
‘แคท’ค้านตั้งบริษัทลูก
สร.กสท เดินหน้าคัดค้านจัดตั้งบริษัทลูก แคท-ทีโอที ล่าสุดยื่นหนังสือต่อคณะอนุกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูประเทศด้านการปกป้องและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ชี้นโยบายรัฐบาลอ้างเหตุผลลดทุนซ้ำซ้อน แต่ผลที่เกิดขึ้นสร้างปัญหาระยะยาว พร้อมแนะควรมีหน่วยงานเดียวรับผิดชอบดูแลเพื่อให้ธุรกิจขับเคลื่อน
นายสังวรณ์ พุ่มเทียน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ สร.กสท เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สร.กสท ได้ยื่นหนังสือขอให้พิจารณา ตรวจสอบนโยบายการแก้ไขปัญหา บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในการจัดตั้งบริษัทลูก โดยอ้างเหตุเพื่อลดการลทุนซ้ำซ้อน แต่สร้างปัญหาระยะยาว โดยได้ยื่นหนังสือให้กับ คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกป้องและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
เหตุผลในการยื่นครั้งนี้เนื่องจากในวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา ครม.ได้มีมติเห็นชอบในหลักการจัดตั้งบริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด (NBNCo) และบริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศ และ ศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต (NGDC Co) เนื่องจากว่าการแยกทรัพย์สินและปรับโครงสร้างของทั้ง 2 องค์กรครั้งนี้ ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างแท้จริง เพราะปัญหาที่ผ่านมา นอกจากการแทรกแซงทางการเมืองแล้วยังมีปัญหาและอุปสรรคหลายอย่าง ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
สำหรับปัญหาที่ควรแก้ไข คือ ความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลว่าจะให้ทั้ง 2 องค์กร เป็นรัฐวิสาหกิจที่ต้องแข่งขันหารายได้นำส่งรัฐหรือเป็นรัฐวิสาหกิจ เพื่อสาธารณะประโยชน์ไม่แสวงหารายได้ และ เพื่อเข้าสู่ระบบการแข่งขันเสรีทั้งทั้ง ทีโอที และ แคท ควรมีหน่วยงานเดียวที่กำกับดูแลเพราะที่ผ่านมามีหลายหน่วยงาน เช่น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.),กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และ กระทรวงการคลัง ทำให้ยากต่อการบริหารจัดการ
นอกจากนี้รัฐบาลควรปรับแก้กฎระเบียบ ขั้นตอนการดำเนินการที่ทำให้ล่าช้าของภาครัฐ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการแข่งขัน พร้อมหารายได้ เพื่อบริการประชาชนและเป็นเครื่องมือขงรัฐที่ทันสมัย พร้อมกับปรับเปลี่ยนนโยบายการกำกับดูแลการประกอบกิจการของ กสทช.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) โดยคำนึงถึงผู้ประกอบกิจการที่เป็นหน่วยงานของรํบให้สามารถดำเนินธุรกิจเพื่อทางเลือกของประชาชน ลดการผูกขาดจากภาคเอกชน
นายสังวรณ์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า รัฐบาลของเร่งแก้ไขข้อพิพาทต่าง ๆ ที่เป็นปัญหาใหญ่ของ แคท ที่มีข้อพิพาท เนื่องจากข้อมูล ณ วันที่ 20 มิถุนายน 2560 กรณีพิพาทกับบริษัทสัมปทาน คือ บริษัท โทเทิ่ลแอ็คเซ็สคอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค,บริษัท ทรูมูฟ จำกัด และ บริษัท ดิจิตอลโฟน จำกัด ที่ แคท เป็นโจทก์รวม 96 คดี มีทุนทรัพย์สินทั้งสิ้นจำนวน 211.065,372,284.72 บาท ข้อพิพาทที่ แคท เป็นจำเลยรวม 29 คดี มีทุนทรัพย์สินทั้งสิ้นจำนวน 12,859,425,435.56 บาท/ แคท เป็นโจทก์พิพาท กสทช.รวม 17 คดีรวมทุนทรัพย์สินทั้งสิ้น 309,202,054,768.81 บาท และ กรณีพิพาทกับบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) กรณี แคท เป็นโจทก์รวม 7 คดีรวมทุนทรัพย์ทั้งสิ้น 913,311,780.73 บาท กรณีเป็นจำเลยรวม 7 คดี รวมทุนทรัพย์ทั้งสิ้น 352,675,729,647.10 บาท
“การอ้างเหตุให้ ครม.มีมติปรับโครงสร้างนั้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ลดความซ้ำซ้อนของการลงทุนนั้นจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริง ในทางกลับกันทั้งสององค์กรจะขาดโอกาสทางธุรกิจไม่สามารถแข่งขันกับผุ้ประกอบการรายใหญ่ คือ เอไอเอส,ทรู และ ทริปเปิลทรี อินเตอร์เน็ต ที่มีโครงข่ายพื้นฐานเป็นของตนเองและให้บริการครบวงจรได้”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,276 วันที่ 6 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560
นายสังวรณ์ พุ่มเทียน ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) หรือ สร.กสท เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา สร.กสท ได้ยื่นหนังสือขอให้พิจารณา ตรวจสอบนโยบายการแก้ไขปัญหา บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ในการจัดตั้งบริษัทลูก โดยอ้างเหตุเพื่อลดการลทุนซ้ำซ้อน แต่สร้างปัญหาระยะยาว โดยได้ยื่นหนังสือให้กับ คณะอนุกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการปกป้องและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ
เหตุผลในการยื่นครั้งนี้เนื่องจากในวันที่ 13 มิถุนายนที่ผ่านมา ครม.ได้มีมติเห็นชอบในหลักการจัดตั้งบริษัทโครงข่ายบรอดแบนด์แห่งชาติ จำกัด (NBNCo) และบริษัท โครงข่ายระหว่างประเทศ และ ศูนย์ข้อมูลอินเทอร์เน็ต (NGDC Co) เนื่องจากว่าการแยกทรัพย์สินและปรับโครงสร้างของทั้ง 2 องค์กรครั้งนี้ ไม่ได้แก้ปัญหาอย่างแท้จริง เพราะปัญหาที่ผ่านมา นอกจากการแทรกแซงทางการเมืองแล้วยังมีปัญหาและอุปสรรคหลายอย่าง ที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน
นอกจากนี้รัฐบาลควรปรับแก้กฎระเบียบ ขั้นตอนการดำเนินการที่ทำให้ล่าช้าของภาครัฐ เพื่อความคล่องตัวในการบริหารจัดการ ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและการแข่งขัน พร้อมหารายได้ เพื่อบริการประชาชนและเป็นเครื่องมือขงรัฐที่ทันสมัย พร้อมกับปรับเปลี่ยนนโยบายการกำกับดูแลการประกอบกิจการของ กสทช.(คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ) โดยคำนึงถึงผู้ประกอบกิจการที่เป็นหน่วยงานของรํบให้สามารถดำเนินธุรกิจเพื่อทางเลือกของประชาชน ลดการผูกขาดจากภาคเอกชน
“การอ้างเหตุให้ ครม.มีมติปรับโครงสร้างนั้นเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ลดความซ้ำซ้อนของการลงทุนนั้นจึงไม่ใช่ข้อเท็จจริง ในทางกลับกันทั้งสององค์กรจะขาดโอกาสทางธุรกิจไม่สามารถแข่งขันกับผุ้ประกอบการรายใหญ่ คือ เอไอเอส,ทรู และ ทริปเปิลทรี อินเตอร์เน็ต ที่มีโครงข่ายพื้นฐานเป็นของตนเองและให้บริการครบวงจรได้”
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,276 วันที่ 6 - 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2560











