
ค่าไฟเสี่ยงขาขึ้น หลังต้นทุนจริงทะลุ 4 บาท/หน่วย รอรัฐบาลใหม่ชี้ขาด
ปลัดกระทรวงชี้ค่าไฟเสี่ยงขาขึ้น หลังต้นทุนจริงทะลุ 4 บาทต่อหน่วย รับผลกระทบจากสงครามตะวันออกลาง ระบุรอรัฐบาลใหม่ชี้ขาด
KEY
POINTS
- ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่แท้จริงเฉลี่ยสูงกว่า 4 บาทต่อหน่วยแล้ว แต่ราคาที่ประชาชนจ่ายอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วยเนื่องจากมีมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐ
- หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ราคาค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนที่แท้จริง
- ทิศทางของราคาค่าไฟฟ้าในอนาคต รวมถึงการออกมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ยังต้องรอการตัดสินใจจากรัฐบาลชุดใหม่
นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยภายหลัง สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นต่อการจัดทำ “ค่าพยากรณ์ความต้องการไฟฟ้า (Load Forecast)” เพื่อใช้เป็นฐานในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP2026) ถึงถึงสถานการณ์ราคาพลังงานว่า หลังจากที่ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จำเป็นต้องขยับดีเซลแตะ 33 บาท ลดภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง หลังราคาตลาดโลกพุ่งแรงเป็นประวัติการณ์ ขณะที่ 24 มี.ค. ปั๊มน้ำมันประกาศปรับราคาดีเซล ขึ้น 1.80 บาท ดีเซลพรีเมียม และเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ทุกชนิด ขึ้นพรวดเดียว 2 บาท
ทั้งนี้ หากถามว่าจำเป็นต้องขยับเพดานหรือไม่ เพื่อป้องกันการกักตุนและการลักลอบ ก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ซึ่งอาจจะไปถึงระดับหนึ่งได้ แต่ในปัจจุบันพยายามจะให้อยู่ที่ระดับ 33 บาท ส่วนจะได้นานแค่ไหน ยังไม่สามารถตอบได้
ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ที่แม้ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรก แต่ครั้งนี้มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น โดยเฉพาะกรณีการโจมตีและทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานของแต่ละฝ่าย ซึ่งถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญต่อเสถียรภาพราคาพลังงานโลก และเป็นเหตุผลที่ภาครัฐต้องพิจารณาการตรึงราคาอย่างรอบคอบในด้านความมั่นคงพลังงาน
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้มีการเตรียมกำลังการผลิตไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยมีทั้งกำลังผลิตหลัก และการรองรับความต้องการใหม่จาก Data Center ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ตามบริบทเศรษฐกิจดิจิทัล
สำหรับการบริหารจัดการด้านราคา รัฐพยายามดำเนินการให้เหมาะสม ควบคู่ไปกับการปรับตัวด้านการลดการปล่อยคาร์บอน โดยยอมรับว่ายังต้องรอความชัดเจนของแผนพลังงานในระยะต่อไปว่าจะสามารถสร้างสมดุลได้มากน้อยแค่ไหน ทั้งนี้ ราคาพลังงานบางประเภท เช่น ถ่านหิน ยังมีความผันผวน สวิงน้อยกว่าน้ำมัน
อีกประเด็นที่อยู่ระหว่างการพิจารณาคือเทคโนโลยีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก หรือ SMR (Small Modular Reactor) ซึ่งจากการศึกษาก่อนหน้านี้ประเมินขนาดกำลังผลิตไว้ที่ประมาณ 600 เมกะวัตต์ และอาจช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้าได้ในอนาคต
อย่างไรก็ดี ยังต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ทั้งเรื่องความปลอดภัย กฎระเบียบ และการกำกับดูแล รวมถึงความสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของ International Atomic Energy Agency (IAEA) หรือ ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ ทำให้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะเดินหน้ามากน้อยเพียงใด
หากถามว่าแผนใหม่จะมีอะไรต่างจากเดิม ถ้ามองย้อนในช่วงปี 2024 พบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการขยายตัวของ Data Center ซึ่งปัจจุบันมีโครงการที่ยืนยันแล้วประมาณ 16 แห่ง และมีผู้ได้รับอนุญาตอีกกว่า 450 ราย ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ความต้องการไฟฟ้าเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ
รวมถึงประเทศไทยได้ปรับเป้าหมายจาก Carbon Neutrality ในปี 2050 ไปสู่ Net Zero Emissions ภายในปีเดียวกัน ส่งผลให้การวางแผนพลังงานต้องเพิ่มความเข้มข้น ด้านการอนุรักษ์พลังงานควบคู่กันไป
“ส่วนโครงสร้างเชื้อเพลิง ปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจน แต่มีแนวทางกระจายความเสี่ยงโดยใช้พลังงานทดแทนที่หลากหลาย รวมถึงมองว่า SMR อาจเข้ามามีบทบาทเสริมในอนาคต สำหรับสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน คาดว่าจะเพิ่มขึ้นที่มากกว่า 50% ซึ่งต้องดูความมั่นคงเนื่องจากพลังงานบางประเภท เช่น โซลาร์เซลล์ แม้มีต้นทุนต่ำ แต่จำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนเพิ่มเติม เช่น แบตเตอรี่ หรืออุปกรณ์รักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า ทั้งหมดล้วนมีต้นทุน“
อย่างไรก็ตาม พลังงานสะอาดจะมีบทบาทมากขึ้น โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ แต่ยังจำเป็นต้องมีระบบสำรอง เนื่องจากไม่สามารถควบคุมปัจจัยธรรมชาติได้ เช่น ช่วงเวลากลางคืนหรือสภาพอากาศที่แปรปรวน
แนวคิดหนึ่งในการบริหารจัดการคือการให้พลังงานหมุนเวียนแต่ละประเภทช่วยเสริมกัน เช่น ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวัน และพลังงานลมในช่วงกลางคืน เพื่อลดความจำเป็นในการลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ แต่ในทางปฏิบัติยังคงต้องมีระบบสำรองรองรับ (Back up)
ดังนั้น สัดส่วนที่เหมาะสมของพลังงาน แต่ละประเภทและระบบสำรองยังไม่สามารถกำหนดเป็นตัวเลขที่แน่นอนได้เนื่องจากขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายด้าน ทั้งความต้องการใช้ไฟฟ้าและต้นทุนพลังงาน ซึ่งปัจจุบันสามารถคาดการณ์ได้เพียงระยะสั้นประมาณ 2 ปี
กรณีค่าไฟฟ้า มองว่าปัจจุบันต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่มากกว่า 4 บาทต่อหน่วย แต่มีมาตรการช่วยเหลือทำให้ราคาลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 3.95 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นส่วนที่นำเงิน Claw Back กว่า 9,000 ล้านบาท มาช่วย ซึ่งยังไม่รวมภาระหนี้ กฟผ.และปตท. หากไม่มีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม ราคามีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ซึ่งต้องรอรัฐบาลใหม่ว่าจะเดินหน้าอย่างไร เช่นการช่วยกลุ่มเปราะบาง
ดังนั้น การใช้กลไกผ่านภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น การไฟฟ้า แต่ต้องพิจารณาผลกระทบด้านฐานะการเงินด้วย เนื่องจากอาจส่งผลต่อความสามารถในการกู้เงินและต้นทุนในอนาคต
”การบริหารราคาพลังงานจำเป็นต้อง สร้างสมดุลระหว่างการช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้น กับความยั่งยืนในระยะยาว เพราะหากมีการบิดเบือนราคามากเกินไป อาจกระทบต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม“
สำหรับสถานการณ์น้ำมัน พบว่า ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้นกว่า 20% ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการกระจาย และบางช่วงเกิดภาวะราคา 2 ระดับ รวมถึงปัญหาการกักตุนจึงได้ออกมาตรการควบคุม โดยกำหนดให้มีการรายงานปริมาณน้ำมันในทุกขั้นตอน ตั้งแต่โรงกลั่นจนถึงผู้บริโภค เพื่อให้สามารถติดตาม ตรวจสอบ และป้องกันการกักตุนหรือการค้ากำไรเกินควร
นอกจากนี้ ยังมีการผ่อนคลายข้อกำหนดบางประการ เช่น สัดส่วนการสำรองน้ำมัน เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการกระจายเชื้อเพลิงในช่วงวิกฤต อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันโลกยังคงมีความผันผวนสูง






