
ครบรอบ 3 ปีนโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" สร้าง GDP กว่า 1.88 หมื่นล้าน
ผลวิจัย มก.-สวรส. เปิดมิติเศรษฐศาสตร์ ชี้ "หน่วยนวัตกรรม 30 บาทรักษาทุกที่" พบเงินที่รัฐลงทุน คุ้มค่า สร้าง GDP กว่า 1.88 หมื่นล้าน เพิ่มการเข้าถึงบริการ สร้างผลกระทบทางศก.-ผลตอบแทนต่อสังคม
KEY
POINTS
- งานวิจัยชี้ว่านโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" ในช่วง 3 ปี ใช้งบประมาณกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและมูลค่าเพิ่ม (GDP) ให้แก่ประเทศได้ถึง 1.88 หมื่นล้านบาท
- ทุก 1 บาทที่ภาครัฐลงทุนในโครงการ สามารถสร้างผลกระทบต่อ GDP ได้ 1.56 บาท ซึ่งเกิดจากการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจผ่านการจ้างงาน การผลิต และการบริโภค
- นอกเหนือจากผลกระทบต่อ GDP โครงการยังสร้างผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินลงทุน โดยช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาของประชาชน และลดความแออัดในโรงพยาบาล
อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะครบรอบ 3 ปีของนโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" นโยบายที่สร้างความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่กับระบบบริการสุขภาพไทยด้วยการทำให้ผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) กว่า 47 ล้านคนสามารถไปรับบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ใกล้บ้าน รอคอยไม่นาน โดยมีหนึ่งในกุญแจสำคัญ คือ การดึงคลินิกเอกชนและร้านยามาร่วมในระบบ ในฐานะหน่วยบริการนวัตกรรมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ
ในมุมของภาคประชาชน นโยบายมีส่วนในการเพิ่มการเข้าถึงบริการแต่ในมุมของผู้กำหนดนโยบาย รัฐบาลยังขาดงานวิจัยที่ช่วยสะท้อนผลการดำเนินงานในแง่มูลค่าการลงทุนและผลตอบแทนในการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าว อันจะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นผลลัพธ์ทุกเหลี่ยมมุมของ 30 บาทรักษาทุกที่ และเพื่อเติมเต็มภาพดังกล่าวในมิติที่น่าสนใจอย่าง "ผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และผลตอบแทนทางสังคม"
คณะวิจัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) จึงทำการศึกษาในหัวข้อ "การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของโครงการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ ด้วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่" โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)
ล่าสุดมีการนำเสนอข้อค้นพบจากงานวิจัย เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมาภายในงานสัมมนาการนำเสนอผลการวิจัยเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ที่จัดโดย มก. ร่วมกับ สวรส. โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งในรูปแบบ online และ on-site ณ โรงแรม Best Western Nada Don Mueang Airport โดยข้อค้นพบจากงานวิจัยมีหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจ
วิจัยไม่ได้วัดแค่ "จำนวนคนใช้บริการ" มองการ "สร้างคุณค่ากลับคืนสู่ศก.และสังคม"
ความโดดเด่นของงานวิจัยนี้ คือ การประเมินนโยบายใน 2 มิติที่แตกต่างแต่เชื่อมโยงกัน มิติแรก คือ ผลกระทบ ทางเศรษฐกิจมหภาค โดยใช้แบบจำลองเมตริกซ์บัญชีสังคม หรือ Social Accounting Matrix (SAM) สำหรับภาคสาธารณสุขแบบจำลอง SAM มีลักษณะสำคัญ คือ มองเศรษฐกิจเป็นระบบที่เชื่อมโยงกัน
เมื่อเม็ดเงินที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการผ่านการหมุนเวียนของการผลิตและบริการ การจ้างงาน รายได้และรายจ่าย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนอื่นตามห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ระหว่างภาคการผลิต ครัวเรือน ภาครัฐ การลงทุน และภาคต่างประเทศ ทำให้สามารถติดตาม ได้ว่า เมื่อเกิดกิจกรรมในภาคบริการสุขภาพใน 7 นวัตกรรมของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แล้ว ผลทางเศรษฐกิจไม่ได้หยุดอยู่เพียงที่หน่วยบริการ แต่สามารถส่งต่อไปยังส่วนอื่นของระบบเศรษฐกิจได้
มิติที่สอง คือ ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน หรือ Social Return on Investment (SROI) เพื่อประเมินว่า การลงทุนในหน่วยบริการนวัตกรรมสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ประชาชนและครอบครัว/ญาติ หน่วยบริการ โรงพยาบาล และสังคมโดยรวมมากน้อยเพียงใด
คณะวิจัยได้พัฒนาโครงสร้างฐานข้อมูลและแบบจำลอง SAM ที่ให้รายละเอียดกับภาคสาธารณสุขมากขึ้น โดยจำแนกหน่วยบริการนวัตกรรมออกเป็นรายประเภทควบคู่กับสาขาการผลิตและภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของนโยบายสุขภาพกับระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น ด้าน SROI ไม่ได้แค่เพียงนำประโยชน์ที่คาดว่า จะเกิดขึ้นมารวมกัน แล้วเปรียบเทียบกับเงินลงทุน แต่มีการปรับลดส่วนของผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้ไม่มีโครงการ หรือเกิดจากปัจจัยอื่น ผ่านแนวคิดสำคัญ ได้แก่ Deadweight (ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่มีโครงการ) Displacement (ผลกระทบจากการทดแทนผลลัพธ์เดิม) Attribution (สัดส่วนผลลัพธ์ที่เกิดจากปัจจัยอื่น) และ Drop-off (การลดลงของผลลัพธ์ตามระยะเวลา)
ประเมินผลผู้ให้-ผู้รับบริการ ครอบคลุมหน่วยบริการนวัตกรรม 7 ประเภท
การศึกษาครั้งนี้เก็บข้อมูลจากผู้ให้บริการ รวม 112 แห่ง และผู้รับบริการจำนวน 512 คน ครอบคลุมหน่วยบริการ นวัตกรรมทั้ง 7 ประเภท ตลอดจนมีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสะท้อนมุมมองจาก ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ผลการวิจัยจึงไม่ได้สะท้อนเฉพาะ "ตัวเลขงบประมาณ" หรือ "จำนวนครั้งของการให้บริการ" แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงประสบการณ์ของประชาชน ต้นทุนการให้บริการ ภาระของระบบโรงพยาบาล และผลที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ โดยรวม
ผลประเมินชี้ กิจกรรมจากโครงการฯ สร้าง GDP กว่า 1.88 หมื่นล้านบาท
รศ.ดร.วิจิตต์ศรี สงวนวงศ์ และคณะผู้วิจัย โดยมี ผศ.ดร.มานะ ลักษมีอรุโณทัย รศ.ดร.สุภาณี หาญพัฒนะนุสรณ์ และ ผศ.ดร.กนกอร สีมานนท์ เน้นย้ำว่า การประเมินนโยบายไม่ได้ดูเฉพาะการใช้งบประมาณหรือจำนวนการใช้บริการเท่านั้น แต่มีการติดตามต่อว่า เงินที่เข้าสู่ระบบ สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างไร สร้างประโยชน์ให้กับใคร และสร้างมูลค่าเพิ่มกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจเท่าใด
แบบจำลอง SAM ช่วยให้เห็นผลกระทบของ 7 นวัตกรรมของ สปสช. ต่อเศรษฐกิจระดับมหภาค นอกจากนี้ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจผ่านแบบจำลอง SAM ยังระบุว่าการดำเนินงาน ของหน่วยบริการนวัตกรรมในช่วงปีงบประมาณ 2567-2569 (เฉพาะในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569) ซึ่งมีงบประมาณโครงการรวมทั้งสิ้น 12,082.53 ล้านบาท ก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ให้แก่ระบบเศรษฐกิจได้รวมทั้งสิ้น 18,804.86 ล้านบาท หรือมีตัวคูณทวีด้านมูลค่าเพิ่ม (Value-added Multiplier หรือ GDP Multiplier) เท่ากับ 1.56
โดยการจัดสรรงบประมาณของ สปสช. ดังกล่าว ส่งผลให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.103 ซึ่งสะท้อนว่า การใช้จ่ายด้านบริการสุขภาพไม่ได้จบลงเฉพาะเมื่อประชาชนได้ รับบริการ แต่เงินยังหมุนเวียนไปสู่การซื้อสินค้าและบริการ การจ้างแรงงาน รายได้ของผู้ให้บริการและภาคธุรกิจ ตลอดจนการใช้จ่าย ต่อเนื่องของครัวเรือน
ทุก 1 บาทไม่ได้ให้เพียง "บริการสุขภาพ" แต่ยังสร้าง "คุณค่าทางสังคม"
ด้านการวิเคราะห์ SROI ช่วยตอบอีกคำถามสำคัญว่า ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบาย และประโยชน์เหล่านั้น มีมูลค่าทางสังคมมากน้อยเพียงใด ซึ่งผลวิจัยระบุว่า การประเมินมูลค่าผลประโยชน์ทางสังคมในรูปมูลค่าปัจจุบันรวมทั้งสิ้นประมาณ 36,543 ล้านบาท เทียบกับมูลค่าเงินลงทุนในรูปมูลค่าปัจจุบันรวมทั้งสิ้นประมาณ 11,374 ล้านบาท และมีมูลค่าสุทธิ ทางสังคมประมาณ 25,168 ล้านบาท และเมื่อประเมินแยกตามหน่วยบริการนวัตกรรม พบว่า SROI อยู่ในช่วงประมาณ 1.29-3.90 เท่า โดยระดับผลตอบแทนแตกต่างกันตามลักษณะของการบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของแต่ละนวัตกรรม
"ประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายถึงรายได้ทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่ SROI ช่วยให้เราเห็นชัดขึ้น คือ ประโยชน์ของบริการสุขภาพไม่ได้อยู่เฉพาะในบัญชีรายรับรายจ่ายของหน่วยบริการ หากประชาชนใช้เวลาเดินทางน้อยลง รอคอยน้อยลง การเข้าถึงบริการที่สะดวกขึ้น หรือโรงพยาบาลสามารถลดภาระการให้บริการบางส่วนได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม และควรถูกนำมาพิจารณาร่วมในการประเมินนโยบาย" รศ.ดร.วิจิตต์ศรี สงวนวงศ์ กล่าว
"คุ้มค่า" ไม่ได้หมายความว่า "ยิ่งใช้บริการมากยิ่งดี"
ความคุ้มค่าของนโยบายไม่ควรถูกตีความแค่การเพิ่มจำนวนครั้งของการให้บริการให้มากที่สุด ว่าคือเป้าหมายที่ เหมาะสมที่สุด เพราะในทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งสำคัญคือการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้ทรัพยากรและ งบประมาณที่มีจำกัด และข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องยังสะท้อนว่า ความสำคัญของหน่วยบริการนวัตกรรมอาจแตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ ดังนั้นการประเมินว่าควรมีหน่วยบริการมากแค่ไหนหรือควรสนับสนุนบริการประเภทใด ในพื้นที่ใด จึงไม่ควรใช้สูตรเดียวกันทุกพื้นที่
ต่อยอด-พัฒนาคุณภาพโครงการฯ หา ‘จุดที่เหมาะสม’ ของบริการ
ประเด็นที่ได้รับความสนใจจากเวทีนำเสนอผลการวิจัย คือการค้นหาระดับที่เหมาะสม หรือ Optimal Level ของการให้บริการในหน่วยบริการนวัตกรรมแต่ละประเภท คำถามในระยะต่อไป คือควรขยายบริการประเภทใด ในพื้นที่ใด สำหรับประชาชนที่ขาดโอกาสหรือไม่ หรือประชาชนกลุ่มใดและในระดับเท่าใด จึงจะสร้างประโยชน์สูงสุดต่อระบบ โดยไม่ก่อ ให้เกิดการใช้บริการเกินความจำเป็น ในอนาคตอาจมีการต่อยอดการศึกษาถึงการแยกการใช้บริการที่มีความจำเป็นออกจากบริการที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น รวมทั้งพิจารณาความเหมาะสมของจำนวนครั้งการรับบริการ เพื่อให้การวางแผนงบประมาณและการจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนทางการคลังของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า
"งานวิจัยนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงตอบว่านโยบายนี้มีความคุ้มค่าเท่านั้น แต่ต้องการสร้างข้อมูลให้ผู้กำหนดนโยบาย เห็นว่า เงินหนึ่งบาทที่ใช้ในระบบสุขภาพสร้างผลกระทบอย่างไรบ้าง ใครได้รับประโยชน์ และเราจะออกแบบการจัดสรรทรัพยากรอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมสูงสุด" รศ.ดร.วิจิตต์ศรี สงวนวงศ์ กล่าว







