
ผู้ผลิตแห่จับมือบริการแชร์รถยนต์ สะท้อนทิศทางตลาดในอนาคต
การจับมือระหว่างผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ และบริษัทสตาร์ตอัพบริการเรียกรถรับจ้างหรือแชร์รถยนต์ สะท้อนถึงแนวโน้มของอนาคตธุรกิจรถยนต์ที่กำลังจะเปลี่ยนไปสู่การที่ผู้บริโภคเป็นเจ้าของรถยนต์น้อยลง
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายบริษัท ออกมาประกาศแผนลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ตอัพที่ทำธุรกิจให้บริการช่วยเหลือผู้บริโภคในการเดินทาง ในจำนวนนั้นมี โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 1 ของโลกในแง่ของยอดขาย ที่กล่าวว่า ได้นำเงินจำนวนหนึ่งเข้าไปลงทุนใน อูเบอร์ (Uber) หนึ่งในผู้ให้บริการเรียกแท็กซี่รายใหญ่
นอกจากนี้ ยังมีผู้ผลิตรายใหญ่จากยุโรป โฟล์กสวาเกน ที่กล่าวว่าลงทุนกับ เก็ตต์ (Gett) แอพพลิเคชันเรียกแท็กซี่ที่นิยมในยุโรป เป็นมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และบีเอ็มดับเบิลยู ไอเวนเจอร์ส บริษัทเงินทุนในเครือบีเอ็มดับเบิลยู ที่เข้าไปลงทุนกับ สกู๊ป เทคโนโลยีส์ เจ้าของแอพพลิเคชันแชร์รถยนต์ สกู๊ป (Scoop)
กระแสการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างบริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตรถยนต์ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของธุรกิจในอนาคต หลังจากบริษัทสตาร์ตอัพตลอดจนบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อาทิ กูเกิล และเทสล่า เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาเทคโนโลยีทั้งในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไร้คนขับ และบริการเรียกรถรับจ้างหรือแชร์รถยนต์ผ่านอุปกรณ์โมบาย ขณะเดียวกันเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้เริ่มเข้ามาเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์น้อยลง
"บริการแชร์รถยนต์มีศักยภาพอย่างมากในแง่ของการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของการเดินทางในอนาคต เราต้องการสำรวจวิธีการใหม่ๆ ในการมอบบริการการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และน่าสนใจให้กับลูกค้า" นายชิเกกิ โตโมยามะ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารอาวุโสของโตโยต้า กล่าวผ่านแถลงการณ์เกี่ยวกับการจับมือกับอูเบอร์
มาร์ค ชอร์ต ผู้บริหารของบริษัทที่ปรึกษา เอิร์สต์ แอนด์ ยัง ที่ให้คำปรึกษาบริษัทรถยนต์ในการทำธุรกรรมต่างๆ กล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์ต้องการแน่ใจว่าจะไม่หลุดออกจากเกม "เพื่อให้อยู่ในเกมต่อไป พวกเขาจึงต้องลงทุนในบริษัทเหล่านี้"
ด้าน คาร์ล เบราเออร์ นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัย เคลลีย์ บลู บุ๊ก กล่าวว่า ยังไม่มีสัญญาณที่บ่งบอกว่าบริการเรียกรถแท็กซี่ หรือบริการแชร์รถยนต์ ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในปัจจุบันชะลอตัว โดยยอดขายรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาทำสถิติสูงสุดในปี 2558 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีนี้ ส่วนในตลาดอื่นๆ เช่น จีน ยังมีแนวโน้มที่เติบโตได้ อย่างไรก็ตาม เบราเออร์เห็นพ้องว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต้องเข้ามาลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีประเภทดังกล่าวเพื่อไม่ให้ตกกระแสในอนาคต
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ลงทุนเป็นมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน ลิฟต์ (Lyft) แอพพลิเคชันเรียกแท็กซี่ คู่แข่งสำคัญของอูเบอร์ในตลาดสหรัฐฯ ขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นๆ อาทิ ฟอร์ด มอเตอร์ และเดมเลอร์ ก็มีความพยายามที่จะเข้ามามีบทบาทในธุรกิจนี้เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทเทคโนโลยีอย่าง แอปเปิล ที่เข้ามาลงทุนกับบริการเรียกรถแท็กซี่ ด้วยการทุ่มเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลงทุนกับ ดีดี ชูสิง ของประเทศจีนเมื่อไม่นานมานี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,162 วันที่ 2 - 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559
ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีบริษัทผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่หลายบริษัท ออกมาประกาศแผนลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีสตาร์ตอัพที่ทำธุรกิจให้บริการช่วยเหลือผู้บริโภคในการเดินทาง ในจำนวนนั้นมี โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป ผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 1 ของโลกในแง่ของยอดขาย ที่กล่าวว่า ได้นำเงินจำนวนหนึ่งเข้าไปลงทุนใน อูเบอร์ (Uber) หนึ่งในผู้ให้บริการเรียกแท็กซี่รายใหญ่
นอกจากนี้ ยังมีผู้ผลิตรายใหญ่จากยุโรป โฟล์กสวาเกน ที่กล่าวว่าลงทุนกับ เก็ตต์ (Gett) แอพพลิเคชันเรียกแท็กซี่ที่นิยมในยุโรป เป็นมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และบีเอ็มดับเบิลยู ไอเวนเจอร์ส บริษัทเงินทุนในเครือบีเอ็มดับเบิลยู ที่เข้าไปลงทุนกับ สกู๊ป เทคโนโลยีส์ เจ้าของแอพพลิเคชันแชร์รถยนต์ สกู๊ป (Scoop)
กระแสการจับมือเป็นพันธมิตรระหว่างบริษัทเทคโนโลยีและผู้ผลิตรถยนต์ สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มของธุรกิจในอนาคต หลังจากบริษัทสตาร์ตอัพตลอดจนบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ อาทิ กูเกิล และเทสล่า เข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการพัฒนาเทคโนโลยีทั้งในส่วนของรถยนต์ไฟฟ้า รถยนต์ไร้คนขับ และบริการเรียกรถรับจ้างหรือแชร์รถยนต์ผ่านอุปกรณ์โมบาย ขณะเดียวกันเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านี้เริ่มเข้ามาเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้คนตัดสินใจเป็นเจ้าของรถยนต์น้อยลง
"บริการแชร์รถยนต์มีศักยภาพอย่างมากในแง่ของการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของการเดินทางในอนาคต เราต้องการสำรวจวิธีการใหม่ๆ ในการมอบบริการการเดินทางที่สะดวก ปลอดภัย และน่าสนใจให้กับลูกค้า" นายชิเกกิ โตโมยามะ เจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหารอาวุโสของโตโยต้า กล่าวผ่านแถลงการณ์เกี่ยวกับการจับมือกับอูเบอร์
มาร์ค ชอร์ต ผู้บริหารของบริษัทที่ปรึกษา เอิร์สต์ แอนด์ ยัง ที่ให้คำปรึกษาบริษัทรถยนต์ในการทำธุรกรรมต่างๆ กล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์ต้องการแน่ใจว่าจะไม่หลุดออกจากเกม "เพื่อให้อยู่ในเกมต่อไป พวกเขาจึงต้องลงทุนในบริษัทเหล่านี้"
ด้าน คาร์ล เบราเออร์ นักวิเคราะห์จากบริษัทวิจัย เคลลีย์ บลู บุ๊ก กล่าวว่า ยังไม่มีสัญญาณที่บ่งบอกว่าบริการเรียกรถแท็กซี่ หรือบริการแชร์รถยนต์ ส่งผลให้ยอดขายรถยนต์ในปัจจุบันชะลอตัว โดยยอดขายรถยนต์ในสหรัฐอเมริกาทำสถิติสูงสุดในปี 2558 และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในปีนี้ ส่วนในตลาดอื่นๆ เช่น จีน ยังมีแนวโน้มที่เติบโตได้ อย่างไรก็ตาม เบราเออร์เห็นพ้องว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต้องเข้ามาลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีประเภทดังกล่าวเพื่อไม่ให้ตกกระแสในอนาคต
เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา เจเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของสหรัฐฯ ลงทุนเป็นมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ใน ลิฟต์ (Lyft) แอพพลิเคชันเรียกแท็กซี่ คู่แข่งสำคัญของอูเบอร์ในตลาดสหรัฐฯ ขณะที่ผู้ผลิตรายอื่นๆ อาทิ ฟอร์ด มอเตอร์ และเดมเลอร์ ก็มีความพยายามที่จะเข้ามามีบทบาทในธุรกิจนี้เช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังมีบริษัทเทคโนโลยีอย่าง แอปเปิล ที่เข้ามาลงทุนกับบริการเรียกรถแท็กซี่ ด้วยการทุ่มเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ลงทุนกับ ดีดี ชูสิง ของประเทศจีนเมื่อไม่นานมานี้
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 36 ฉบับที่ 3,162 วันที่ 2 - 4 มิถุนายน พ.ศ. 2559











