านเยน
นายฮิราอิ กล่าวด้วยว่า ในระยะสั้นบริษัทหวังว่าจะสร้างกำไรในธุรกิจเซ็นเซอร์ ด้วยการเพิ่มสัดส่วนยอดขายให้กับผู้ผลิตสมาร์ทโฟนในเกาหลีใต้และจีน และในอนาคต คาดว่าความต้องการในส่วนดังกล่าวจะเพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตกล้องวงจรปิด โดรน โรงงานอัจฉริยะ และรถยนต์
ขณะเดียวกัน ธุรกิจวิดีโอเกมของโซนี่ก้าวขึ้นมาเป็นธุรกิจสร้างรายได้ที่สำคัญให้กับบริษัท โดยเครื่องเล่นเกม เพลย์สเตชัน 4 ทำยอดขายไปได้แล้วกว่า 40 ล้านเครื่อง นับตั้งแต่ออกวางตลาดเมื่อเดือนพฤศจิกายน2556 นับเป็นเครื่องเล่นเกมที่ทำยอดขายได้รวดเร็วที่สุดของโซนี่ แซงหน้าคู่แข่งทั้งเอ็กซ์บ็อกซ์ วัน จากไมโครซอฟท์ และวี ยู จากนินเทนโด นอกจากนี้ บริการแบบสมัครสมาชิก เพลย์สเตชัน พลัส ก็มีผู้ใช้งานเพิ่มขึ้นเป็น 20.8 ล้านคนในเดือนมีนาคมปีนี้ จาก 10.9 ล้านคนเมื่อเดือนมกราคม 2558
โซนี่คาดการณ์ว่า ธุรกิจเกมและบริการคอนเทนต์ผ่านอินเตอร์เน็ต จะทำรายได้ระหว่าง 1.8-1.9 ล้านล้านเยนในปีงบประมาณหน้า เพิ่มขึ้นจากเดิมที่คาดไว้ 1.4-1.6 ล้านล้านเยน ขณะเดียวกัน ตั้งเป้ายอดขายเพลย์สเตชัน 4 ไว้ที่ 20 ล้านเครื่องในปีงบประมาณปัจจุบัน โดยคาดหวังอานิสงส์จากซอฟต์แวร์เกมฟอร์มยักษ์และเครื่องเล่นเกมเวอร์ชันไฮเอนด์
นายฮิราอิกล่าวถึงอุปกรณ์เพลย์สเตชัน วีอาร์ ที่มีกำหนดวางตลาดในเดือนตุลาคมนี้ว่า ในขณะที่อุปกรณ์ดังกล่าวถูกออกแบบมาสำหรับผู้เล่นวิดีโอเกม แต่โซนี่ต้องการมองหาช่องทางใช้ประโยชน์จากธุรกิจอื่นๆ ที่มีอยู่ด้วย โซนี่หวังว่าการตั้งราคาขายเพลย์สเตชัน วีอาร์ ไว้ที่ 399 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่ำกว่าคู่แข่งอย่าง โอคูลัส ริฟท์ ของเฟซบุ๊ก ที่มีราคา 599 ดอลลาร์สหรัฐฯ และไวฟ์ จากเอชทีซี ที่มีราคา 799 ดอลลาร์สหรัฐฯ จะช่วยให้อุปกรณ์ของตนมีความได้เปรียบในการแข่งขัน
ทั้งนี้ บริษัทวิจัยฟอร์เรสเตอร์ รีเสิร์ช คาดการณ์ว่า อุปกรณ์ระบบวีอาร์จะทำยอดขายในสหรัฐฯ ได้ 52 ล้านเครื่องภายในปี 2563 ขณะเดียวกัน โซนี่ยังเปิดเผยแผนการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ๆ อาทิ ปัญญาประดิษฐ์ (artificial intelligence) และการพัฒนาหุ่นยนต์ที่สามารถผูกพันทางอารมณ์กับมนุษย์ได้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,171 วันที่ 3 - 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2559










