

KEY
POINTS
ประสบการณ์ของประเทศสมาชิกใหม่และประเทศผู้สมัครสมาชิก OECD สะท้อนทั้งโอกาสในการขับเคลื่อนการปฏิรูปและอุปสรรคเชิงระบบที่ไทยสามารถนำมาใช้เป็นบทเรียนเชิงเปรียบเทียบ
คอสตาริกาเป็นประเทศกำลังพัฒนาในภูมิภาคลาตินอเมริกาที่มีชื่อเสียงระดับโลกในด้านโมเดลเศรษฐกิจสีเขียว โดยเป็นประเทศเขตร้อนประเทศแรกที่สามารถหยุดยั้งและพลิกฟื้นกระบวนการตัดไม้ทำลายป่าได้สำเร็จผ่านการประกาศพื้นที่คุ้มครองและการริเริ่มโครงการจ่ายค่าบริการทางสิ่งแวดล้อม (PPSA) ส่งผลให้พื้นที่ป่าไม้เพิ่มขึ้นครอบคลุมเกือบร้อยละ 60 ของประเทศ
นอกจากนี้ คอสตาริกาสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนได้เกือบร้อยละ 100 ของความต้องการใช้ในประเทศ. อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD คอสตาริกายังคงเผชิญช่องว่างและข้อเสนอแนะในการปรับปรุงนโยบายสิ่งแวดล้อมที่สำคัญหลายประการ
ข้อผูกพันและการรายงานผลหลังการเข้าสมาชิก (Post-Accession): ภายหลังการยอมรับเข้าเป็นสมาชิก คอสตาริกาต้องส่งรายงานความคืบหน้าเชิงเทคนิคต่อคณะกรรมการ EPOC อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติตามตราสารทางกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมจำนวน 9 ฉบับที่ขอผ่อนผันกรอบเวลาดำเนินงาน
ปัญหาการจัดการขยะที่ล่าช้า: ภาคการจัดการขยะของคอสตาริกายังคงพึ่งพาการฝังกลบเป็นหลักและมีอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกองขยะที่สูงขึ้นตามจำนวนประชากร
การประเมินนโยบายกำกับดูแล (iREG) รายงานดัชนีนโยบายและธรรมาภิบาลการกำกับดูแลกฎหมาย (iREG) ในปี พ.ศ. 2567 ชี้ว่า คอสตาริกาได้รับคะแนนเพียง 0.4 จากคะแนนเต็ม 4.0 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของ OECD ที่ระดับ 2.3 อย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนถึงปัญหาในระบบการประเมินผลกระทบทางกฎหมาย (RIA) และการขาดการกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างสีเขียวของภาครัฐ
อินโดนีเซีย เป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่เข้าสู่กระบวนการเจรจาสมาชิกภาพพร้อมกับประเทศไทย รายงานการวิเคราะห์ช่องว่างทางกฎหมาย (Regulatory Gap Analysis) โดยสถาบันวิจัยกฎหมายสิ่งแวดล้อมแห่งอินโดนีเซีย (ICEL) และศูนย์การศึกษาเศรษฐกิจและกฎหมาย (CELIOS) ในปี พ.ศ. 2568 ได้เปิดเผยข้อจำกัดเชิงสถาบันที่รุนแรง
อินโดนีเซียยังคงมีการอุดหนุนราคาถ่านหินเพื่ออุตสาหกรรมในประเทศ ซึ่งเป็นการบิดเบือนกลไกตลาดและขัดต่อหลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายของ OECD อย่างชัดเจน นอกจากนี้ การผูกขาดระบบส่งไฟฟ้าโดยรัฐวิสาหกิจ PLN ถือเป็นอุปสรรคขัดต่อหลักการการแข่งขันที่เป็นธรรม (Competitive Neutrality) ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน
การดำเนินโครงการเชิงยุทธศาสตร์ชาติ (PSN) มักใช้การตัดสินใจจากบนลงล่างและขาดกระบวนการขอความยินยอมล่วงหน้าจากกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่น (FPIC) ส่งผลให้เกิดข้อพิพาทด้านที่ดินและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่เหมืองแร่และโรงไฟฟ้าถ่านหิน
กฎหมายพลังงานของอินโดนีเซียไม่ได้ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการศึกษาวิจัยแบบสหวิทยาการที่เชื่อมโยงมิติเชิงนิเวศวิทยาและสังคมเข้าด้วยกัน
ขณะเดียวกัน ระบบความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนาอย่างเป็นทางการ (ODA) ของประเทศยังขาดเกณฑ์ที่ชัดเจนในการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียว
สมาชิกเดิมอย่าง ญี่ปุ่น ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการแยกการเติบโตทางเศรษฐกิจออกจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และมลพิษทางอากาศตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 2000
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพลังงานของญี่ปุ่นยังคงพึ่งพาฟอสซิลสูงถึงร้อยละ 85 ในปี พ.ศ. 2566 เนื่องจากกระบวนการเริ่มต้นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่ภายหลังภัยพิบัติฟุกุชิมะมีความล่าช้า
มิติด้านขยะ ญี่ปุ่นมีปริมาณขยะมูลฝอยต่อหัวประชากรต่ำกว่าค่าเฉลี่ย OECD อย่างมาก แต่สัดส่วนการรีไซเคิลขยะกลับอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณร้อยละ 20 เนื่องจากเน้นการกำจัดด้วยการเผาเพื่อผลิตพลังงานความร้อน นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังคงมีการอุดหนุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับเรือประมงและการอุดหนุนภาคเกษตรกรรมแบบผูกติดกับปริมาณผลผลิต ซึ่งถือเป็นนโยบายที่มีความเสี่ยงต่อความเสื่อมโทรมของระบบนิเวศทางทะเลและดิน
โอกาสครบรอบ 30 ปีของการเป็นสมาชิก OECD ในปี พ.ศ. 2569 ผลการประเมินชี้ว่า แม้เกาหลีใต้จะสามารถพัฒนามาตรฐานความเป็นอยู่และความปลอดภัยสาธารณะได้ดีเยี่ยม แต่คะแนนตัวชี้วัดด้าน "ทุนทางธรรมชาติ" (Natural Capital) ของประเทศยังคงอยู่ในเกณฑ์ต่ำเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ โดยเฉพาะอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวประชากรที่ยังคงทรงตัวในระดับสูง ซึ่งสะท้อนถึงความยากลำบากในการปฏิรูปโครงสร้างอุตสาหกรรมหนักแบบดั้งเดิมให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง