
ไมโครซอฟท์ชูเทคโนโลยีคลาวด์ ต่อยอดกาแฟเกษตรอินทรีย์
ไมโครซอฟท์ สนับสนุนการพัฒนาแอพพลิเคชันบริหารจัดการระบบการตรวจสอบไร่กาแฟ ด้วยไมโครซอฟท์ อาซัวร์แก่มูลนิธิสายใยแผ่นดินเพื่อโครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่า โดยร่วมมือกับ บีทามส์ โซลูชันเพิ่มมาตรฐานให้กับเกษตรกรในการปลูกกาแฟออร์แกนิกอย่างยั่งยืน
นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์ ได้นำเทคโนโลยีคลาวด์เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ สำหรับโครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่าของมูลนิธิสายใยแผ่นดิน โดยได้ร่วมกับบริษัท บีทามส์ โซลูชัน จำกัดพัฒนาแอพพลิเคชัน Internal Control System (ICS) ที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์
[caption id="attachment_161806" align="aligncenter" width="503"]
ไมโครซอฟท์ชูเทคโนโลยีคลาวด์ ต่อยอดกาแฟเกษตรอินทรีย์[/caption]
“เดิมการตรวจสอบคุณภาพให้ตรงตามเกณฑ์มาตรฐานของความเป็นออร์แกนิกนั้นต้องใช้บุคลากรเพื่อตรวจสอบไร่กาแฟกว่า 7,000 ไร่ ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือนแต่หลังจากที่มีการนำเทคโนโลยีอย่างคลาวด์เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกนั้น สามารถลดระยะเวลาในการตรวจสอบมาตรฐานของไร่กาแฟลดลงเหลือเพียง 1 เดือน และช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มแรก ไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการผลิต”
ด้านนายธีรสิทธิ์ อมรแสนสุข รองประธาน มูลนิธิสายใยแผ่นดิน กล่าวว่า กว่า 50ปีที่ผ่านมาป่าไม้ในไทยถูกบุกรุกทำลายเพื่อทำเกษตรกรรมกันมากมาย เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรมีการใช้สารเคมีระยะยาวทำให้สภาพดินเสื่อมโทรมเกษตรกรจึงต้องย้ายไปหาที่ดินผืนใหม่เพื่อทำการเกษตร อีกทั้งพื้นที่ป่าต้นนํ้ายังมีการปนเปื้อนสารเคมีส่งผลให้สัตว์นํ้าที่อาศัยอยู่ล้มตายเป็นจำนวนมาก ทางมูลนิธิจึงมองเห็นถึงพิษภัยจากการใช้สารเคมี รวมถึงเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีเกิดความเจ็บป่วย
โดยการทำเกษตรอินทรีย์นั้นนอกจากจะช่วยรักษาผืนป่าอย่างยั่งยืนแล้วยังช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอีกด้วย
ขณะที่นายสนธยา สุธัมมสภา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ จาก บริษัท บีทามส์ โซลูชันจำกัด กล่าวว่า สำหรับ แอพพลิเคชันInternal Control System (ICS)ที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นั้นจะมีขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การลงทะเบียนเป็นสมาชิกเกษตรกรด้วยการกรอกข้อมูลพิกัดของแปลง จำนวนพื้นที่ และข้อมูลต่างๆ ของฟาร์ม
ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะอัพขึ้นสู่ระบบคลาวด์ และมีเจ้าหน้าที่ตรวจประเมินเพื่อดูว่าระบบการเกษตรนั้นผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์หรือไม่ โดยเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่ใช้การจดลงบนกระดาษซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการวิเคราะห์ผลที่นานกว่า สำหรับขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟนั้นจะมีการออกเอกสารการรับซื้อให้กับเกษตรกร ซึ่งทุกขั้นตอนจะอัพขึ้นระบบคลาวด์เพื่อง่ายแก่การตรวจสอบข้อมูล และช่วยลดต้นทุนในการวางแผนการผลิตไปจนถึงการจำหน่าย การทำข้อมูลรายงานเพื่อนำส่งให้หน่วยงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560
นายธนวัฒน์ สุธรรมพันธุ์กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ไมโครซอฟท์ ได้นำเทคโนโลยีคลาวด์เข้ามาช่วยในการบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิภาพ สำหรับโครงการกาแฟอินทรีย์รักษาป่าของมูลนิธิสายใยแผ่นดิน โดยได้ร่วมกับบริษัท บีทามส์ โซลูชัน จำกัดพัฒนาแอพพลิเคชัน Internal Control System (ICS) ที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์
[caption id="attachment_161806" align="aligncenter" width="503"]
“เดิมการตรวจสอบคุณภาพให้ตรงตามเกณฑ์มาตรฐานของความเป็นออร์แกนิกนั้นต้องใช้บุคลากรเพื่อตรวจสอบไร่กาแฟกว่า 7,000 ไร่ ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 4 เดือนแต่หลังจากที่มีการนำเทคโนโลยีอย่างคลาวด์เข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกนั้น สามารถลดระยะเวลาในการตรวจสอบมาตรฐานของไร่กาแฟลดลงเหลือเพียง 1 เดือน และช่วยเพิ่มความแม่นยำในการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ตั้งแต่ขั้นตอนเริ่มแรก ไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการผลิต”
ด้านนายธีรสิทธิ์ อมรแสนสุข รองประธาน มูลนิธิสายใยแผ่นดิน กล่าวว่า กว่า 50ปีที่ผ่านมาป่าไม้ในไทยถูกบุกรุกทำลายเพื่อทำเกษตรกรรมกันมากมาย เนื่องจากพื้นที่ทำการเกษตรมีการใช้สารเคมีระยะยาวทำให้สภาพดินเสื่อมโทรมเกษตรกรจึงต้องย้ายไปหาที่ดินผืนใหม่เพื่อทำการเกษตร อีกทั้งพื้นที่ป่าต้นนํ้ายังมีการปนเปื้อนสารเคมีส่งผลให้สัตว์นํ้าที่อาศัยอยู่ล้มตายเป็นจำนวนมาก ทางมูลนิธิจึงมองเห็นถึงพิษภัยจากการใช้สารเคมี รวมถึงเกษตรกรผู้ใช้สารเคมีเกิดความเจ็บป่วย
โดยการทำเกษตรอินทรีย์นั้นนอกจากจะช่วยรักษาผืนป่าอย่างยั่งยืนแล้วยังช่วยเพิ่มรายได้ให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอีกด้วย
ขณะที่นายสนธยา สุธัมมสภา ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ จาก บริษัท บีทามส์ โซลูชันจำกัด กล่าวว่า สำหรับ แอพพลิเคชันInternal Control System (ICS)ที่นำมาใช้ในกระบวนการผลิตตามมาตรฐานเกษตรอินทรีย์นั้นจะมีขั้นตอนเริ่มตั้งแต่การลงทะเบียนเป็นสมาชิกเกษตรกรด้วยการกรอกข้อมูลพิกัดของแปลง จำนวนพื้นที่ และข้อมูลต่างๆ ของฟาร์ม
ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะอัพขึ้นสู่ระบบคลาวด์ และมีเจ้าหน้าที่ตรวจประเมินเพื่อดูว่าระบบการเกษตรนั้นผ่านการรับรองมาตรฐานเกษตรอินทรีย์หรือไม่ โดยเปลี่ยนจากรูปแบบเดิมที่ใช้การจดลงบนกระดาษซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการวิเคราะห์ผลที่นานกว่า สำหรับขั้นตอนการเก็บเกี่ยวเมล็ดกาแฟนั้นจะมีการออกเอกสารการรับซื้อให้กับเกษตรกร ซึ่งทุกขั้นตอนจะอัพขึ้นระบบคลาวด์เพื่อง่ายแก่การตรวจสอบข้อมูล และช่วยลดต้นทุนในการวางแผนการผลิตไปจนถึงการจำหน่าย การทำข้อมูลรายงานเพื่อนำส่งให้หน่วยงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,270 วันที่ 15 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2560









