thansettakij
thansettakij
ครบรอบ 3 ปีนโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" สร้าง GDP กว่า 1.88 หมื่นล้าน 

ครบรอบ 3 ปีนโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" สร้าง GDP กว่า 1.88 หมื่นล้าน 

16 ต.ค. 69 | 06:00 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ต.ค. 69 | 06:11 น.

ผลวิจัย มก.-สวรส. เปิดมิติเศรษฐศาสตร์ ชี้ "หน่วยนวัตกรรม 30 บาทรักษาทุกที่" พบเงินที่รัฐลงทุน คุ้มค่า สร้าง GDP กว่า 1.88 หมื่นล้าน เพิ่มการเข้าถึงบริการ สร้างผลกระทบทางศก.-ผลตอบแทนต่อสังคม

KEY

POINTS

  • งานวิจัยชี้ว่านโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" ในช่วง 3 ปี ใช้งบประมาณกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท สามารถสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจและมูลค่าเพิ่ม (GDP) ให้แก่ประเทศได้ถึง 1.88 หมื่นล้านบาท
  • ทุก 1 บาทที่ภาครัฐลงทุนในโครงการ สามารถสร้างผลกระทบต่อ GDP ได้ 1.56 บาท ซึ่งเกิดจากการหมุนเวียนของเงินในระบบเศรษฐกิจผ่านการจ้างงาน การผลิต และการบริโภค
  • นอกเหนือจากผลกระทบต่อ GDP โครงการยังสร้างผลตอบแทนทางสังคม (SROI) ที่มีมูลค่าสูงกว่าเงินลงทุน โดยช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายและเวลาของประชาชน และลดความแออัดในโรงพยาบาล

อีกไม่กี่เดือนข้างหน้าจะครบรอบ 3 ปีของนโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" นโยบายที่สร้างความเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่กับระบบบริการสุขภาพไทยด้วยการทำให้ผู้ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) กว่า 47 ล้านคนสามารถไปรับบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ใกล้บ้าน รอคอยไม่นาน โดยมีหนึ่งในกุญแจสำคัญ คือ การดึงคลินิกเอกชนและร้านยามาร่วมในระบบ ในฐานะหน่วยบริการนวัตกรรมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

ในมุมของภาคประชาชน นโยบายมีส่วนในการเพิ่มการเข้าถึงบริการแต่ในมุมของผู้กำหนดนโยบาย รัฐบาลยังขาดงานวิจัยที่ช่วยสะท้อนผลการดำเนินงานในแง่มูลค่าการลงทุนและผลตอบแทนในการดำเนินงานตามนโยบายดังกล่าว อันจะช่วยให้ผู้กำหนดนโยบายมองเห็นผลลัพธ์ทุกเหลี่ยมมุมของ 30 บาทรักษาทุกที่ และเพื่อเติมเต็มภาพดังกล่าวในมิติที่น่าสนใจอย่าง "ผลกระทบต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) และผลตอบแทนทางสังคม" 

คณะวิจัย คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) จึงทำการศึกษาในหัวข้อ "การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมของโครงการบัตรประชาชนใบเดียวรักษาทุกที่ ด้วยบริการสาธารณสุขวิถีใหม่" โดยได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.)

ล่าสุดมีการนำเสนอข้อค้นพบจากงานวิจัย เมื่อวันที่ 9 ต.ค. 2569 ที่ผ่านมาภายในงานสัมมนาการนำเสนอผลการวิจัยเพื่อรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ที่จัดโดย มก. ร่วมกับ สวรส. โดยมีผู้แทนจากหน่วยงานต่าง ๆ ร่วมให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะทั้งในรูปแบบ online และ on-site ณ โรงแรม Best Western Nada Don Mueang Airport โดยข้อค้นพบจากงานวิจัยมีหลากหลายประเด็นที่น่าสนใจ 

วิจัยไม่ได้วัดแค่ "จำนวนคนใช้บริการ" มองการ "สร้างคุณค่ากลับคืนสู่ศก.และสังคม"

ความโดดเด่นของงานวิจัยนี้ คือ การประเมินนโยบายใน 2 มิติที่แตกต่างแต่เชื่อมโยงกัน มิติแรก คือ ผลกระทบ ทางเศรษฐกิจมหภาค โดยใช้แบบจำลองเมตริกซ์บัญชีสังคม หรือ Social Accounting Matrix (SAM) สำหรับภาคสาธารณสุขแบบจำลอง SAM มีลักษณะสำคัญ คือ มองเศรษฐกิจเป็นระบบที่เชื่อมโยงกัน

เมื่อเม็ดเงินที่เกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการผ่านการหมุนเวียนของการผลิตและบริการ การจ้างงาน รายได้และรายจ่าย และกิจกรรมทางเศรษฐกิจส่วนอื่นตามห่วงโซ่มูลค่า (Value Chain) ระหว่างภาคการผลิต ครัวเรือน ภาครัฐ การลงทุน และภาคต่างประเทศ ทำให้สามารถติดตาม ได้ว่า เมื่อเกิดกิจกรรมในภาคบริการสุขภาพใน 7 นวัตกรรมของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) แล้ว ผลทางเศรษฐกิจไม่ได้หยุดอยู่เพียงที่หน่วยบริการ แต่สามารถส่งต่อไปยังส่วนอื่นของระบบเศรษฐกิจได้

มิติที่สอง คือ ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน หรือ Social Return on Investment (SROI) เพื่อประเมินว่า การลงทุนในหน่วยบริการนวัตกรรมสร้างประโยชน์กลับคืนสู่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ได้แก่ ประชาชนและครอบครัว/ญาติ หน่วยบริการ โรงพยาบาล และสังคมโดยรวมมากน้อยเพียงใด  รศ.ดร.วิจิตต์ศรี สงวนวงศ์

คณะวิจัยได้พัฒนาโครงสร้างฐานข้อมูลและแบบจำลอง SAM ที่ให้รายละเอียดกับภาคสาธารณสุขมากขึ้น โดยจำแนกหน่วยบริการนวัตกรรมออกเป็นรายประเภทควบคู่กับสาขาการผลิตและภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของนโยบายสุขภาพกับระบบเศรษฐกิจได้ชัดเจนขึ้น ด้าน SROI ไม่ได้แค่เพียงนำประโยชน์ที่คาดว่า จะเกิดขึ้นมารวมกัน แล้วเปรียบเทียบกับเงินลงทุน แต่มีการปรับลดส่วนของผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ แม้ไม่มีโครงการ หรือเกิดจากปัจจัยอื่น ผ่านแนวคิดสำคัญ ได้แก่ Deadweight (ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นอยู่แล้วแม้ไม่มีโครงการ) Displacement (ผลกระทบจากการทดแทนผลลัพธ์เดิม) Attribution (สัดส่วนผลลัพธ์ที่เกิดจากปัจจัยอื่น) และ Drop-off (การลดลงของผลลัพธ์ตามระยะเวลา) 

ประเมินผลผู้ให้-ผู้รับบริการ ครอบคลุมหน่วยบริการนวัตกรรม 7 ประเภท

การศึกษาครั้งนี้เก็บข้อมูลจากผู้ให้บริการ รวม 112 แห่ง และผู้รับบริการจำนวน 512 คน ครอบคลุมหน่วยบริการ นวัตกรรมทั้ง 7 ประเภท ตลอดจนมีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสะท้อนมุมมองจาก ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย ผลการวิจัยจึงไม่ได้สะท้อนเฉพาะ "ตัวเลขงบประมาณ" หรือ "จำนวนครั้งของการให้บริการ" แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงประสบการณ์ของประชาชน ต้นทุนการให้บริการ ภาระของระบบโรงพยาบาล และผลที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ โดยรวม

ครบรอบ 3 ปีนโยบาย "30 บาทรักษาทุกที่" สร้าง GDP กว่า 1.88 หมื่นล้าน 

ผลประเมินชี้ กิจกรรมจากโครงการฯ สร้าง GDP กว่า 1.88 หมื่นล้านบาท

รศ.ดร.วิจิตต์ศรี สงวนวงศ์ และคณะผู้วิจัย โดยมี ผศ.ดร.มานะ ลักษมีอรุโณทัย รศ.ดร.สุภาณี หาญพัฒนะนุสรณ์ และ ผศ.ดร.กนกอร สีมานนท์ เน้นย้ำว่า การประเมินนโยบายไม่ได้ดูเฉพาะการใช้งบประมาณหรือจำนวนการใช้บริการเท่านั้น แต่มีการติดตามต่อว่า เงินที่เข้าสู่ระบบ สร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจอย่างไร สร้างประโยชน์ให้กับใคร และสร้างมูลค่าเพิ่มกลับคืนสู่ระบบเศรษฐกิจเท่าใด

แบบจำลอง SAM ช่วยให้เห็นผลกระทบของ 7 นวัตกรรมของ สปสช. ต่อเศรษฐกิจระดับมหภาค นอกจากนี้ การประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจผ่านแบบจำลอง SAM ยังระบุว่าการดำเนินงาน ของหน่วยบริการนวัตกรรมในช่วงปีงบประมาณ 2567-2569 (เฉพาะในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2569) ซึ่งมีงบประมาณโครงการรวมทั้งสิ้น 12,082.53 ล้านบาท ก่อให้เกิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่สร้างมูลค่าเพิ่มหรือผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ให้แก่ระบบเศรษฐกิจได้รวมทั้งสิ้น 18,804.86 ล้านบาท หรือมีตัวคูณทวีด้านมูลค่าเพิ่ม (Value-added Multiplier หรือ GDP Multiplier) เท่ากับ 1.56

โดยการจัดสรรงบประมาณของ สปสช. ดังกล่าว ส่งผลให้ GDP ของประเทศเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 0.103 ซึ่งสะท้อนว่า การใช้จ่ายด้านบริการสุขภาพไม่ได้จบลงเฉพาะเมื่อประชาชนได้ รับบริการ แต่เงินยังหมุนเวียนไปสู่การซื้อสินค้าและบริการ การจ้างแรงงาน รายได้ของผู้ให้บริการและภาคธุรกิจ ตลอดจนการใช้จ่าย ต่อเนื่องของครัวเรือน

ผศ.ดร.มานะ ลักษมีอรุโณทัย

ทุก 1 บาทไม่ได้ให้เพียง "บริการสุขภาพ" แต่ยังสร้าง "คุณค่าทางสังคม"

ด้านการวิเคราะห์ SROI ช่วยตอบอีกคำถามสำคัญว่า ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากนโยบาย และประโยชน์เหล่านั้น มีมูลค่าทางสังคมมากน้อยเพียงใด ซึ่งผลวิจัยระบุว่า การประเมินมูลค่าผลประโยชน์ทางสังคมในรูปมูลค่าปัจจุบันรวมทั้งสิ้นประมาณ 36,543 ล้านบาท เทียบกับมูลค่าเงินลงทุนในรูปมูลค่าปัจจุบันรวมทั้งสิ้นประมาณ 11,374 ล้านบาท และมีมูลค่าสุทธิ ทางสังคมประมาณ 25,168 ล้านบาท และเมื่อประเมินแยกตามหน่วยบริการนวัตกรรม พบว่า SROI อยู่ในช่วงประมาณ 1.29-3.90 เท่า โดยระดับผลตอบแทนแตกต่างกันตามลักษณะของการบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของแต่ละนวัตกรรม 

"ประโยชน์ที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายถึงรายได้ทางการเงินเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งที่ SROI ช่วยให้เราเห็นชัดขึ้น คือ ประโยชน์ของบริการสุขภาพไม่ได้อยู่เฉพาะในบัญชีรายรับรายจ่ายของหน่วยบริการ หากประชาชนใช้เวลาเดินทางน้อยลง รอคอยน้อยลง การเข้าถึงบริการที่สะดวกขึ้น หรือโรงพยาบาลสามารถลดภาระการให้บริการบางส่วนได้ สิ่งเหล่านี้ล้วนมีคุณค่าทางเศรษฐกิจและสังคม และควรถูกนำมาพิจารณาร่วมในการประเมินนโยบาย" รศ.ดร.วิจิตต์ศรี สงวนวงศ์ กล่าว

"คุ้มค่า" ไม่ได้หมายความว่า "ยิ่งใช้บริการมากยิ่งดี"

ความคุ้มค่าของนโยบายไม่ควรถูกตีความแค่การเพิ่มจำนวนครั้งของการให้บริการให้มากที่สุด ว่าคือเป้าหมายที่ เหมาะสมที่สุด เพราะในทางเศรษฐศาสตร์ สิ่งสำคัญคือการจัดสรรทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้ทรัพยากรและ งบประมาณที่มีจำกัด และข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้องยังสะท้อนว่า ความสำคัญของหน่วยบริการนวัตกรรมอาจแตกต่างกันตามบริบทของพื้นที่ ดังนั้นการประเมินว่าควรมีหน่วยบริการมากแค่ไหนหรือควรสนับสนุนบริการประเภทใด ในพื้นที่ใด จึงไม่ควรใช้สูตรเดียวกันทุกพื้นที่

ต่อยอด-พัฒนาคุณภาพโครงการฯ หา ‘จุดที่เหมาะสม’ ของบริการ
ประเด็นที่ได้รับความสนใจจากเวทีนำเสนอผลการวิจัย คือการค้นหาระดับที่เหมาะสม หรือ Optimal Level ของการให้บริการในหน่วยบริการนวัตกรรมแต่ละประเภท คำถามในระยะต่อไป คือควรขยายบริการประเภทใด ในพื้นที่ใด สำหรับประชาชนที่ขาดโอกาสหรือไม่ หรือประชาชนกลุ่มใดและในระดับเท่าใด จึงจะสร้างประโยชน์สูงสุดต่อระบบ โดยไม่ก่อ ให้เกิดการใช้บริการเกินความจำเป็น ในอนาคตอาจมีการต่อยอดการศึกษาถึงการแยกการใช้บริการที่มีความจำเป็นออกจากบริการที่อาจเกิดขึ้นโดยไม่จำเป็น รวมทั้งพิจารณาความเหมาะสมของจำนวนครั้งการรับบริการ เพื่อให้การวางแผนงบประมาณและการจัดสรรทรัพยากรมีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนทางการคลังของระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 

"งานวิจัยนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพียงตอบว่านโยบายนี้มีความคุ้มค่าเท่านั้น แต่ต้องการสร้างข้อมูลให้ผู้กำหนดนโยบาย เห็นว่า เงินหนึ่งบาทที่ใช้ในระบบสุขภาพสร้างผลกระทบอย่างไรบ้าง ใครได้รับประโยชน์ และเราจะออกแบบการจัดสรรทรัพยากรอย่างไรให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสังคมสูงสุด" รศ.ดร.วิจิตต์ศรี สงวนวงศ์ กล่าว