
แห่ติดโซลาร์หนีค่าไฟแพง ลดภาษี 2 แสนกระตุ้นตลาดคึกคัก
แห่ติดโซลาร์หนีค่าไฟงวดใหม่แพง ลดภาษี 2 แสนบาทกระตุ้นตลาดคึกคัก ดันยอดพุ่ง 20% หลังวิกฤตสงครามตะวันออกกลางทำต้นทุนพุ่ง
KEY
POINTS
- ประชาชนหันมาติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มขึ้นเพื่อรับมือกับแนวโน้มค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้น และได้รับแรงหนุนจากมาตรการลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท
- มาตรการลดหย่อนภาษีส่งผลให้ตลาดคึกคัก โดยผู้ประกอบการเผยว่ายอดผู้สนใจสอบถามและยอดจองติดตั้งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญกว่า 20% ถึง 2-3 เท่า
- แม้ความต้องการจะสูงขึ้น แต่ต้นทุนการติดตั้งก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน จากราคาแผงโซลาร์ แบตเตอรี่ และสายไฟที่แพงขึ้น
ลดภาษี 200,000 แสนบาทติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกำลังได้รับความสนใจจากประชาชนคนไทยเป็นอย่างมาก หลังจากที่มาตรการดังกล่าวเริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 3 มี.ค.2569 - 31 ธ.ค.2571
ทั้งนี้ เนื่องจากค่าไฟฟ้างวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 69) มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงานในตลาดโลก ขณะที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีการประกาศค่าไฟ 3 กรณีต่ำสุด-สูงสุด ได้แก่ 3.95-4.59 บาทต่อหน่วย
ซึ่งทุกแนวทางราคาปรับสูงขึ้นจากงวดปัจจุบันที่จ่ายอยู่ 3.88 บาทต่อหน่วยทั้งหมด
จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” พบว่า นายพีรกานต์ มานะกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไอออน เอนเนอร์ยี่ คอร์ปอเรชั่น จำกัด หรือ ION Energy ผู้ให้บริการโซลูชันพลังงานแสงอาทิตย์ ระบุว่า หลังมาตรการลดหย่อนภาษีสำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในที่อยู่อาศัยมีผลบังคับใช้ บริษัทพบว่ายอดผู้สนใจติดตั้งโซลาร์ ทั้งการสอบถามผ่านช่องทางออนไลน์และออฟไลน์ เพิ่มขึ้นกว่า 20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาปกติ
แม้กระทั่งกลุ่มลูกค้าบ้านโครงการที่มีโซลาร์ติดตั้งมากับบ้านอยู่แล้ว ก็มีการกลับมาสอบถามข้อมูลเพื่อติดตั้งระบบโซลาร์เพิ่มเติมด้วย สะท้อนให้เห็นถึงแรงกระตุ้นจากนโยบายภาครัฐล่าสุดที่ให้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีสูงสุดถึง 200,000 บาท ที่เริ่มส่งผลต่อพฤติกรรมผู้บริโภค
“มาตรการของภาครัฐมีส่วนสำคัญอย่างมากต่อการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานและการกระตุ้นประชาชนให้ปรับตัวมาใช้พลังงานสะอาด เช่น กรณีรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่มีมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐและส่งผลให้ประชาชนมีความมั่นใจในการเปลี่ยนผ่าน เชื่อว่ามาตรการใหม่ของภาครัฐที่เพิ่งบังคับใช้ จะมีส่วนสำคัญให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นกัน”
อย่างไรก็ดี แม้ความสนใจจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่ผู้บริโภคจำนวนมากยังอยู่ในช่วงของการพิจารณา เนื่องจากยังไม่มั่นใจในความคุ้มค่าในระยะยาว รวมถึงยังมีความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายเริ่มต้น และความเข้าใจในขั้นตอนการติดตั้งและการใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีที่ยังไม่ครบถ้วน โดยบริษัทพบว่าช่องว่างสำคัญของตลาดในปัจจุบันอยู่ที่การนำสิทธิประโยชน์ไปใช้จริง เพราะผู้บริโภคจำนวนมากยังไม่สามารถเชื่อมโยงระหว่างสิทธิ์ทางภาษีกับความคุ้มค่าในการติดตั้งได้อย่างชัดเจน
ยอดจองพุ่ง 134 ราย/สัปดาห์
ขณะที่ผู้ประกอบการรับติดตั้งโซลาร์เซลล์อีกรายระบุว่า จำนวนผู้ที่สอบถามและจองติดตั้งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากสัปดาห์ละประมาณ 16 ราย เป็น 134 ราย หลังประชาชนกังวลสถานการณ์ตะวันออกกลางและราคาเชื้อเพลิงโลกที่อาจทำให้ค่าไฟแพงขึ้น ประกอบกับมาตรการลดหย่อนภาษี ทำให้ยอดการจองระบบโซลาร์สำหรับที่อยู่อาศัยเพิ่ม 2-3 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้า บริษัทกำลังเร่งออกแบบระบบให้รับแสงอาทิตย์เต็มประสิทธิภาพ รวมถึงวางแผนอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่สำหรับใช้ไฟกลางคืน
อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยลบเกิดขึ้น เมื่อจีนผู้ผลิตแผงโซลาร์รายใหญ่ของโลก ประกาศยกเลิกการคืนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT Rebate) 9% สำหรับการส่งออกแผงโซลาร์เซลล์ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.2569 ส่งผลให้ราคาแผงปรับสูงขึ้นไม่ต่ำกว่า 10-15%
นอกจากนี้ ต้นทุนส่วนประกอบอื่น ๆ เช่น แบตเตอรี่กักเก็บพลังงานปรับขึ้น 7% สายไฟแพงขึ้น 10% จากราคาทองแดงโลก และค่าระวางเรือที่สูงขึ้น ทำให้ค่าใช้จ่ายติดตั้งระบบขนาด 3 กิโลวัตต์ เพิ่มจากเดิมประมาณ 150,000 บาท เป็น 170,000 บาท
ลดค่าไฟ 1,500-5,000 บาท/เดือน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่า การติดตั้งโซลาร์เซลล์ช่วยลดค่าไฟได้เดือนละ 1,500-5,000 บาท ขึ้นกับขนาดระบบและการใช้งาน แต่มาตรการลดหย่อนภาษีไม่ครอบคลุมค่าแบตเตอรี่สำรองไฟกลางคืน และกลุ่มที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือผู้มีเงินเดือน 120,000-180,000 บาท/เดือน ขณะที่กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 30,000 บาท หรือระบบขนาดเล็กกว่า 10 กิโลวัตต์ อาจไม่ได้ประโยชน์จากมาตรการนี้






