

KEY
POINTS
บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group ได้กำหนดกลยุทธ์ การดำเนินงานในช่วงปี 2569-2570 เพื่อให้สอดรับกับบริบทของสถานการณ์เศรษฐกิจและพลังงานโลกที่มีความไม่แน่นอน ทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลง ทางด้านนโยบายพลังงาน และมาตรการกีดกันทางการค้า ด้วยกลยุทธ์ “POWER 4” ได้แก่
Profitability and Performance Energizing เพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้และผลกำไรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งดูแลผู้ถือหุ้นด้วยนโยบายการจ่ายเงินปันผลอย่างสมํ่าเสมอ
Power and Energy-related Focus เน้นลงทุนในธุรกิจไฟฟ้า ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติและพลังงานหมุนเวียนทั้งในและต่างประเทศ เพื่อรองรับการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดของธุรกิจ Data Center ตลอดจนแสวงหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง
Portfolio Optimization บริหารต้นทุนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และบริหารสินทรัพย์อย่างมีกลยุทธ์ผ่านกระบวนการ Asset Recycling ที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปต่อยอดในโครงการที่มีศักยภาพและสร้างผลตอบแทนสูงกว่าในอนาคต รวมทั้งเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตการลงทุนในสหรัฐอเมริกา
และ Proactive Organization Excellence ปรับโครงสร้างองค์กรและยกระดับการบริหารจัดการกระบวนการทำงานเชิงรุกด้วยดิจิทัลและเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อก้าวสู่เป้าหมายการเป็นองค์กรคาร์บอนตํ่า
ทั้งนี้ เอ็กโก กรุ๊ป มีเป้าหมายที่จะลดความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลง 10% และเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในพอร์ตโฟลิโอให้ได้ 30 % ภายในปี 2573 บรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2583 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593
นายธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group เปิดเผยถึงการดำเนินธุรกิจในปี 2569 ว่า บริษัทได้จัดสรรงบลงทุนไว้ 30,000 ล้านบาท เพื่อเดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการขับเคลื่อนการเติบโตผ่านการบริหารจัดการพอร์ตโฟลิโอให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ทั้งจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติคุณภาพสูงและโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ผ่านการลงทุนทั้งรูปแบบการควบรวมและซื้อกิจการ และการลงทุนพัฒนาโครงการใหม่ โดยต่อยอดและเน้นการลงทุนในประเทศที่มีฐานธุรกิจและพันธมิตรอยู่แล้ว 7 ประเทศ โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นหนึ่งในฐานธุรกิจที่สำคัญของ EGCO Group และมีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตสูงจากความต้องของธุรกิจ Data Center
ปัจจุบันเอ็กโก กรุ๊ป มีกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นรวม 6,844 เมกะวัตต์ เป็นโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้ว 6,788 เมกะวัตต์ และโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง 56 เมกะวัต์ โดยมีสัดส่วนพลังงานรหมุนเวียนอยู่ที่ราว 23%
สำหรับเม็ดเงินลงทุนดังกล่าว ส่วนหนึ่งจะนำใช้ลงทุนในโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในสหรัฐ อเมริกา ที่บริษัทได้เข้าไปถือหุ้นอยู่ใน Apex Clean Energy หรือ APEX สัดส่วน 17.46 % จำนวน 3 โครงการ ที่มีกำหนดเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (COD) ภายในปี 2569 นี้ ได้แก่ โครงการ Lotus Wind ในรัฐอิลลินอยส์ ขนาด 200 เมกะวัตต์ กำหนด COD ในไตรมาสที่ 2 โครงการ Rocky Forge Wind ในรัฐเวอร์จิเนีย ขนาด 78 MW กำหนด COD ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งทั้งสองโครงการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชน (Private PPA) และโครงการ Raven Storage ในรัฐเท็กซัส ซึ่งเป็นระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ขนาด 40 MW กำหนด COD ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งที่ผ่านมามีโครงการที่ COD แล้วคิดเป็นกำลังการผลิตรวม 1,585 เมกะวัตต์
นอกจากนี้ APEX ยังมีพอร์ตโฟลิโอโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนารวมทั้งสิ้น 196 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตรวมสูงถึง 54,101 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโครงการพลังงานลม 84 โครงการ กำลังการผลิต 31,751 เมกะวัตต์ โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ 75 โครงการ กำลังการผลิต 15,817 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานแบบ Standalone 22 โครงการ กำลังการผลิต 4,630 MW เมกะวัตต์ ที่จะทยอยการก่อสร้างในแต่ละปี
ส่วนในไทยสำหรับโครงการใหม่ บริษัทเตรียมลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า( PPA) สำหรับโครงการโซลาร์ฟาร์ม 11 โครงการ กำลังการผลิตรวม 448.10 เมกะวัตต์ ภายใต้ การเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรอบที่ 2 ของไทย คาดว่า PPA ทั้งหมดจะลงนามเรียบร้อยภายในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 และการก่อสร้างโครงการแรกจะเริ่มกลางปี 2570 โดยจะทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2571-2573
นอกจากนี้ จะนำเม็ดเงินลงทุนส่วนหนึ่งมาใช้ในการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมเอ็กโก ระยอง (ERIE) ถูกพัฒนาให้เป็นนิคมฯ อัจฉริยะ สีเขียว และยั่งยืน เพื่อรองรับการลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โครงการมีพื้นที่รวมทั้งหมด 609 ไร่ (เป็นพื้นที่สำหรับขายและเช่า 421 ไร่) โดยมีกลุ่มเป้าหมายหลักเป็นกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์(Data Center) และผู้ใช้ไฟฟ้าในอุตสาหกรรมอื่น ๆ
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียดความร่วมมือทางธุรกิจกับลูกค้ากลุ่ม Data Center ที่มีศักยภาพ ซึ่งเน้นไปที่การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ดินและการทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ระยะยาว เพื่อสนับสนุนแนวทางพลังงานสะอาดที่สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ของบริษัท โดยมีความพร้อมที่จะเปิดการขายและเช่าที่ดินภายในปี 2026 นี้ ซึ่งการดำเนินงานของ ERIE ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ในการแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ในกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง