thansettakij
thansettakij
ลุ้นค่าไฟไม่เกิน 3 บาท! ผู้ใช้ต่ำ 200 หน่วย เอกนัฏจ่อรื้อโครงสร้างขั้นบันได

ลุ้นค่าไฟไม่เกิน 3 บาท! ผู้ใช้ต่ำ 200 หน่วย เอกนัฏจ่อรื้อโครงสร้างขั้นบันได

01 เม.ย. 69 | 06:30 น.
อัปเดตล่าสุด :01 เม.ย. 69 | 07:38 น.

รมว.พลังงานคนใหม่จ่อรื้อโครงสร้างค่าไฟแบบขั้นบันได ลุ้นค่าไฟไม่เกิน 3 บาทสำหรับผู้ใช้ไฟฟ้าต่ำกว่า 200 หน่วย

KEY

POINTS

  • กระทรวงพลังงานเตรียมพิจารณาปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าแบบขั้นบันไดใหม่
  • มีแนวทางให้ผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 200 หน่วยต่อเดือน จ่ายค่าไฟในอัตราเฉลี่ยไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย
  • ผู้ที่ใช้ไฟฟ้าในปริมาณที่สูงกว่าจะจ่ายในอัตราที่แพงขึ้น เพื่อส่งเสริมการประหยัดพลังงาน

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานคนใหม่ เปิดเผยถึงประเด็นค่าไฟงวดใหม่ (พ.ค.-ส.ค. 69) ว่า ค่าไฟฟ้า 3.95 บาทต่อหน่วยนั้น ยังไม่ได้มีการชำระหนี้ และเป็นการดึงเงินส่วนเกินจากการลงทุนหรือ  Clawback ของ 3 การไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ,การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.)และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กลับคืนมาเพื่อนำมาอุดหนุน แม้ยังถือว่าสูงกว่าระดับปัจจุบัน

สำหรับแนวทางที่จะประกาศใช้ในวันที่ 1 พฤษภาคมนี้ ยืนยันว่าเป็นไปตามกำหนด โดยปกติค่าไฟจะมีการประกาศทุก 4 เดือน ซึ่งรอบถัดไปจะเริ่มในเดือนพฤษภาคม และต้องประกาศในเดือนเมษายน 

ทั้งนี้ ช่วงต้นปีที่ผ่านมา ค่าไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 3.88 บาทต่อหน่วย  แต่ในความเป็นจริงมีโครงสร้างแบบขั้นบันไดผู้ใช้ไฟน้อยจะจ่ายในอัตราที่ต่ำกว่า ขณะที่ผู้ใช้ไฟมากจะจ่ายในอัตราที่สูงกว่าคล้ายกับระบบภาษี

อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะมีทางเลือก 3 สูตร เช่น การกำหนดอัตราสูงสุด หรือการตรึงไว้ที่ 3.95 บาท ซึ่งหมายถึงการไม่คืนเงินให้การไฟฟ้า โดยทั้งกฟผ. ,กฟภ. และกฟน. ล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจที่รัฐบาลถือครอง 100% หรือกล่าวได้ว่าเป็นของประชาชน

โดยปกติรายได้ของหน่วยงานเหล่านี้ต้องนำไปลงทุน แต่ในบางช่วงที่ไม่มีการลงทุน เงินส่วนดังกล่าวสามารถดึงกลับมาใช้ได้ในรูปแบบ Clawback ซึ่งหากนำเงินประมาณ 9,000 ล้านบาทมาใช้ จะทำให้ค่าไฟอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาท และยังมีกลไกอื่นที่อาจลดลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทได้ หากมีการปรับวิธีประเมินผลการดำเนินงานของทั้ง 3 การไฟฟ้า ซึ่งต้องพิจารณาควบคู่ผลประกอบการ

ลุ้นค่าไฟไม่เกิน 3 บาท! ผู้ใช้ต่ำ 200 หน่วย เอกนัฏจ่อรื้อโครงสร้างขั้นบันได

 

“ในภาวะวิกฤตแบบนี้ รัฐบาลซึ่งเป็นผู้ประเมินเองสามารถปรับเกณฑ์ได้ โดยอาจชะลอการลงทุนบางส่วนและนำเงินกลับมาใช้เพื่อลดภาระค่าไฟของประชาชน ทำให้สามารถกดค่าไฟลงมาอยู่ที่ 3.88 บาทได้ ซึ่งมีแนวทางทำได้”

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจเคาะราคาระหว่าง 3.95 บาท กับ 3.88 บาท แม้ดูต่างกันเพียง 7 สตางค์ แต่มีมูลค่าหลายพันล้านบาท จึงเป็นการตัดสินใจเชิงนโยบาย เช่นเดียวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สามารถใช้ชดเชยได้ แต่ต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะต้นทุนก๊าซที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่นำเข้า

นี่คืออีกปัญหาในระยะยาว ที่ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับโครงสร้างพลังงาน เนื่องจากพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซมากเกินไป ปัจจุบันไทยผลิตก๊าซได้เองประมาณ 50% และนำเข้าจากเมียนมาประมาณ 10% รวมเป็น 60% ซึ่งค่อนข้างมั่นคง อีก 40% เป็น LNG ซึ่งครึ่งหนึ่งมาจากตะวันออกกลาง เช่น แหล่งกาตาร์ และการซื้อแบบ Spot ในตลาดโลกทำให้ต้นทุนผันผวนและสูงขึ้น ซึ่งต้องพิจารณาว่าไทยอาจซื้อมามากเกินไปหรือไม่

“ค่าไฟเป็นกลไกหนึ่ง แต่การจะลดหรือเพิ่มย่อมมีต้นทุนไม่มีสิ่งใดได้มาฟรี จึงต้องดำเนินควบคู่กับมาตรการส่งเสริม การประหยัดพลังงานอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงการรณรงค์ให้ประชาชนประหยัด เพราะประชาชนมีข้อจำกัดอยู่แล้ว“ 

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในแนวทางคือการปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟแบบขั้นบันได ซึ่งไม่ได้ปรับปรุงมาตั้งแต่ปี 2543 ทำให้ไม่สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้ไฟในปัจจุบัน 

โดยอาจกำหนดให้ผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วย ได้อัตราเฉลี่ยไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ขณะที่ผู้ใช้ไฟมาก เช่น 400-600 หน่วยขึ้นไป จะจ่ายในอัตราที่สูงขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ข้อมูลและกฎหมายของไทยล้าหลังมาก

ค่าใช้ไฟเฉลี่ยของครัวเรือนในต่างจังหวัดอยู่ที่ประมาณ 190 หน่วยต่อเดือน จึงสามารถออกแบบนโยบายให้ครอบคลุมคนส่วนใหญ่ได้ ซึ่งต้องเข้าไปดูการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคด้วย

สำหรับนโยบายค่าไฟฟ้า 3 บาท 200 หน่วยแรก ที่เคยหาเสียงไว้นั้น ยอมรับว่าในภาวะวิกฤตอาจต้องปรับใช้แบบพุ่งเป้า โดยให้สิทธิ์กับผู้ใช้ไฟไม่เกิน 200 หน่วยก่อน ส่วนผู้ใช้ไฟเกิน 200 หน่วย อาจยังได้รับประโยชน์บางส่วนในลักษณะเฉลี่ย แต่ยังไม่สามารถดำเนินการได้เต็มรูปแบบในทันที

“เวลาพิจารณาแบบขั้นบันได คนที่ใช้ไฟเกิน 200 หน่วยแรก ก็เข้าเกณฑ์ได้ด้วย ซึ่งต้องดูค่าไฟเฉลี่ย 3.88 บาทต่อหน่วย ซึ่งก็วางแผนไว้ โดยต้องดูค่าเฉลี่ยครัวเรือนอีกที”

ในระยะยาว รัฐบาลมีแนวทางส่งเสริมพลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ การซื้อไฟคืน (net metering) และการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟ (Demand Response) ผ่านเทคโนโลยีมิเตอร์อัจฉริยะ ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ไฟสามารถเลือกช่วงเวลาใช้ไฟเพื่อลดค่าใช้จ่ายได้

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาไปสู่ตลาดไฟฟ้าเสรี โดยเริ่มจากผู้ใช้ไฟรายใหญ่ เช่น ภาคอุตสาหกรรม ก่อนขยายสู่ระดับชุมชนและครัวเรือน ผ่านระบบไมโครกริด และเปิดให้เลือกผู้จำหน่ายไฟฟ้าได้ในอนาคต