thansettakij
thansettakij
‘กลุ่ม SCG’ อัดงบ 1,169 ล้าน ปูพรม 8 โปรเจ็กต์ ลุยพลังงานแสงอาทิตย์

‘กลุ่ม SCG’ อัดงบ 1,169 ล้าน ปูพรม 8 โปรเจ็กต์ ลุยพลังงานแสงอาทิตย์

11 มิ.ย. 69 | 07:36 น.
อัปเดตล่าสุด :11 มิ.ย. 69 | 07:56 น.

กลุ่มเอสซีจี เร่งเดินหน้าเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน อัดงบ 1,169 ล้านบาท ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ 8 โครงการ ทั้งในรูปแบบโซลาร์ฟาร์ม โซลาร์รูฟท็อป และระบบกักเก็บพลังงาน ปูพรมติดตั้งในฐานการผลิตหลักกลุ่มปูนซีเมนต์ เซรามิก นวโลหะ และกระดาษคราฟท์ สู่ Net Zero

KEY

POINTS

  • กลุ่ม SCG ลงทุน 1,169 ล้านบาท เพื่อดำเนินโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 8 โครงการ
  • โครงการทั้งหมดมีกำลังการผลิตติดตั้งรวม 46.3 เมกะวัตต์ ประกอบด้วยโซลาร์ฟาร์มและโซลาร์รูฟท็อป
  • โครงการครอบคลุมโรงงานในกลุ่มธุรกิจหลัก เช่น ปูนซีเมนต์ เซรามิก และกระดาษ เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนและลดต้นทุน

เอสซีจี (SCG) ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการนำพาองค์กรไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2593 โดยมีการวางหมุดหมายระยะกลางที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกใน Scope 1 และ Scope 2 ลงให้ได้ 25% ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2563 โดยจะลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากระดับ 34.24 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีในปีฐาน ให้เหลือเพียง 25.68 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปีภายในปี 2573

‘กลุ่ม SCG’ อัดงบ 1,169 ล้าน ปูพรม 8 โปรเจ็กต์ ลุยพลังงานแสงอาทิตย์

จากผลการดำเนินงานในไตรมาสแรก ปี 2569 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริงอยู่ที่ 7.41 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งถือว่าบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนเป็นการเร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ให้ถึง 35% - 40% ภายในปี 2569 ควบคู่ไปกับการยกระดับการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก (Alternative Fuels) ในสัดส่วน 30-45% เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันด้านต้นทุนในระยะยาว

เปิด 8 โปรเจ็กต์โซลาร์ 46.3 MW ลงทุน 1.17 พันล้าน

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า กลุ่มของ เอสซีจี ได้ยื่นเรื่องมายัง กกพ. เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบกิจการผลิตไฟฟ้า จำนวน 8 โครงการ ส่วนใหญ่ยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice: CoP) เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาออกใบอนุญาต สำหรับโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน(โซลาร์ฟาร์ม) และบนหลังคา (โซลาร์รูฟท็อป) มีกำลังการผลิตติดตั้งรวมกันทั้งสิ้น 46.296 เมกะวัตต์ (MW) ใช้เงินลงทุนรวม 1,169.52 ล้านบาท

‘กลุ่ม SCG’ อัดงบ 1,169 ล้าน ปูพรม 8 โปรเจ็กต์ ลุยพลังงานแสงอาทิตย์

ครอบคลุมอุตสาหกรรมหลักในเครือเอสซีจี ไม่ว่าจะเป็น โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) ส่วนขยาย ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (แก่งคอย) จำกัด มีกำลังการผลิตติดตั้งถึง 10.046 เมกะวัตต์ (MWp) ใช้เงินลงทุนประมาณ 240 ล้านบาท ซึ่งปัจจุบันโครงการดังกล่าวกำลังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำรายงานและขออนุญาต เมื่อโครงการส่วนขยายนี้ดำเนินการเสร็จสิ้น จะทำให้โรงงานแก่งคอยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์รวมทั้งสิ้น 28.756 เมกะวัตต์ หลังจากที่เฟสแรกขนาด 18.710 เมกะวัตต์ ได้เริ่มผลิตไฟฟ้าจำหน่ายให้แก่โรงงานไปแล้วตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567

ขณะเดียวกันในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นฐานการผลิตปูนซีเมนต์ที่สำคัญ เอสซีจีได้ดำเนินโครงการติดตั้ง Solar Farm และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) โรงงานมอร์ตาร์ (Mortar Cement) ของบริษัท ปูนซีเมนต์ไทย (ท่าหลวง) จำกัด ในพื้นที่ตำบลเขาวง อำเภอพระพุทธบาท สระบุรี มีกำลังการผลิตติดตั้ง 4.027 เมกะวัตต์ และติดตั้งแบตเตอรี่ชนิด LFP (Lithium iron phosphate) ขนาด 2 เมกะวัตต์ชั่วโมง เพื่อช่วยลดความผันผวนและเพิ่มเสถียรภาพในการจ่ายไฟฟ้าให้กับโรงงาน ใช้งบลงทุนราว 120.05 ล้านบาท

‘กลุ่ม SCG’ อัดงบ 1,169 ล้าน ปูพรม 8 โปรเจ็กต์ ลุยพลังงานแสงอาทิตย์

ต่อเนื่องด้วยโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ปูนซีเมนต์ไทย (ท่าหลวง 5) ในพื้นที่อำเภอบ้านหมอ จังหวัดสระบุรี บนเนื้อที่กว่า 47 ไร่ โครงการนี้มีกำลังการผลิตติดตั้ง 8.017 เมกะวัตต์ ใช้งบลงทุน 198.25 ล้านบาท มุ่งเน้นการผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในโรงงานเพื่อลดต้นทุนการผลิตและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม รวมถึงโครงการพัฒนา Solar Farm สำหรับโรงงานปูนซิเมนต์ขาว (WCC) ในพื้นที่ตำบลเขาวง จังหวัดสระบุรี ซึ่งมีกำลังการผลิตติดตั้ง 4.027 เมกะวัตต์ ใช้งบประมาณ 108.11 ล้านบาท

อีกทั้ง การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ได้ขยายผลไปยังอุตสาหกรรมเซรามิกผ่านบริษัท เอสซีจี เซรามิกส์ จำกัด (มหาชน) ในอำเภอหนองแค จังหวัดสระบุรี ด้วยการติดตั้งระบบ Solar Farm ขนาด 5.017 เมกะวัตต์ ใช้งบประมาณ 98.1 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ นวโลหะไทย (ATTG) ใช้เงินลงทุนถึง 243 ล้านบาท ติดตั้งบนพื้นที่กว่า 47 ไร่ ในจังหวัดสระบุรี โครงการนี้มีขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 10.042 เมกะวัตต์ เอสซีจียังให้ความสำคัญกับการใช้พื้นที่หลังคาโรงงานผ่านโครงการ Solar Rooftop เฟส 3 ของบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ขนาด 0.972 เมกะวัตต์ ใช้งบลงทุน 30 ล้านบาท เมื่อรวมกับเฟส 1 และ 2 ที่เปิดดำเนินการไปก่อนหน้านี้ จะทำให้โรงงานลำปางมีกำลังผลิตรวมถึง 4.354 เมกะวัตต์

รวมถึงโครงการติดตั้งระบบ Solar Rooftop ของบริษัท สยามคราฟท์อุตสาหกรรม จำกัด ในจังหวัดกาญจนบุรี บนพื้นที่หลังคาอาคาร PM 4, 5 และ 8, 9 รวมกว่า 11.48 ไร่ โดยติดตั้งแผงโซลาร์จำนวน 6,532 แผง มีกำลังการผลิต 4.148 เมกะวัตต์ และใช้งบประมาณลงทุน 132.1 ล้านบาท

‘กลุ่ม SCG’ อัดงบ 1,169 ล้าน ปูพรม 8 โปรเจ็กต์ ลุยพลังงานแสงอาทิตย์

ดันเชื้อเพลิงทางเลือก-Heat Battery ลดพึ่งฟอสซิล

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า บริษัทให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อรับมือกับความผันผวนของสถานการณ์พลังงานโลก ในปี 2569 บริษัทมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก (Alternative Fuels-AF) จากการใช้เชื้อเพลิงขยะ (RDF) และชีวมวลให้ถึง 30-45% ควบคู่ไปกับการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy - RE) ให้แตะระดับ 35-40% ผ่านการขยายโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ และการนำความร้อนทิ้งจากกระบวนการผลิตมาผลิตไฟฟ้า (Waste Heat Generator)

ทั้งนี้ ในไตรมาสที่แรกปี 2569 เอสซีจีใช้เชื้อเพลิงทางเลือกคิดเป็นสัดส่วน 22.3 % ของพลังงานความร้อนทั้งหมดในทุกธุรกิจ และ 29.97% สำหรับธุรกิจซีเมนต์ ในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันโรงงานปูนซิเมนต์ ที่อำเภอทุ่งสง สามารถใช้เชื้อเพลิงทางเลือกได้ถึง 55% แล้ว

อีกทั้ง นำเทคโนโลยีแบตเตอรี่กักเก็บความร้อน (Heat Battery) ที่ร่วมกับพันธมิตรระดับโลกอย่าง Rondo มาใช้ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีกักเก็บพลังงานในรูปความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงกว่าแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนถึง 2 เท่า และได้มีการติดตั้งใช้งานแล้วที่โรงงาน ปูนซีเมนต์ในจังหวัดสระบุรี