

KEY
POINTS
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า ปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ของไทยไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตสุขภาพชั่วคราวอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นภาระเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นซ้ำและยืดเยื้อ โดยผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงช่วงฤดูหมอกควันระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมของทุกปี แต่ยังส่งผลต่อภาคเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิต และสุขภาพของประชาชนในระยะยาว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า ในช่วงปี 2557-2561 ความเสียหายที่สามารถประเมินได้จากผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและค่าใช้จ่ายในการป้องกันตนเองของภาคครัวเรือนมีมูลค่ามากกว่า 5,000 ล้านบาท สะท้อนว่าปัญหา PM2.5 ได้พัฒนาจากวิกฤตตามฤดูกาลไปสู่ปัญหาเรื้อรังที่สร้างต้นทุนทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง
รายงานระบุว่า สาเหตุที่ทำให้ปัญหา PM2.5 ของไทยยังคงยืดเยื้อ มาจากความไม่สอดคล้องเชิงโครงสร้าง 3 ด้าน ได้แก่ ความไม่สอดคล้องด้านราคา (Pricing Disconnect) ความไม่สอดคล้องด้านขีดความสามารถ (Capacity Disconnect) และความไม่สอดคล้องด้านการจัดสรรทรัพยากร (Allocation Disconnect) ซึ่งทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจมากที่สุด ไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ก่อมลพิษมากที่สุดเสมอไป เนื่องจากหมอกควันสามารถส่งผ่านผลกระทบข้ามพื้นที่ได้
ในด้านผลกระทบทางเศรษฐกิจ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยอ้างอิงผลการศึกษาที่พบว่า หากค่า PM2.5 เฉลี่ยรายเดือนเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมายังจังหวัดเชียงใหม่ลดลง 106,060 คน และกรุงเทพมหานครลดลง 659,368 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียโอกาสประมาณ 476 ล้านบาท และ 4,105 ล้านบาท ตามลำดับ ในช่วงปี 2557-2561
นอกจากนี้ ผู้ประกอบการโรงแรมในจังหวัดเชียงใหม่ระบุว่า สถานการณ์หมอกควันส่งผลให้อัตราการยกเลิกการจองเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า โดยผลกระทบที่รุนแรงที่สุดเกิดขึ้นในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปี 2567 ซึ่งทำให้อัตราการเข้าพักในย่านช้างคลานและไนท์บาซาร์ลดลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่ง
ขณะเดียวกัน ภาคครัวเรือนต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการป้องกันและลดผลกระทบจากมลพิษทางอากาศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยครัวเรือนในกรุงเทพมหานครมีค่าใช้จ่ายด้านหน้ากากอนามัย เครื่องฟอกอากาศ และค่าใช้จ่ายในการเข้ารับบริการด้านสุขภาพอยู่ที่ประมาณ 2,450-9,624 บาทต่อปี
ในด้านสุขภาพ หลักฐานทางวิชาการยืนยันว่าฝุ่น PM2.5 สามารถแทรกซึมลึกเข้าสู่ปอดและกระแสเลือด ส่งผลกระทบต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงระบบทางเดินหายใจ โดยประชากรในภาคเหนือที่ได้รับสัมผัสฝุ่นดังกล่าวมีอัตราเสี่ยงเป็นมะเร็งปอดอยู่ที่ประมาณ 1.0-1.4 เท่าของค่าฐาน
สำหรับแหล่งกำเนิดของปัญหา PM2.5 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ทั้งมลพิษในเขตเมืองจากภาคคมนาคมและภาคอุตสาหกรรม หมอกควันข้ามพรมแดน ไฟป่า และการเผาในพื้นที่เกษตรกรรม โดยในบทวิเคราะห์ฉบับนี้มุ่งเน้นไปที่ปัญหาฝุ่นตามฤดูกาลซึ่งการเผาชีวมวลยังคงเป็นสาเหตุสำคัญ อ้างอิงข้อมูลจากสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (GISTDA) และองค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA)
ในด้านความไม่สอดคล้องด้านราคา ศูนย์วิจัยกสิกรไทยระบุว่า การเผายังคงเป็นทางเลือกที่มีต้นทุนต่ำสำหรับการกำจัดเศษวัสดุทางการเกษตร เนื่องจากต้นทุนความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ได้ถูกสะท้อนกลับไปยังจุดตัดสินใจของผู้จุดไฟ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การเข้าถึงเครื่องจักรมีข้อจำกัด ค่าแรงอยู่ในระดับสูง หรือมีภูมิประเทศลาดชัน
ผลการศึกษาระดับจังหวัดในปี 2568 พบว่า PM2.5 ของไทยมีลักษณะกระจุกตัวเชิงพื้นที่และสามารถแพร่กระจายข้ามเขตจังหวัดได้ โดยจังหวัดที่มีการเผาในระดับจำกัด เช่น เชียงราย และกรุงเทพมหานคร ยังคงได้รับผลกระทบจากแหล่งกำเนิดมลพิษที่อยู่เหนือลมอย่างมีนัยสำคัญ
ด้านความไม่สอดคล้องด้านขีดความสามารถ ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า แม้หลายประเทศพัฒนาแล้วจะประสบความสำเร็จในการใช้หลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” แต่บริบทของไทยแตกต่างออกไป เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเผาในหลายพื้นที่เป็นเกษตรกรรายย่อยที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงเครื่องจักรและเงินทุน แม้จะมีทางเลือกที่สะอาดกว่า แต่ไม่สามารถลงทุนหรือเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวได้
ส่วนความไม่สอดคล้องด้านการจัดสรรทรัพยากร ศูนย์วิจัยกสิกรไทยอ้างอิงผลการศึกษาในปี 2567 ที่พบว่า การเผาในพื้นที่เกษตรกรรมลดลงร้อยละ 42 ในช่วงปี 2544-2563 ขณะที่การเผาในพื้นที่ป่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 240 สอดคล้องกับข้อมูลของ GISTDA ที่ระบุว่า พื้นที่ป่าคิดเป็นร้อยละ 52.5 ของจุดความร้อนทั้งหมดในปี 2568
อย่างไรก็ตาม มาตรการด้านงบประมาณในเดือนมกราคม 2568 ยังคงให้ความสำคัญกับการเผาในภาคเกษตรกรรมเป็นหลัก โดยมีการจัดสรรงบประมาณจำนวน 5,450 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนแนวทางเกษตรกรรมปลอดการเผา
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พบว่า งบประมาณจัดการ PM2.5 ของไทยมีลักษณะรวมศูนย์สูง โดยร้อยละ 96.2 ของงบประมาณทั้งหมดอยู่ภายใต้หน่วยงานส่วนกลาง และร้อยละ 89.2 กระจุกตัวอยู่ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ขณะที่มีงบประมาณเพียงร้อยละ 1.24 เท่านั้นที่จัดสรรตรงไปยังกลุ่มจังหวัดและจังหวัดที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเสนอว่า การแก้ไขปัญหา PM2.5 จำเป็นต้องปิดช่องว่างความไม่สอดคล้องทั้ง 3 ด้านควบคู่กันไป โดยในด้านราคา ควรมีระบบตรวจสอบย้อนกลับฝั่งผู้รับซื้อและสร้างแรงจูงใจในระดับโรงงานแปรรูปมากขึ้น รวมถึงปรับการใช้ทรัพยากรงบประมาณจำนวน 5,450 ล้านบาท ไปสู่การสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านการรับรองฝั่งผู้รับซื้อ
นอกจากนี้ ยังเสนอให้มองการแก้ปัญหาการเผาในฐานะการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานมากกว่าการให้เงินอุดหนุนรายปี พร้อมสนับสนุนกลไกการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อบริการระบบนิเวศ (Payment for Ecosystem Services: PES) ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายเครื่องจักรกลส่วนกลาง สหกรณ์อุปกรณ์ และระบบจัดเก็บเศษวัสดุเหลือใช้เพื่อนำไปผลิตพลังงานชีวมวล เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มความคุ้มค่าของแนวทางปลอดการเผาในระยะยาว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง