

KEY
POINTS
การเปิดซื้อขายไฟฟ้าผ่านสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง หรือ Direct Power Purchase Agreement (Direct PPA) ในปริมาณรวม 2,000 เมกะวัตต์ ระหว่างผู้ผลิตพลังงานกับผู้ใช้พลังงาน โดยส่งกระแสไฟฟ้าผ่านโครงข่ายสายส่ง (Grid) ของการไฟฟ้ามีเป้าหมายรวม 2,000 เมกะวัตต์ กำลังเป็นที่เฝ้าจับตาของบรรดานักลงทุนกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า และผู้สนใจลงทุนในในกลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยีระดับสูง อย่างศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่หรือดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center) และการลงทุนในอุตสาหกรรมสีเขียวที่ต้องการพลังงานสะอาด 100% ในกระบวนการผลิต เพื่อตอบสนองต่อมาตรการทางการค้าสากลและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
ที่ผ่านมาทางคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นในร่างหลักเกณฑ์ โครงการนำร่องการซื้อขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบการทำสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าได้โดยตรงผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) สำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) ไปตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568
ล่าสุดนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยืนยันว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ที่จะมีขึ้นในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 นี้ จะมีการนำเสนอร่างหลักเกณฑ์ฯดังกล่าว เสนอให้กพชซ.พิจารณาอนุมัติเห็นชอบประกาศใช้ หลังจากล่าช้ามานาน ในขณะที่นักลงทุนเรียกร้องให้มีผลการดำเนินงานโดยเร็ว
ทั้งนี้ Direct PPA ถือเป็นโครงการนำร่อง ที่จะเปลี่ยนโครงการการซื้อขายไฟฟ้าจากปัจจุบันที่มีการผูกขาดรายเดียว ไปสู่การซื้อขายไฟฟ้าเสรีมากขึ้น เป็นการเร่งขับเคลื่อนนโยบายเชิงรุก เพื่อตอบสนองต่อทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานโลก ถือเป็นหนึ่งในมาตรการเร่งด่วนในการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานหมุนเวียนของประเทศไทย ให้มีความทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มทุนข้ามชาติ โดยเฉพาะในกลุ่มศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่หรือดาต้าเซ็นเตอร์ (Data Center)
นโยบาย Direct PPA จึงเป็นมาตรการช่วยปลดล็อกข้อจำกัดเดิมๆ ในระบบโครงข่ายไฟฟ้าไทย โดยเปิดโอกาสให้ผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน สามารถส่งจ่ายและซื้อขายไฟฟ้าให้กับผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรงผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง หรือการเปิดให้ใช้ระบบสายส่งของการไฟฟ้า (Third Party Access: TPA) ซึ่งมาตรการนี้จะกลายเป็นแม่เหล็กสำคัญในการดึงดูดบริษัทชั้นนำระดับโลกที่ตั้งเงื่อนไขเข้มงวดในการใช้พลังงานหมุนเวียนในการดำเนินธุรกิจ
“กระทรวงพลังงานได้ทำการศึกษาข้อดีข้อเสียร่วมกับ กกพ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อกำหนดอัตราค่าบริการการใช้ระบบสายส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้า (Wheeling Charge) ให้มีความเหมาะสม เป็นธรรม และไม่ส่งผลกระทบต่อภาระค่าไฟฟ้าโดยรวมของภาคประชาชนทั่วไปที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ เนื่องจากการเปิดให้ซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างเอกชนกับเอกชนจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดการผลักภาระต้นทุนคงที่ของระบบไฟฟ้าเดิมไปสูผู้บริโภครายย่อย” นายเอกนัฏ ระบุ
ส่วนการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 ฉบับปรับปรุงใหม่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จะเร่งให้คณะอนุกรรมการจัดทำแผนพีดีพี ให้แล้วเสร็จภายในเดือนมิถุนายน 2569 นี้ เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือ กบง. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบภายในเดือนกรกฎาคม 2569 นี้ เนื่องจากมีความล่าช้ามาหลายปี
หลังจากผ่านการพิจารณาของ กบง. เรียบร้อยแล้ว กระทรวงพลังงานจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการ และประชาชนทั่วไป เพื่อนำข้อเสนอแนะมาปรับปรุงให้แผนมีความสมบูรณ์และรอบด้านมากที่สุด โดยคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นและสามารถประกาศมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการได้ภายในไตรมาสที่ 4 ของปี 2569 ซึ่งจะทำให้ทิศทางการลงทุนด้านพลังงานของประเทศมีความชัดเจนในระยะยาว และตอบโจทย์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือ Net Zero ของประเทศภทยในปี 2593 ได้
จากคอลัมน์ Circular Economy ชีวิตดี เริ่มที่เรา โดย : กรีนเดย์ ในหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง