thansettakij
thansettakij
บลูบิคสบช่ององค์กรตื่นตัว  รับพ.ร.บ.คุ้มครองส่วนบุคคล

บลูบิคสบช่ององค์กรตื่นตัว รับพ.ร.บ.คุ้มครองส่วนบุคคล

25 ก.พ. 63 | 06:32 น.

องค์กรไทยตื่นตัวเร่งปรับตัว รับพ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่มีผลบังคับใช้ 28 พ.ค.นี้ บลูบิค สบช่องพร้อมให้คำปรึกษาตั้งแต่ต้นนํ้า-ปลายนํ้า

 

พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล หรือ Personal Data Protection Act ที่มีผลบังคับใช้วันที่ 28 พฤษภาคม 2563 กำลังเข้ามา Disrupt โลกการทำงานด้าน Data Analytics ทำให้ข้อมูลซึ่งเป็น “หัวใจ” สำคัญของการแข่งขันยุคใหม่มีกระบวนการซับซ้อนและอ่อนไหวมากขึ้น ส่งผลให้องค์กรธุรกิจไทยเร่งวางแผนและเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือ แนะปรับตัวได้ก่อน เดินหน้าได้เร็ว ไม่เสียโอกาสทางธุรกิจ สบช่องออกบริการช่วยองค์กรเตรียมปฏิบัติให้เข้ากับหลักเกณฑ์ ตั้งแต่ต้นนํ้าประเมินศักยภาพและความพร้อม กลางนํ้าวางแผนการทำงานให้สอดรับพ.ร.บ. และปลายนํ้า บริหารจัดการโครงการที่รองรับพ.ร.บ.ข้อมูลส่วนบุคคล

 

บลูบิคสบช่ององค์กรตื่นตัว  รับพ.ร.บ.คุ้มครองส่วนบุคคล

 

นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป จำกัด (บลูบิค) บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์ และการจัดการนวัตกรรมและเทคโนโลยี เปิดเผยว่า พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 ที่กำลังจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 28 พฤษภาคม 2563 นี้ จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงและเป็นตัวแปรสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อกระบวนการทำงานด้านการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analytics) นับตั้งแต่ขั้นตอนจัดเก็บข้อมูล ไปจนถึงการนำไปใช้งาน ซึ่งข้อมูลถือเป็น “สินทรัพย์” สำคัญสำหรับองค์กรที่จะสามารถนำมาสร้างเป็น Insight ช่วยให้หลายองค์กรรู้จักตัวเองและลูกค้าของตัวเองอย่างถ่องแท้จนนำมาซึ่งการนำเสนอสินค้าและบริการได้อย่างตรงใจ อีกทั้งข้อมูลส่วนบุคคลถือเป็น “หัวใจ” สำคัญ สำหรับการทำ Big Data Analytics เพื่อหาสิ่งเชื่อมโยงของข้อมูลเหล่านั้นไว้ด้วยกัน โดยนำไปค้นหาแนวโน้มทางการตลาด หาความต้องการของลูกค้า รวมทั้งข้อมูลอื่นๆ ที่เป็นประ โยชน์ต่อธุรกิจ ซึ่งเมื่อถึงวันที่พ.ร.บ. ดังกล่าวจะถูกบังคับ ใช้โดยกฎหมายองค์กรจะต้องดำเนินการจัดเก็บและใช้ข้อมูลส่วนบุคคลให้ถูกต้อง และรัดกุม


 

 

ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมขององค์กร สามารถพิจารณาแนวทางการเตรียมความพร้อมขององค์กร พร้อมเสนอความช่วยเหลือในการ เตรียมพร้อมให้กับองค์กรให้เข้ากับหลักเกณฑ์ พ.ร.บ.ดังกล่าวแบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ตั้งแต่ต้นนํ้าถึงปลายนํ้า ประกอบด้วย 1. ขั้นต้นนํ้า องค์กรควรประเมินขีดความสามารถและความพร้อมของระบบต่างๆ ในองค์กร อาทิ โครงสร้างและระบบด้านไอที (IT Infrastructure) เพื่อหาช่องว่างที่ต้องปรับปรุงให้สามารถรองรับการดำเนินงานตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล รวมทั้งประเมินกระบวน การทำงาน (Process) โดยจะต้องดูตั้งแต่ขั้นตอนการขอความยินยอมจากเจ้าของข้อมูล (Consent) การจัดเก็บและบริหารจัดการข้อมูลและต้องมีแผนว่าจะจัดเก็บข้อมูลในอนาคตอย่างไร

 

 

2. ขั้นกลางนํ้า องค์กรควรวางแผนในการจัดทำธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) ตั้งแต่การจำแนกข้อมูล (Data Classification) ไปจนถึงการกำหนดมาตรการในการปกป้องข้อมูลต่างๆ การวางแผนและการคัดเลือกเครื่องมือในการปกป้องข้อมูล เช่น เครื่องมือในการทำ Data Masking (การปกปิดข้อมูลส่วนบุคคลบางอย่างที่ปรากฏอยู่ในฐานข้อมูล) Data Encryption (การรักษาความปลอดภัยด้านข้อมูลผ่านการเข้ารหัสข้อมูล) เป็นต้น รวมทั้งการวางแผนวางระบบไอทีที่ต้องสอดคล้องกับพ.ร.บ.คุ้มครองส่วนบุคคล

และ 3. ขั้นปลายนํ้า องค์กรควรมีทีมงานเฉพาะกิจในการวางแผนและบริหารจัด การ เพื่อผลักดันให้การปฏิบัติตามกฎหมาย (Implemen tation) เป็นไปอย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ โดยคณะทำงานนี้ควรมาจากตัวแทนที่เหมาะสมจากแต่ละฝ่ายงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการบริหารจัดการข้อมูลสอดคล้องกับพ.ร.บ. คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลรวมทั้งเป็นไปตามเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ได้

 

หน้า 26 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 40 ฉบับที่ 3,522 วันที่ 27-29 กุมภาพันธ์ 2563