thansettakij
thansettakij
ไมโครซอฟท์ เตือน AI เร่งภัยไซเบอร์ เจาะบัญชีผู้ใช้ขโมยข้อมูล

ไมโครซอฟท์ เตือน AI เร่งภัยไซเบอร์ เจาะบัญชีผู้ใช้ขโมยข้อมูล

16 ต.ค. 69 | 05:36 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ต.ค. 69 | 05:45 น.

ไมโครซอฟท์ ชี้ AI เพิ่มความเร็วและขนาดการโจมตีไซเบอร์ มุ่งเจาะตัวตนดิจิทัล แนะใช้การยืนยันตัวตนต้านฟิชชิง คุมสิทธิ และเตรียมพร้อมฟื้นระบบ

KEY

POINTS

  • AI กำลังเร่งให้ภัยคุกคามทางไซเบอร์รุนแรงขึ้น โดยช่วยให้ผู้โจมตีสามารถเพิ่มความเร็ว ขยายขนาด และปรับการโจมตีให้เข้ากับเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ผู้โจมตีมุ่งเป้าไปที่ตัวตนดิจิทัลและผู้ใช้งานเป็นหลัก โดยใช้เทคนิคอย่างฟิชชิงและวิศวกรรมสังคมเพื่อเข้าถึงบัญชี ซึ่งนำไปสู่การขโมยข้อมูลในที่สุด
  • การโจมตีส่วนใหญ่มีเป้าหมายเพื่อขโมยข้อมูล (63% ของเหตุบุกรุก) และการยึดบัญชีผู้ใช้ได้เพียงบัญชีเดียวมักนำไปสู่การขโมยข้อมูลยืนยันตัวตนอื่น ๆ ต่อเนื่องเป็นลูกโซ่

ไมโครซอฟท์ ระบุในรายงาน Microsoft Digital Defense Report 2026 ฉบับบทสรุปผู้บริหาร ซึ่งระบุเดือนตุลาคม 2026 ว่า ความเสี่ยงไซเบอร์กำลังเร่งตัวจากความเชื่อมโยงระหว่างตัวตนดิจิทัล ระบบ AI บริการคลาวด์ ห่วงโซ่อุปทานซอฟต์แวร์ โครงสร้างพื้นฐานขอบเครือข่าย และระบบสำคัญ โดย AI ช่วยให้ผู้โจมตีเพิ่มความเร็ว ขยายขนาด และปรับการโจมตีให้เหมาะกับเป้าหมายได้มากขึ้น

รายงานระบุว่า วิธีการและเป้าหมายของผู้โจมตีไม่ได้เปลี่ยนไป แต่ขนาดและประสิทธิผลของการโจมตีเปลี่ยนไป ผู้โจมตีกำลังค้นหาช่องทางเข้าสู่ระบบทุกจุด รวมถึงจุดที่การเจาะเพียงครั้งเดียวสามารถสร้างผลกระทบไกลเกินกว่าเป้าหมายแรก และก่อให้เกิดการบุกรุกต่อเนื่องเป็นลูกโซ่

ข้อมูลจาก Microsoft Threat Intelligence ในบทสรุประบุว่า 63% ของเหตุบุกรุกเกี่ยวข้องกับการขโมยข้อมูล ขณะที่การบุกรุกผ่านตัวตนดิจิทัลนำไปสู่การขโมยข้อมูลยืนยันตัวตน ซึ่งใช้ขยายการโจมตีต่อและสร้างวงจรการเข้าถึงโดยไม่ได้รับอนุญาต

AI เร่งการโจมตี ฝ่ายป้องกันต้องตามให้ทัน

ไมโครซอฟท์ ระบุว่า AI กำลังเปลี่ยนต้นทุนและผลตอบแทนของการโจมตีและการป้องกัน โดยในระยะสั้นความได้เปรียบอยู่กับผู้โจมตี

สำหรับผู้โจมตีที่มีความสามารถสูง AI เพิ่มความเร็ว ขนาด และความสามารถในการปรับแต่งการโจมตี ทำให้ห่วงโซ่การโจมตีลดเวลาจากหลายวันเหลือเพียงไม่กี่วินาที ส่วนผู้โจมตีที่มีความสามารถน้อยกว่า สามารถใช้ AI เข้าถึงความสามารถในการโจมตีอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเดิมจำกัดอยู่ในหน่วยงานข่าวกรอง

ไมโครซอฟท์ เตือน AI เร่งภัยไซเบอร์ เจาะบัญชีผู้ใช้ขโมยข้อมูล

การใช้ AI ของผู้โจมตีครอบคลุมการค้นหาช่องโหว่ สร้างมัลแวร์เฉพาะเป้าหมาย ลดเวลาการเคลื่อนย้ายภายในเครือข่าย ค้นหาข้อมูลลับ และนำข้อมูลออกจากระบบ รวมถึงควบคุมห่วงโซ่การโจมตีทั้งหมด ตลอดจนขยายฟิชชิงและการหลอกลวงด้วยวิศวกรรมสังคม

ระบบ AI ยังเป็นเป้าหมายของการโจมตี ตั้งแต่ข้อมูลและองค์ประกอบที่ใช้สร้างโมเดล ข้อมูลของโมเดล โครงสร้างพื้นฐานใช้งานจริง ไปจนถึงระบบ AI ข้อมูลผู้ใช้ และผลลัพธ์ที่ระบบสร้างขึ้น

รายงานระบุด้วยว่า AI เป็นเครื่องมือจำเป็นสำหรับฝ่ายป้องกัน โดยความสามารถในการค้นหาและแก้ไขช่องโหว่อย่างอัตโนมัติและต่อเนื่องเปิดโอกาสให้เกิดการป้องกันที่ทำงานตลอดเวลาในระดับที่ไม่เคยทำได้มาก่อน

 

มุ่งเจาะมนุษย์และตัวตนดิจิทัล

รายงานระบุว่า การทำให้ผู้ใช้เรียกใช้งานบางอย่าง การใช้บัญชีที่ใช้งานได้จริง วิศวกรรมสังคม และฟิชชิง รวมกันคิดเป็น 73.3% ของความพยายามเข้าถึงระบบในขั้นแรก โดยผู้โจมตีมุ่งเป้าที่มนุษย์และตัวตนดิจิทัล

ผู้โจมตีพึ่งมัลแวร์ที่สร้างขึ้นเองน้อยลง และหันมาใช้เครื่องมือที่ถูกต้องตามปกติ บริการคลาวด์ และฟังก์ชันผู้ดูแลระบบ ทำให้ตรวจจับได้ยากขึ้น เพราะกิจกรรมอันตรายมักกลมกลืนกับพฤติกรรมของผู้ใช้ทั่วไป

แนวทางที่กลายเป็นมาตรฐานทั้งของอาชญากรและกลุ่มที่รัฐสนับสนุน ได้แก่ ชุดฟิชชิงแบบแทรกกลางการสื่อสาร หรือ AiTM การใช้แอป OAuth ในทางมิชอบ การโจมตี API และการลองรหัสผ่านจำนวนเล็กน้อยกับหลายบัญชี หรือ password spray

มากกว่าครึ่งของเหตุบุกรุกนำไปสู่การขโมยข้อมูลยืนยันตัวตนเพิ่มเติม เมื่อเข้าสู่ระบบได้ ผู้โจมตีจะรวบรวมข้อมูลเหล่านี้ทันที เพื่อใช้เคลื่อนย้ายภายในระบบหรือขายในดาร์กเว็บ ตัวตนหนึ่งที่ถูกยึดจึงสามารถนำไปสู่การยึดตัวตนอื่นเพิ่มเติม

Microsoft Incident Response พบรูปแบบที่เกิดซ้ำ เริ่มจากการยึดตัวตนของบุคคล ก่อนค้นหาข้อมูลยืนยันตัวตนที่ไม่ใช่มนุษย์ เช่น service principals และ API keys จากนั้นยกระดับสิทธิผ่านการเข้าถึงที่มีอยู่ และดำเนินเป้าหมาย เช่น นำข้อมูลออก หรือวางระบบสั่งการและควบคุม

ตัวเลขภัยคลาวด์ อีเมล์ และฟิชชิงทางเสียง

บทสรุปรายงานระบุ ระยะเวลาเฉลี่ยก่อนเวิร์กโหลดบนคลาวด์ที่เปิดให้เข้าถึงจากภายนอกถูกโจมตีไว้ที่ 5.3 ชั่วโมง

นอกจากนี้ ยังตรวจพบการโจมตีโดยปลอมแอบอ้างผ่านอีเมลธุรกิจมากกว่า 46 ล้านครั้ง ขณะที่ไฟล์แนบในอีเมลฟิชชิง 89–95% นำไปสู่ความพยายามขโมยข้อมูลยืนยันตัวตน

สำหรับฟิชชิงทางเสียง 93% ของการโจมตีสามารถทำให้เหยื่ออยู่ในสายนานพอที่จะเริ่มกระบวนการหลอกลวงด้วยวิศวกรรมสังคม

บทสรุปไม่ได้แจกแจงฐานตัวอย่างและช่วงเก็บข้อมูลของตัวเลขแต่ละรายการ รวมถึงไม่ได้อธิบายจุดเริ่มนับเวลาของค่าเฉลี่ย 5.3 ชั่วโมง

ซัพพลายเชนโอเพนซอร์สถูกโจมตีมากขึ้น

ไมโครซอฟท์ระบุว่า การโจมตีห่วงโซ่อุปทานซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สเกิดบ่อยและสร้างความเสียหายมากขึ้น ผู้โจมตีขยับขึ้นไปยังระบบที่องค์กรใช้สร้างและเผยแพร่ซอฟต์แวร์

ข้อมูลยืนยันตัวตนที่ถูกขโมยเพียงชุดเดียว หรือกระบวนการทำงานที่ถูกยึดเพียงจุดเดียว สามารถเปิดทางให้ผู้โจมตีเข้าถึงองค์กรปลายทางหลายแห่งพร้อมกัน

รายงานระบุว่า เนื่องจากซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สรองรับโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของรัฐบาล เศรษฐกิจ และบริการจำเป็น การรักษาความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวต้องอาศัยบทบาทเชิงรุกของภาครัฐ เพื่อเสริมสถาบัน แรงจูงใจ และกรอบกำกับที่สนับสนุนระบบเหล่านี้

แนวทางที่เสนอประกอบด้วยการเร่งใช้เครื่องมือออกแบบให้ปลอดภัยด้วย AI การตรวจหาช่องโหว่อัตโนมัติ การยกระดับธรรมาภิบาลห่วงโซ่อุปทาน การขยายบัญชีส่วนประกอบซอฟต์แวร์ หรือ SBOM และการประสานการเปิดเผยช่องโหว่

โครงสร้างพื้นฐานสำคัญเผชิญภัยต่อบริการ

รายงานระบุว่า ผู้ป้องกันโครงสร้างพื้นฐานสำคัญเผชิญความไม่สอดคล้องระหว่างผู้โจมตีที่ดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง กับแผนความปลอดภัยแบบเดิมที่ยังดำเนินเป็นช่วง

ความเสี่ยงที่ไม่ถูกตรวจพบอาจลุกลามจากการสูญเสียข้อมูลไปสู่การหยุดชะงักทางกายภาพ ความไม่เสถียรของบริการ และผลกระทบด้านความปลอดภัย

กลุ่มที่รัฐสนับสนุนกำลังวางตำแหน่งล่วงหน้าในเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเปิดทางให้เกิดการหยุดชะงักหรือการก่อวินาศกรรมต่อการปฏิบัติงานสำคัญในอนาคต ส่วนผู้โจมตีที่มีแรงจูงใจทางการเงินใช้ประโยชน์จากระบบที่ยังไม่ติดตั้งแพตช์มากขึ้น โดยมุ่งโจมตีความพร้อมให้บริการ

ไมโครซอฟท์เสนอให้การจัดการภัยคุกคามและช่องโหว่เป็นกระบวนการปฏิบัติงานที่ต่อเนื่องและบูรณาการ เชื่อมการมองเห็นสินทรัพย์ การระบุช่องโหว่ การตรวจจับภัย และข้อมูลเชิงลึกที่เร่งด้วย AI

ตัวชี้วัดควรเปลี่ยนจากจำนวนแพตช์ที่ติดตั้ง เป็นความเสี่ยงที่ลดลง ความครอบคลุมการตรวจจับที่เพิ่มขึ้น และระยะเวลาบรรเทาปัญหาที่สั้นลง

ปกป้องตัวตน ควบคุมสิทธิและการใช้ AI

รายงานเสนอให้องค์กรใช้การยืนยันตัวตนที่ต้านฟิชชิง ลดการพึ่งข้อมูลยืนยันตัวตนที่มีอายุใช้งานยาว และติดตามรูปแบบการเข้าถึงผิดปกติ สิทธิที่เพิ่มขึ้น รวมถึงกิจกรรมแอปพลิเคชันหรือ API ที่ไม่เคยพบมาก่อน

สำหรับตัวตนที่ไม่ใช่มนุษย์ องค์กรควรกำหนดสิทธิเท่าที่จำเป็น หมุนเวียนข้อมูลยืนยันตัวตนอย่างสม่ำเสมอ และจำกัดการเข้าถึงจากตำแหน่งที่เชื่อถือได้

ลำดับความสำคัญด้านความปลอดภัยยังรวมถึงการใช้ passkeys และ MFA ที่ต้านฟิชชิง การเพิกถอนหรือหมุนเวียนโทเคนและข้อมูลยืนยันตัวตนของเซสชันอย่างรวดเร็ว ตลอดจนเชื่อมสัญญาณจากอุปกรณ์ปลายทาง ตัวตน คลาวด์ แอปพลิเคชัน อีเมล และเครือข่าย เพื่อตรวจจับการบุกรุกให้เร็วขึ้น

ด้าน AI องค์กรควรมองเห็นเครื่องมือ บริการ และความสามารถของ AI agents ที่ได้รับอนุมัติ พร้อมตรวจสอบการใช้ที่ไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่มีการกำกับดูแล และใช้มาตรการเข้าถึงกับการปกป้องข้อมูลตามระดับความอ่อนไหวของข้อมูลที่ระบบเหล่านี้เข้าถึงได้

ความพร้อมระดับชาติและบทบาทผู้นำองค์กร

ในระดับประเทศ รายงานระบุว่า ประสิทธิภาพการตอบสนองต่อเหตุไซเบอร์มักขึ้นกับความพร้อมเชิงสถาบัน ได้แก่ บทบาทที่ชัดเจน อำนาจตัดสินใจ และกลไกประสานงาน

การทำงานในโครงการ Advancing Regional Cybersecurity หรือ ARC ของไมโครซอฟท์พบปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดซ้ำสามเรื่อง ได้แก่ บทบาทระหว่างหน่วยงานไม่ชัดเจน เส้นทางยกระดับเหตุแยกส่วน และกลไกจัดการวิกฤตของรัฐบาลทั้งระบบมีจำกัด

รายงานเสนอให้กำหนดวงจรตอบสนองร่วมและคู่มือสำหรับเหตุผลกระทบสูง จัดกลไกรายงานเหตุครั้งเดียว เชื่อม SOC ขององค์กรกับโครงสร้างประสานงานระดับภาคส่วน และกำหนดแนวทางแบ่งปันข้อมูลที่รวดเร็วพร้อมปกป้องข้อมูลอ่อนไหว รวมถึงฝึกซ้อมและทบทวนหลังเหตุการณ์อย่างสม่ำเสมอ

สำหรับผู้นำธุรกิจ รายงานระบุว่า ควรให้ความสำคัญกับระยะเวลาที่การดำเนินงานสำคัญสามารถดำเนินต่อภายใต้แรงกดดันไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง โดยคำถามสำคัญของคณะกรรมการคือ เมื่อเกิดเหตุขัดข้อง องค์กรจะยังดำเนินงาน จำกัดความเสียหาย ฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว และรักษาความไว้วางใจได้หรือไม่