
เน็ตประชารัฐเดินหน้า กระตุ้นการใช้งานออนไลน์ผลักดันอี-คอมเมิร์ซโต
รมว.ดศ. เผยโครงการเน็ตประชารัฐติดตั้งไปแล้วกว่า 8 พันหมู่บ้าน มั่นใจภายในปีนี้ติดตั้งครบ 24,700 หมู่บ้าน หลัง ทีโอทีได้สิทธิ์บริหารจัดการ ล่าสุดลงพื้นที่จังหวัดตรัง ตรวจเยี่ยมโครงการ กระตุ้นการใช้งานเพิ่มช่องทางการขายผ่านออนไลน์ ผลักดันธุรกิจเข้าสู่ไทยแลนด์ 4.0
ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดศ. กล่าวในงานดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นสัญจร 2017 ครั้งที่ 5 ณ จังหวัดตรัง ว่า โครงการเน็ตประชารัฐนั้นได้ดำเนินการติดตั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไปแล้วกว่า8,000 หมู่บ้าน และคาดว่าจะติดตั้งให้แล้วเสร็จ 24,700 หมู่บ้านภายในสิ้นปีนี้ โดยรัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่าต้องการให้ชาวบ้านในพื้นที่ทั่วประเทศได้ใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตทั้งเรื่องการค้าขายหรือ e-commerce ที่จากเดิมอาจขายแค่เพียงในพื้นที่ใกล้เคียงหรือภายในจังหวัด แต่หากมีอินเตอร์เน็ตเข้ามาก็จะช่วยทำให้การค้าขายนั้นเปิดกว้างไปยังพื้นที่ทั้งในและต่างประเทศได้ รวมไปถึงเรื่องของการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวของแต่ละชุมชน การแพทย์ออนไลน์
[caption id="attachment_184661" align="aligncenter" width="503"]
ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม[/caption]
อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการเน็ตประชารัฐที่ทาง ดศ.ได้ร่วมมือกับทีโอทีเพื่อติดตั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้กับชุมชนและหมู่บ้าน จำนวน24,700 หมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมแล้ว นอกจากนั้นยังได้มีการส่งมอบบริการอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง(Wi-fi) เพื่อประชาชน หมู่บ้านละ 1 จุด ให้แก่หมู่บ้านทั้ง 11 หมู่บ้านของอำเภอกันตัง และร่วมชมงานนิทรรศการการใช้ประโยชน์จากโครงการเน็ตประชารัฐของประชาชนในพื้นที่
ด้านนางณัฐยมน พุฒนวลตัวแทนจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรอำเภอนาโยง จังหวัดตรัง กล่าวว่า เดิมทีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรนั้นได้มีการปลูกและจำหน่ายมัลเบอร์รี่แบบผลสดมาประมาณ3 ปี โดยช่องทางการจำหน่ายนั้นเป็นการขายที่แปลงปลูกโดยตรง รวมถึงส่งขายให้ลูกค้าภายในจังหวัด แต่หลังจากที่โครงการเน็ตประชารัฐเข้ามาติดตั้งให้กับหมู่บ้านแล้วนั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง คือสามารถเพิ่มช่องทางการขายได้มากขึ้น ซึ่งการขายผ่านช่องทางออนไลน์ จะมีน้องๆ นักเรียนที่ผ่านการฝึกอบรมจากโครงการของทีโอทีเข้ามาช่วยในการขายสินค้าออนไลน์ การถ่ายและอัพรูปลงบนร้านค้าออนไลน์
โดยหลังจากที่เพิ่มช่องทางการขายผ่านอินเตอร์เน็ต ทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว สามารถขยายพื้นที่การขายสินค้าไปยังจังหวัดอื่นๆ ได้มากขึ้นและตั้งเป้าว่าอาจจะส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ แต่ในระหว่างที่ทำธุรกิจนั้นก็พบปัญหาจากการจำหน่ายคือผลสดของมัลเบอร์รี่นั้นไม่สามารถเก็บได้นานเมื่อต้องใช้ระยะเวลาในการขนส่งจึงทำให้เกิดการแปรรูปมัลเบอร์รี่ในลักษณะต่างๆ ทั้ง แยมมัลเบอร์รี่ นํ้ามัลเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่กวน ฯลฯ นอกจากนี้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรยังได้ขยายเครือข่ายไปยังหมู่บ้านและอำเภออื่นๆในจังหวัดอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สำหรับการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการค้าขายนั้นถือว่ายังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่ก็ได้ไปเรียนการใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มเติมจากโครงการจัดอบรมของทีโอที ที่ได้เข้ามาให้ความรู้การค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงมีน้องๆ ที่ผ่านการฝึกอบรมเข้ามาช่วยในการติดต่อซื้อขาย การโปรโมตสินค้า ตรงนี้ก็สามารถช่วยได้มาก นางณัฐยมน กล่าว
ดร.พิเชฐ กล่าวต่อว่านอกจากโครงการเน็ตประชารัฐที่ทาง ดศ. ได้เร่งผลักดันแล้วนั้นยังได้มีการติดตามการจัดเก็บข้อมูลทางสถิติของโครงการสำรวจข้อมูลผู้มีรายได้น้อย เพื่อที่จะนำข้อมูลจากการยืนยันตัวตนที่แท้จริงของประชาชนผู้ถูกสำรวจ เข้ามาเสริมข้อมูลที่ทางกระทรวงการคลังมีอยู่แล้วและทำให้ทราบถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้มีรายได้น้อย จากความร่วมมือของคนในพื้นที่โดยความร่วมมือของนักเรียน นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษาในพื้นที่ประมาณ 70,000 คน ที่จะเข้ามาช่วยเก็บข้อมูลเพื่อให้เกิดความใกล้ชิดและได้ข้อมูลที่ตรงตามความเป็นจริง รวมถึงมีอาจารย์และสำนักงานสถิติจังหวัดคอยให้ความช่วยเหลือเพื่อการเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง โดยต้องการตรวจสอบว่าหลังจากได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐแล้วจะก่อให้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรต่อผู้มีรายได้น้อย เพื่อนำไปประกอบนโยบายของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,282 วันที่ 27 - 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
ดร.พิเชฐ ดุรงคเวโรจน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม หรือ ดศ. กล่าวในงานดิจิทัลทรานส์ฟอร์เมชั่นสัญจร 2017 ครั้งที่ 5 ณ จังหวัดตรัง ว่า โครงการเน็ตประชารัฐนั้นได้ดำเนินการติดตั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงไปแล้วกว่า8,000 หมู่บ้าน และคาดว่าจะติดตั้งให้แล้วเสร็จ 24,700 หมู่บ้านภายในสิ้นปีนี้ โดยรัฐบาลตั้งเป้าไว้ว่าต้องการให้ชาวบ้านในพื้นที่ทั่วประเทศได้ใช้ประโยชน์จากอินเตอร์เน็ตทั้งเรื่องการค้าขายหรือ e-commerce ที่จากเดิมอาจขายแค่เพียงในพื้นที่ใกล้เคียงหรือภายในจังหวัด แต่หากมีอินเตอร์เน็ตเข้ามาก็จะช่วยทำให้การค้าขายนั้นเปิดกว้างไปยังพื้นที่ทั้งในและต่างประเทศได้ รวมไปถึงเรื่องของการประชาสัมพันธ์ด้านการท่องเที่ยวของแต่ละชุมชน การแพทย์ออนไลน์
[caption id="attachment_184661" align="aligncenter" width="503"]
อย่างไรก็ตาม สำหรับโครงการเน็ตประชารัฐที่ทาง ดศ.ได้ร่วมมือกับทีโอทีเพื่อติดตั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงให้กับชุมชนและหมู่บ้าน จำนวน24,700 หมู่บ้านทั่วประเทศ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมแล้ว นอกจากนั้นยังได้มีการส่งมอบบริการอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูง(Wi-fi) เพื่อประชาชน หมู่บ้านละ 1 จุด ให้แก่หมู่บ้านทั้ง 11 หมู่บ้านของอำเภอกันตัง และร่วมชมงานนิทรรศการการใช้ประโยชน์จากโครงการเน็ตประชารัฐของประชาชนในพื้นที่
ด้านนางณัฐยมน พุฒนวลตัวแทนจากกลุ่มแม่บ้านเกษตรอำเภอนาโยง จังหวัดตรัง กล่าวว่า เดิมทีกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรนั้นได้มีการปลูกและจำหน่ายมัลเบอร์รี่แบบผลสดมาประมาณ3 ปี โดยช่องทางการจำหน่ายนั้นเป็นการขายที่แปลงปลูกโดยตรง รวมถึงส่งขายให้ลูกค้าภายในจังหวัด แต่หลังจากที่โครงการเน็ตประชารัฐเข้ามาติดตั้งให้กับหมู่บ้านแล้วนั้นทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลง คือสามารถเพิ่มช่องทางการขายได้มากขึ้น ซึ่งการขายผ่านช่องทางออนไลน์ จะมีน้องๆ นักเรียนที่ผ่านการฝึกอบรมจากโครงการของทีโอทีเข้ามาช่วยในการขายสินค้าออนไลน์ การถ่ายและอัพรูปลงบนร้านค้าออนไลน์
โดยหลังจากที่เพิ่มช่องทางการขายผ่านอินเตอร์เน็ต ทำให้มีลูกค้าเพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว สามารถขยายพื้นที่การขายสินค้าไปยังจังหวัดอื่นๆ ได้มากขึ้นและตั้งเป้าว่าอาจจะส่งออกไปจำหน่ายยังต่างประเทศ แต่ในระหว่างที่ทำธุรกิจนั้นก็พบปัญหาจากการจำหน่ายคือผลสดของมัลเบอร์รี่นั้นไม่สามารถเก็บได้นานเมื่อต้องใช้ระยะเวลาในการขนส่งจึงทำให้เกิดการแปรรูปมัลเบอร์รี่ในลักษณะต่างๆ ทั้ง แยมมัลเบอร์รี่ นํ้ามัลเบอร์รี่ มัลเบอร์รี่กวน ฯลฯ นอกจากนี้กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรยังได้ขยายเครือข่ายไปยังหมู่บ้านและอำเภออื่นๆในจังหวัดอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม สำหรับการใช้อินเตอร์เน็ตเพื่อการค้าขายนั้นถือว่ายังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างยาก แต่ก็ได้ไปเรียนการใช้อินเตอร์เน็ตเพิ่มเติมจากโครงการจัดอบรมของทีโอที ที่ได้เข้ามาให้ความรู้การค้าขายผ่านช่องทางออนไลน์ รวมถึงมีน้องๆ ที่ผ่านการฝึกอบรมเข้ามาช่วยในการติดต่อซื้อขาย การโปรโมตสินค้า ตรงนี้ก็สามารถช่วยได้มาก นางณัฐยมน กล่าว
ดร.พิเชฐ กล่าวต่อว่านอกจากโครงการเน็ตประชารัฐที่ทาง ดศ. ได้เร่งผลักดันแล้วนั้นยังได้มีการติดตามการจัดเก็บข้อมูลทางสถิติของโครงการสำรวจข้อมูลผู้มีรายได้น้อย เพื่อที่จะนำข้อมูลจากการยืนยันตัวตนที่แท้จริงของประชาชนผู้ถูกสำรวจ เข้ามาเสริมข้อมูลที่ทางกระทรวงการคลังมีอยู่แล้วและทำให้ทราบถึงความต้องการที่แท้จริงของผู้มีรายได้น้อย จากความร่วมมือของคนในพื้นที่โดยความร่วมมือของนักเรียน นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษาในพื้นที่ประมาณ 70,000 คน ที่จะเข้ามาช่วยเก็บข้อมูลเพื่อให้เกิดความใกล้ชิดและได้ข้อมูลที่ตรงตามความเป็นจริง รวมถึงมีอาจารย์และสำนักงานสถิติจังหวัดคอยให้ความช่วยเหลือเพื่อการเก็บข้อมูลที่ถูกต้อง โดยต้องการตรวจสอบว่าหลังจากได้รับความช่วยเหลือจากภาครัฐแล้วจะก่อให้เกิดมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรต่อผู้มีรายได้น้อย เพื่อนำไปประกอบนโยบายของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,282 วันที่ 27 - 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2560











