thansettakij
thansettakij
ขีดเส้น 5 ปี "เลิกใช้สำเนา" !! สพร. เร่งบริการดิจิตอลเชื่อมข้อมูลหน่วยงานรัฐ

ขีดเส้น 5 ปี "เลิกใช้สำเนา" !! สพร. เร่งบริการดิจิตอลเชื่อมข้อมูลหน่วยงานรัฐ

02 ธ.ค. 61 | 05:18 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ธ.ค. 61 | 08:43 น.
สพร. เดินหน้า พ.ร.บ.รัฐบาลดิจิทัล คาดมีผลบังคับใช้ พ.ค. 62 ตั้งเป้าภายใน 5 ปี ยกเลิกใช้สำเนา พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานรัฐ ให้บริการแบบ One Stop Service

 

[caption id="attachment_355273" align="aligncenter" width="503"] ศักดิ์ เสกขุนทด ศักดิ์ เสกขุนทด[/caption]

นายศักดิ์ เสกขุนทด ผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) หรือ สพร. กล่าวว่า สำหรับพื้นฐานของรัฐบาลดิจิทัลนั้น ประกอบด้วย 3 เรื่องหลัก คือ 1.การยืนยันตัวตน หรือ ดิจิตอล ไอดี (Digital ID) 2.ระบบรับชำระเงิน (Payment) ที่มีความน่าเชื่อถือ และ 3.เรื่องของดาต้า ที่ต่อไปหน่วยงานรัฐจะต้องเก็บสำเนาข้อมูลต่าง ๆ ของประชาชนให้อยู่ในรูปของไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงมีการสร้างแพลตฟอร์มในการทำงานของภาครัฐที่จะทำงานร่วมกันโดยยึดประชาชนเป็นหลัก ปัจจุบันถือได้ว่า ทั้งภาครัฐและประชาชนมีความพร้อมที่จะเปลี่ยนสู่ยุคดิจิตอล การทรานส์ฟอร์มของภาครัฐด้วยการยกเลิกการใช้สำเนาแบบกระดาษถือเป็นก้าวแรก ซึ่งหากทำได้ต่อไปในอนาคตจะสามารถต่อยอดไปในเรื่องอื่น ๆ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงและลดขั้นตอนของกระบวนการทำงานเพื่อให้มีความสะดวกมากขึ้น และสุดท้าย คือ เรื่องความพร้อมของคนในหน่วยงานรัฐที่ต้องพร้อมจะปรับเปลี่ยน เพื่อให้เกิดความเข้าใจระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยใช้ดิจิตอลในการสร้างนวัตกรรมเพื่อต่อยอดและยกระดับการทำงานของภาครัฐตามแนวทางยุทธศาสตร์รัฐบาลดิจิทัล ที่ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์หลัก คือ 1.การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน 2.การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ 3.การยกระดับความมั่นคงและเพิ่มความปลอดภัยของประชาชน 4.การยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐ และ 5.การบูรณาการและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานรัฐบาลดิจิทัล

ด้าน นางสาวอภิณห์พร อังคกมลเศรษฐ์ รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล กล่าวเสริมว่า ขณะที่เมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล พ.ศ. …. ซึ่งหลักการสำคัญของร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยรัฐบาลดิจิทัล พ.ศ. .... คือ การจัดทำข้อมูลและบริการในรูปแบบดิจิตอล โดยให้มีการแลกเปลี่ยนและเชื่อมโยงข้อมูลของหน่วยงานรัฐ รวมถึงการเปิดเผยข้อมูลเปิดภาครัฐในรูปแบบดิจิตอลเพื่อให้ประชาชนสามารถสืบค้นและนำมาใช้ได้ ซึ่งสาระสำคัญของร่างฯ ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการรัฐบาลดิจิทัล โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อจัดทำแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติและแผนระดับชาติ โดยมีการกำหนดหน่วยงานรับรองมาตรฐานด้านเทคโนโลยีดิจิตอล กำกับ และติดตามการดำเนินงานของศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกลางแห่งชาติ และศูนย์กลางข้อมูลเปิดภาครัฐพร้อมให้หน่วยงานของรัฐไม่เรียกเอกสาร อาทิ สำเนาบัตรประชาชน ทะเบียนบ้าน หนังสือรับรองนิติบุคคล เป็นต้น เว้นแต่บุคคลหรือนิติบุคคลดังกล่าวไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบฐานข้อมูลของหน่วยงานของรัฐ โดยให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 2 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.บ. ใช้บังคับ โดยสถานะของร่างฯ หลังจากผ่าน ครม. จะเตรียมนำเข้าพิจารณาในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ต่อไป ทั้งนี้ แนวทางที่จะก้าวไปสู่รัฐบาลดิจิทัลจะอยู่ในแผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่ทาง สพร. จัดทำขึ้น ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานของรัฐต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.นี้ ให้แล้วเสร็จภายใน 5 ปี นับแต่วันที่ พ.ร.บ. มีผลใช้บังคับ โดยขณะนี้กำลังจะเข้าสู่แผนพัฒนารัฐบาลดิจิทัล ระยะที่ 2


IMG_6799 Re

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของร่างกฎหมายเมื่อผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว ได้ส่งให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาตรวจแก้ถ้อยคำอีกครั้ง ก่อนจะส่งไปที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการได้มีการตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาร่างกฎหมายดิจิทัลที่จะเข้าสู่การพิจารณาของ สนช. ทั้งหมดในภาพรวม ดังนั้น จึงมีการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.รัฐบาลดิจิทัล ควบคู่ไปกับร่าง พ.ร.บ.การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล, ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และร่าง พ.ร.บ.พิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล ไปพร้อมกัน ซึ่งคาดว่าจะผ่านความเห็นชอบจาก สนช. และมีผลบังคับใช้ในเดือน พ.ค. 2562

ขณะที่ นางไอรดา เหลืองวิไล รองผู้อำนวยการ สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เปิดเผยว่า นอกจากนี้ สพร. ยังได้เร่งดำเนินการในเรื่องของบริการดิจิทัลภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (One Stop Service Portal) ซึ่งจะเป็นศูนย์บริการร่วมรูปแบบออนไลน์ของภาครัฐในการเข้าถึงข้อมูลและบริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชน รวมถึง สพร. ยังได้มีการพัฒนา OSS : Citizen Portal โดยได้เริ่มพัฒนาระบบ Citizen Portal ในส่วนของ Information เพื่อเป็นศูนย์กลางในการเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับบริการภาครัฐแล้ว และต่อไปประชาชนสามารถประเมินความพึงพอใจหลังใช้บริการภาครัฐได้ ผ่านแอพพลิเคชันภายใต้ชื่อ CITIZENinfo หรือ เครื่องมือเพื่อติดตามสถานะบริการหรือเอกสารของหน่วยงานต่าง ๆ เช่นเดียวกับการพัฒนา OSS : Business Portal ที่จะเป็นศูนย์กลางในการเข้าถึงข้อมูลและใช้บริการภาครัฐได้แบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว สำหรับผู้ประกอบการและนักลงทุน ปัจจุบัน มีการเชื่อมโยงบริการภาครัฐแล้ว จำนวน 21 บริการ

หน้า 20 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ | ฉบับ 3,423 ระหว่างวันที่ 2-5 ธันวาคม 2561

ดาวน์โหลดอีบุ๊กแทรกข่าว