
เปิด APS Platform เวอร์ชันใหม่ รับยุคคลินิกมุ่งสู่ออนไลน์
เอพีเอส ทีเอช เปิดระบบใหม่ APS Platform เวอร์ชัน 3.0 ช่วยบริหารจัด การคลินิกได้สะดวกรวดเร็ว ตอบโจทย์การทำงานยุคสมัยล่าสุดได้ “ภาวุธ พงษ์วิทยภานุ” ร่วมลงทุนและเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ ลุยต่อยอดบริการศูนย์รวมคอร์สบริการการแพทย์ และศูนย์รวมการซื้อขายยา-อุปกรณ์ทางการแพทย์
นายประสาน ศรีโสภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและหัวหน้าทีมโปรแกรมเมอร์ บริษัท เอพีเอส ทีเอช จำกัด ผู้คิดค้นและพัฒนาโปรแกรมบริหารคลินิก APS Platform เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า ภายหลังสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ธุรกิจคลินิกได้รับผลกระทบเป็นอย่างมาก และต้องการนำเทคโนโลยี เข้าไปช่วยปรับตัวเข้าสู่ออนไลน์ และคลาวด์แพลตฟอร์มซึ่งโปรแกรมบริหารคลินิก APS Platform เข้ามาตอบโจทย์ และแก้ปัญหาคลินิก ในการบริหารจัดการและการจัดการดูแลลูกค้า ล่าสุด ได้ล่าสุดเปิดตัว APS Platform เวอร์ชัน 3.0 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและฟังก์ชันในการทำงานของระบบให้สมบูรณ์มากขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าและเทคโนโลยีในปัจจุบัน
โดยจุดเด่นของ เปิดตัว APS Platform เวอร์ชัน 3.0 คือ การใช้งานง่าย รวดเร็วสะดวกสบาย ทำงานบนเทคโนโลยีคลาวด์ โฮสต์ติ้ง (Cloud Hosting) พร้อมระบบการจัดการร้าน ระบบจัดการคอร์ส/ สต๊อกและต้นทุน ระบบจัดการ ลูกค้านัดหมาย ระบบคิว ระบบการตรวจ โอพีดีการ์ด การจัดการยาและอุปกรณ์ ค่าแพทย์ ค่าคอมมิชชั่นการออกใบเสร็จ ใบรับรองแพทย์ และสรุปรายงานประเภทต่างๆ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้ ครอบคลุม การบริหารงานในระดับธุรกิจของคลินิกทุกประเภท ทั้งคลินิกรักษาโรคทั่วไป คลินิกเสริมความงาม คลินิกเวชกรรม คลินิกเฉพาะทาง กายภาพบำบัด คลินิกเทคนิคการแพทย์ และครอบคลุมคลินิกเปิดใหม่ มีสาขาเดียว และคลินิกที่มีสาขาเป็นจำนวนมาก
“APS Platform Version 3.0 มีการอัปเดตฟังก์ชันการใช้งานใหม่ โดยผู้ใช้สามารถเริ่มใช้งานได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายใดๆ ข้อมูลจะถูกเก็บอยู่ในระบบ AWS Cloud ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยที่ได้รับการยอมรับจากองค์กรชั้นนำทั่วโลก ช่วยลดความเสี่ยงเรื่องข้อมูลสูญหายหรือถูกไวรัสโจมตี ระบบเขียนด้วยเทคโนโลยีใหม่ทั้งหมด UI ใช้งานง่ายขึ้นหลายเท่าตัว รองรับสกุลเงินในระบบได้แก่ THB, USD, LAK, MMK และฟังก์ชันอื่นๆ อีกมากมาย มาพร้อมกับการเชื่อมต่อ API Clinic Cloud Platform เต็มรูปแบบ มีการแบ่งฟังก์ชันการทำงานให้เหมาะสมและคำนึงถึงความต้องการของผู้ใช้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของแพทย์ พยาบาลและผู้บริหาร มีความสะดวกสบายในการเก็บเอกสารมากขึ้น การค้นหาข้อมูลของผู้ป่วย ระบบมีความซับซ้อนน้อยลง และสามารถรองรับการทำงานได้โดยผู้ใช้หลายคน ทั้งนี้โปรแกรมบริหารคลินิก APS Platform Version 3.0 ราคาเริ่มต้นเพียง 21,000 บาทต่อปี”
นายประสาน กล่าวต่อไปว่าขณะนี้มีคลินิกทั่วประเทศใช้บริการระบบ APS Platform ราว 324 แห่ง คาดว่าภายหลังเปิดตัว APS Platform เวอร์ชัน 3 จะมีลูกค้าใช้เพิ่มอีก 500 แห่ง โดยมียอดรายได้ประมาณ 10 ล้านบาท ล่าสุดบริษัทได้รับการสนับสนุนการลงทุนจากระดับ Seed Fund (ประมาณ 2 ล้านบาท) จากนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์บริษัท TARAD.com เพื่อต่อยอดขยายธุรกิจและบริการออกไป โดยนายภาวุธจะเข้ามาร่วมทุนและเป็นที่ปรึกษาธุรกิจ
ซึ่งตามแผนธุรกิจที่วางไว้ คือเปิด 2 มาร์เก็ตเพลสที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจคลินิก ประกอบด้วย ตลาดกลางศูนย์รวมคอร์สบริการการแพทย์สุขภาพและความงาม ผ่านทางออนไลน์ และตลาดกลางศูนย์รวมการซื้อขายยา และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ระหว่างคลินิกกับผู้ผลิต หรือตัวแทนจำหน่าย ยาและอุปกรณ์ นอกจากนี้ยังมีแผนพัฒนาต่อยอดระบบ APS Platform โดยให้คลินิกสามารถเก็บบันทึกประวัติคนไข้ไว้บนบล็อกเชน ซึ่งหากคนไข้ยินยอมให้คลินิกเปิดเผยข้อมูลประวัติคนไข้คนไข้สามารถเข้ารับการรักษาคลินิกใดก็ได้ตามสะดวก คลินิกที่คนไข้ใช้บริการสามารถดึงข้อมูลประวัติคนไข้มาให้บริการได้ทันที
ด้านนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ กรรมการผู้จัดการและผู้ก่อตั้งเว็บไซต์บริษัท TARAD.com เสริมว่า “ก่อนหน้าการแพร่ระบาดของโควิด-19 เราได้ถูกดิสรัปชันจากดิจิทัลมาโดยตลอด โควิด-19 จึงกลายมาเป็นตัวเร่งที่ทำให้ทั่วโลกต้องปรับตัวเปลี่ยนพฤติกรรม และดำเนินชีวิตสู่วิถี New Normal อย่างไม่ทันตั้งตัว หลังจากเกิดเหตุการณ์นี้ สิ่ง แรกๆ ที่คิดขึ้นได้ คือ การเป็นผู้นำในระบบการจัดการออนไลน์ จึงได้เข้าร่วมลงทุนกับ APS Platform เนื่องจากเล็งเห็นแล้วว่า ในอนาคตธุรกิจเกี่ยวกับคลินิกจะสามารถสร้างโอกาสทางธุรกิจและเติบโตได้อีกมากและนับเป็นโอกาสที่ดีที่ได้มาเป็นส่วนหนึ่งในแวดวงดังกล่าว ทำให้มีมุมมองที่น่าสนใจในการสร้างสรรค์แพลตฟอร์มใหม่ๆ อีกทั้ง APS Platform เป็นธุรกิจที่ยังไม่มีราย ใหญ่เข้ามาในตลาด ปัจจุบันจึงถือได้ว่า APS Platform เป็นผู้นำตลาดที่มีทีมพัฒนาหรือทีมบริหารที่มีความเชี่ยวชาญอย่างมาก ระบบการบริหารคลินิกนี้เข้าไปช่วยลดข้อจำกัดและข้อผิดพลาดต่างๆ ส่งผลให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และทำให้การทำงานสะดวกสบายมากขึ้นกว่าเดิม”
หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,727 หน้า 19 วันที่ 31 ตุลาคม - 3 พฤศจิกายน 2564












