thansettakij
สหประชาชาติบนขอบเหวการเงิน วิกฤตใหญ่สุดรอบ 80 ปี ชาติสมาชิกค้างจ่าย
net-zero

สหประชาชาติบนขอบเหวการเงิน วิกฤตใหญ่สุดรอบ 80 ปี ชาติสมาชิกค้างจ่าย

In Brief

  • สหประชาชาติ (UN) กำลังเผชิญวิกฤตการเงินครั้งใหญ่ที่สุดในรอบ 80 ปี เนื่องจากรัฐสมาชิกจำนวนมาก โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา ค้างชำระค่าบำรุงเป็นยอดเงินสูงเป็นประวัติการณ์
  • การที่ชาติมหาอำนาจจงใจไม่ชำระหรือชำระล่าช้า ถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองและกดดันทางการเมืองต่อการดำเนินงานของ UN
  • วิกฤตสภาพคล่องส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภารกิจหลัก โดยเฉพาะปฏิบัติการรักษาสันติภาพที่ต้องลดขนาดและกำลังพลลงอย่างมาก รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เมื่อเร็วๆ นี้ อันโตนิโอ กูเตเรส เลขาธิการสหประชาชาติ ได้แจ้งให้ประเทศสมาชิกทราบว่าองค์กรกำลังเสี่ยงต่อ "การล่มสลายทางการเงินอย่างฉับพลัน" โดยอ้างถึงค่าธรรมเนียมที่ค้างชำระและกฎงบประมาณที่บังคับให้องค์กรระดับโลกต้องคืนเงินที่ไม่ได้ใช้ 

เลขาธิการสหประชาชาติ กล่าวถึงวิกฤตสภาพคล่องที่เลวร้ายลงขององค์กรนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นคำเตือนที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา และเกิดขึ้นในขณะที่สหรัฐอเมริกาซึ่งเป็นผู้สนับสนุนหลักขององค์กร กำลังถอยห่างจากระบบพหุภาคีในหลายด้าน

ขณะที่สหรัฐฯ ได้ลดเงินสนับสนุนโดยสมัครใจที่มอบให้แก่หน่วยงานของสหประชาชาติ และปฏิเสธที่จะจ่ายเงินตามข้อกำหนดของงบประมาณปกติและงบประมาณรักษาสันติภาพ

สหประชาชาติกำลังเผชิญกับบททดสอบที่รุนแรงที่สุดในรอบ 8 ทศวรรษ เมื่อองค์กรก้าวเข้าสู่ปีที่ 80 แห่งการก่อตั้งในปี 2025 สหประชาชาติไม่ได้อยู่ในการเฉลิมฉลอง แต่เผชิญกับสิ่งที่เลขาธิการอันโตนิโอ กูเตอร์เรส นิยามว่าเป็น "การวิ่งแข่งไปสู่ความล้มละลาย" (Race to Bankruptcy) วิกฤตการณ์ทางการเงินที่เกิดขึ้นในช่วงปี 2025

และต่อเนื่องไปยังปี 2026 ไม่ได้เป็นเพียงความติดขัดทางงบประมาณในระยะสั้น แต่เป็นผลลัพธ์ของความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน บวกับแรงกดดันทางภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ที่นำโดยนโยบาย "อเมริกาต้องมาก่อน" (America First) รอบที่สอง และการเกิดขึ้นของโครงสร้างความร่วมมือคู่ขนานที่ท้าทายความชอบธรรมขององค์กรโดยตรง

สภาวะสภาพคล่องที่วิกฤตนี้ส่งผลกระทบอย่างเป็นลูกโซ่ต่อภารกิจหลักขององค์กร ตั้งแต่การรักษาสันติภาพในพื้นที่ขัดแย้งที่เปราะบางที่สุด ไปจนถึงการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมแก่ประชากรหลายร้อยล้านคน รายงานฉบับนี้จะวิเคราะห์ในเชิงลึกเกี่ยวกับกลไกของวิกฤต ผลกระทบเชิงปฏิบัติการ กระบวนการปฏิรูปภายใต้แผนงาน UN80 และนัยสำคัญของการเปลี่ยนแปลงเชิงอำนาจที่อาจนำไปสู่การจัดระเบียบโลกใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง 

สถานะทางการเงินของสหประชาชาติ สิ้นปี 2025 ตกอยู่ในสภาวะที่อันตราย โดยมียอดค้างชำระเงินบำรุงงบประมาณปกติ (Regular Budget) จากรัฐสมาชิกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 1.586 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่าเมื่อเทียบกับยอดค้างชำระ ณ สิ้นปี 2024  วิกฤตการณ์นี้ถูกตอกย้ำด้วยข้อเท็จจริงที่ว่า เดือนธันวาคม 2025 มีรัฐสมาชิกเพียง 148 ประเทศจากทั้งหมด 193 ประเทศที่ชำระเงินบำรุงครบถ้วนตามพันธกรณีทางกฎหมาย ซึ่งหมายความว่าเกือบร้อยละ 23 ของรัฐสมาชิกกำลังละเลยต่อพันธสัญญาทางการเงินของตน 

ความรุนแรงของวิกฤตสภาพคล่องครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนทรัพยากรโลก แต่เกิดจากการ "จงใจ" ไม่ชำระหรือความล่าช้าในการชำระเงินจากประเทศผู้บริจาครายใหญ่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศสมาชิกถาวรของคณะมนตรีความมั่นคง (P5) การกระทำดังกล่าวมีนัยสำคัญทางภูมิรัฐศาสตร์ เนื่องจากเป็นการใช้กลไกทางการเงินเป็นเครื่องมือในการกดดันและแสดงความไม่พอใจต่อการดำเนินงานขององค์กร

ข้อมูลรวบรวมจากสถิติล่าสุดในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2025 และการคาดการณ์ต้นปี 2026 พบว่า ประเทศสมาชิก 

  • สหรัฐอเมริกา มียอดค้างชำระงบประมาณปกติ 1,495 - 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมหนี้สะสม 181% เมื่อเทียบกับงบประมาณที่ประเมินเเละชะลอการจ่ายตามนโยบายบริหาร
  • จีน192 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมหนี้สะสม  20% (ประมาณการการแบ่งงวดจ่าย) สถานะความยินยอมในการจ่าย มีการจ่ายล่าช้าเป็นงวดๆ ตลอดทั้งปี
  • รัสเซีย 72 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมหนี้สะสมไม่ระบุ สถานะความยินยอมในการจ่ายอ้างอิงปัญหาจากการคว่ำบาตรทางการเงิน
  • เวเนซุเอลา 38 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมหนี้สะสม 1,652% (สะสม 16 ปี) สถานะความยินยอมในการจ่าย คือการขาดความสามารถในการชำระ/ถูกระงับสิทธิออกเสียง
  • เม็กซิโก 20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมหนี้สะสม 51% สถานะความยินยอมในการจ่าย คือ ปัญหาทางเศรษฐกิจภายใน
  • อาร์เจนตินา 16 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมหนี้สะสมไม่ระบุ ปรับลดงบประมาณตามนโยบายเศรษฐกิจใหม่

วงจรแห่งความล้มละลาย

เกิดจากกฎระเบียบทางการเงินที่ล้าสมัย ภายใต้กฎระเบียบปัจจุบัน สหประชาชาติถูกบังคับให้ต้องคืนเงินส่วนเกินที่ใช้ไม่หมด (Unspent Credits) ให้แก่รัฐสมาชิกในปีถัดไป แต่ปัญหาคือ "เงินส่วนเกิน" เหล่านั้นมักเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีที่เกิดจากการที่องค์กรไม่สามารถใช้เงินได้ตามเป้าหมายเนื่องจากรัฐสมาชิกไม่จ่ายเงินสดเข้ามาจริง

ปี 2026 สหประชาชาติถูกกำหนดให้ต้องคืนเงินเครดิตเหล่านี้ถึง 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะไปหักลบจากเงินสดที่หามาได้ยากยิ่งอยู่แล้ว ส่งผลให้องค์กรมีเงินสดหมุนเวียนจริงไม่ถึงร้อยละ 90 ของงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ และหากสถานการณ์ยังไม่ได้รับการแก้ไข ยอดเงินคืนในปี 2027 อาจพุ่งสูงถึง 600 ล้านดอลลาร์ หรือร้อยละ 20 ของงบประมาณทั้งหมด ซึ่งจะนำไปสู่การล่มสลายของระบบการดำเนินงานปกติภายในเดือนกรกฎาคม 2026

ภารกิจรักษาสันติภาพของสหประชาชาติ (UN Peacekeeping Operations) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ที่เด่นชัดที่สุดของระเบียบโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง กำลังเผชิญกับการลดขนาดอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน งบประมาณรักษาสันติภาพสำหรับรอบปี 2025-2026 ได้รับอนุมัติที่ 5.38 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งลดลงจากปีก่อนหน้า  อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ยอดงบประมาณที่ลดลง แต่คือยอดค้างชำระเงินบำรุงภารกิจรักษาสันติภาพที่สูงถึง 3.7 พันล้านดอลลาร์ ณ เดือนตุลาคม 2025

การขาดแคลนเงินสดบีบให้เลขาธิการกูเตอร์เรสต้องออกคำสั่งฉุกเฉินในเดือนตุลาคม 2025 ให้ทุกภารกิจรักษาสันติภาพดำเนินมาตรการ "ประหยัดขั้นสูงสุด" ซึ่งรวมถึง

การปรับลดการใช้จ่ายร้อยละ 15 ทั่วทุกภารกิจ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความสามารถในการลาดตระเวน การสนับสนุนทางโลจิสติกส์ และการปฏิบัติการทางอากาศ

การส่งกลับกำลังพลรักษาสันติภาพร้อยละ 25 คาดการณ์ว่าพนักงานและทหารหมวกฟ้าประมาณ 1 ใน 4 ทั่วโลกจะต้องถูกถอนกำลังออกเนื่องจากไม่มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการดำเนินงานและการจ่ายเบี้ยเลี้ยง

การยุติสัญญาพนักงานท้องถิ่นและพนักงานระหว่างประเทศ เพื่อรักษาเงินสดไว้สำหรับการดำเนินงานที่จำเป็นที่สุดเท่านั้น

วิกฤตนี้ยังสร้างความตึงเครียดระหว่างสหประชาชาติและประเทศผู้ส่งกำลังพล (T/PCCs) เนื่องจากองค์กรมียอดค้างชำระค่าเช่าอุปกรณ์และค่าเบี้ยเลี้ยงทหารสูงถึง 333 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  มีการคาดการณ์ว่า หากปัญหานี้ไม่ได้รับการแก้ไข ประเทศสมาชิกที่ส่งกำลังพลหลักซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศกำลังพัฒนา อาจตัดสินใจถอนตัวจากการสนับสนุน ซึ่งจะทำให้ระบบรักษาสันติภาพพหุภาคีล่มสลายลงโดยพฤตินัย และเปิดทางให้กลุ่มติดอาวุธหรือมหาอำนาจภูมิภาคเข้ามาสร้างอิทธิพลแทน

ท่ามกลางวิกฤตการเงิน รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ผ่านนโยบาย "Humanitarian Reset" ซึ่งเป็นการรื้อฟื้นแนวทางการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมใหม่ทั้งหมด โดยลงนามในบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับสำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรม (OCHA) ในเดือนธันวาคม 2025

นโยบายนี้สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นของสหรัฐฯ ต่อประสิทธิภาพของหน่วยงานสหประชาชาติเป็นรายองค์กร โดยเปลี่ยนจากการให้เงินสนับสนุนโครงการย่อย (Projectized Grants) ไปสู่การใช้ "กองทุนสะสม" (Pooled Funds) ที่ OCHA เป็นผู้บริหารจัดการภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด

ส่งผลให้หน่วยงานสหประชาชาติ เช่น UNHCR และ WFP ซึ่งต้องปรับตัวอย่างหนักเพื่อเข้าถึงแหล่งเงินทุนใหม่นี้ องค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ท้องถิ่นอาจได้รับประโยชน์จากการเข้าถึงทุนสะสมได้ง่ายขึ้นตามเป้าหมายการกระจายความช่วยเหลือสู่ท้องถิ่น (Localization) แต่ในขณะเดียวกัน ภาพรวมของงบประมาณมนุษยธรรมโลกที่หดตัวลงหมายความว่าประชากรหลายสิบล้านคนอาจถูกทอดทิ้ง

ความท้าทายจาก Board of Peace

การก่อตั้ง Board of Peace (BoP) โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งเป็นการสร้างองค์กรระหว่างประเทศทางเลือกที่ทำงานนอกเหนือจากกลไกของสหประชาชาติ

Board of Peace ไม่ได้เป็นเพียงคณะทำงานเฉพาะกิจสำหรับวิกฤตกาซา แต่ถูกวางรากฐานให้เป็นสถาบันสร้างสันติภาพระดับโลกที่มีโครงสร้างแปลกใหม่ 

ผู้นำถาวร

ประธานาธิบดีทรัมป์ดำรงตำแหน่งประธานตลอดชีพ (Chairman for Life) โดยมีอำนาจวีโต้เพียงผู้เดียวเหนือการตัดสินใจทั้งหมดขององค์กร

โมเดลธุรกิจเพื่อสันติภาพ

ประเทศสมาชิกต้องจ่ายเงิน 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อเป็นสมาชิกถาวร หรือจ่ายรายปีตามเกรดที่กำหนด ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแนวคิดพหุภาคีนิยมแบบอุดมคติไปสู่รูปแบบ "การทำธุรกรรม" (Transactional Multilateralism)

สมาชิกภาพที่หลากหลาย

เดือนกุมภาพันธ์ 2026 มี 26 ประเทศยืนยันเข้าร่วม ซึ่งรวมถึงพันธมิตรของสหรัฐฯ เช่น อิสราเอล, ซาอุดีอาระเบีย, ฮังการี และตุรกี ขณะที่มหาอำนาจดั้งเดิมในยุโรปและเอเชีย เช่น ฝรั่งเศส, เยอรมนี และญี่ปุ่น ยังคงปฏิเสธเนื่องจากกังวลว่า BoP จะเข้ามาทำลายความชอบธรรมของคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ