

KEY
POINTS
ในห้วงเวลาที่ภูมิทัศน์พลังงานโลกกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ยุคพลังงานสะอาดอย่างก้าวกระโดด ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน ทั้งจากภาวะโลกเดือด มาตรการทางการค้าระหว่างประเทศที่เข้มงวด และความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนค่าครองชีพของประชาชน
ส่งผลให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ต้องบทบาทของตัวเอง จากผู้อนุญาต สู่ “Active Regulator” เต็มรูปแบบ เพื่อยกระดับระบบพลังงานของประเทศให้สามารถ “พึ่งพาตนเองได้มากขึ้น” ควบคู่กับการเดินหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero)
ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ชี้ให้เห็นว่า ปี 2569 ซึ่งจะเป็นปีแห่งการขับเคลื่อนเชิงระบบอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นการเชื่อมโยงนโยบายระดับชาติสู่กลไกตลาดที่ใช้งานได้จริง เพื่อให้พลังงานสะอาดไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือก แต่เป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ของประเทศภายในปี 2593
จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน กลายเป็นบริบทใหม่ที่ กกพ. ต้องเผชิญ โดยเฉพาะความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่กำลังเป็นความท้าทายในช่วงของการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด เนื่องจากนักลงทุนระดับโลกในปัจจุบันไม่ได้มองหาเพียงแค่แหล่งพลังงานที่มีราคาถูกเท่านั้น แต่ยังพิจารณาจาก “ความพร้อมของไฟฟ้าสะอาดและเสถียรภาพของระบบ” เป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกฐานการผลิต
เมื่อมองเพื่อนบ้านในภูมิภาคอาเซียน การแข่งขันเพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ หลายประเทศขยับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อสร้างแต้มต่อทางการค้า เช่น สิงคโปร์ที่ประกาศเป้าหมาย Net Zero 2050 พร้อมยกระดับแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง เวียดนามประกาศเป้าหมายเดียวกันและเริ่มทดลองใช้ระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) ในภาคอุตสาหกรรมและไฟฟ้า รวมถึงมาเลเซียและอินโดนีเซีมี Roadmap การเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจน ทั้งการยกเลิกโรงไฟฟ้าถ่านหินและการพัฒนาไฟฟ้าสีเขียวที่ตรวจสอบได้
ในสภาวะการแข่งขันเช่นนี้ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งเครื่องมือทางการตลาดอย่าง Utility Green Tariff (UGT), Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) และระบบ Prosumer ให้เป็นระบบและเชื่อมโยงกับการลงทุนจริง เพื่อไม่ให้ไทยสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขัน
ดังนั้น กกพ. ในฐานะผู้กำกับดูแลกิจการพลังงาน จึงได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากเดิมที่เป็นเพียงผู้พิจารณาอนุญาต มาเป็น “Active Regulator” หรือผู้กำกับดูแลเชิงรุกที่ทำหน้าที่วางกติกาแห่งอนาคต โดยมุ่งเน้นการสร้างสมดุลใน 3 มิติหลัก คือ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม (Sustainability) และราคาที่เหมาะสม (Fair Price) ภายใต้ค่านิยมองค์กร “TRUST” ที่เน้นความโปร่งใส ความน่าเชื่อถือ และการทำงานเพื่อประโยชน์ ส่วนรวมของประเทศ
จากความสำเร็จในปี 2568 ที่ผ่านมา ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ส่งต่อมายัง Roadmap ปี 2569 โดย กกพ. ได้เปิดใช้กลไก UGT1 (ไฟฟ้าสีเขียวแบบไม่เจาะจงแหล่งที่มา) ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีจากภาคธุรกิจ มีผู้ใช้บริการถึง 41 ราย และมีการใช้ไฟฟ้าจริงไปแล้วกว่า 142 ล้านหน่วย
กลไกนี้ช่วยรองรับข้อกำหนด RE100 ของบริษัทข้ามชาติและดึงดูดอุตสาหกรรมไฮเทคอย่าง Data Center ให้เข้ามาลงทุนในไทย โดยได้พิจารณาปรับลดราคา UGT1 ลงเหลือเพียง 0.0375 บาทต่อหน่วย มีผลตั้งแต่รอบบิลเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา เพื่อจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดในวงกว้างโดยไม่ส่งผลกระทบต่อภาระค่าไฟฟ้าของผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศ
สำหรับในปี 2569 กกพ. จะเร่งยกระดับ UGT2 ซึ่งเป็นไฟฟ้าสีเขียวแบบเจาะจงแหล่งที่มาเพื่อตอบโจทย์มาตรฐาน ESG ที่เข้มข้นขึ้น ปัจจุบันได้เห็นชอบในหลักการของอัตราค่าบริการแล้ว และอยู่ระหว่างการทบทวนต้นทุนให้สะท้อนความเป็นจริงก่อนจะประกาศใช้ได้ไม่เกินกลางปีนี้ เพื่อยกระดับไฟฟ้าสะอาดไทยสู่มาตรฐาน RE100 ในระดับสากล
ควบคู่ไปกับการเดินหน้า Direct PPA หรือการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนโดยตรงอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเปิดตลาดไฟฟ้าสะอาดให้มีการแข่งขันภายใต้การกำกับดูแลของ กกพ. เพื่อดึงดูดอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Data Center, อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และเศรษฐกิจดิจิทัลให้เข้ามาตั้งฐานการผลิตในไทย ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนพลังงานในระยะยาวให้กับภาคธุรกิจอย่างยั่งยืน โดยมีเป้าหมายหลักปรับโฉมตลาดไฟฟ้า (Market Design) คือการทำให้ไฟฟ้าสะอาดสามารถ “ตรวจสอบได้-แข่งขันได้-และไม่กระทบผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศ”
กกพ. เล็งเห็นว่าการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานมีความเสี่ยงสูงต่อวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะความผันผวนของราคา Spot LNG จึงได้เตรียมความพร้อมในเชิงโครงสร้างผ่านการกำกับดูแล Pool Manager ให้มีความโปร่งใส และการบังคับใช้มาตรการ Ring-fencing เพื่อแยกหน้าที่ในกิจการพลังงานให้ชัดเจน รวมถึงการเปิดให้บุคคลที่สามสามารถใช้ระบบส่งและระบบจำหน่ายก๊าซธรรมชาติ (Third Party Access - TPA) ได้อย่างเป็นธรรม และการวางกรอบ Strategic Gas Reserve (SGR) เพื่อบริหารจัดการสำรองก๊าซเชิงกลยุทธ์ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากราคา LNG ในตลาดโลกที่ผันผวนตามปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ และสร้างเสถียรภาพให้กับต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาว
อีกทั้ง ให้ความสำคัญกับการขยายพลังงานสะอาด ลงสู่ระดับประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านการส่งเสริมระบบ Prosumer และ Solar Rooftop โดยการปรับลดขั้นตอนการอนุญาตให้รวดเร็วและเป็นดิจิทัลมากขึ้น เพื่อลดภาระของโครงข่ายหลักและเพิ่มเสถียรภาพของระบบในระดับท้องถิ่น
ดร.พูลพัฒน์ ยํ้าเตือนว่าวิกฤตพลังงานโลกคือบทเรียนราคาแพงที่ชี้ให้เห็นว่าการพึ่งพาตนเอง คือทางออกที่ยั่งยืนที่สุด การพัฒนาพลังงานสะอาดในประเทศจึงไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่คือการสร้างภูมิคุ้มกันและความมั่นคงให้กับประเทศไทยในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง