
ไทยกับความท้าทาย เปลี่ยนผ่านพลังงาน
ไทยกับความท้าทาย เปลี่ยนผ่านพลังงาน : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,209 วันที่ 14 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569
KEY
POINTS
- ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายในการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด จากแรงกดดันของวิกฤตพลังงานโลก และทิศทางการลงทุนในพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นทั่วโลก
- ไทยเผชิญความท้าทายสำคัญ 3 ด้านพร้อมกัน ได้แก่ ภัยพิบัติสภาพอากาศรุนแรง, การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และ ภารกิจ Net Zero ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง
- ความล่าช้าในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ฉบับใหม่ ทำให้ทิศทางพลังงานของประเทศขาดความชัดเจน สวนทางกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่ซับซ้อน และเพิ่มขึ้นจากดาต้าเซ็นเตอร์และยานยนต์ไฟฟ้า (EV)
วิกฤตการณ์ปิดช่องแคบฮอร์มุซจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ที่กำลังสั่นคลอนระบบพลังงานโลกในเวลานี้ มิใช่เพียงสัญญาณเตือนภัยระยะสั้น แต่คือ “จุดเปลี่ยนผ่าน” ครั้งสำคัญที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตนํ้ามันยุค 1970 ที่บังคับให้ทุกประเทศต้องเลือกเส้นทางเดินใหม่อย่างไร้ทางเลี่ยง
รายงาน World Energy Investment 2026 ของสำนักงานพลังงานสากล (IEA) ระบุว่า เม็ดเงินลงทุนทั่วโลกกว่า 2.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ กำลังไหลบ่าเข้าสู่พลังงานสะอาด สะท้อนชัดเจนว่า เรื่องนี้ไม่ใช่แค่เกณฑ์ชี้วัดด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือ ความอยู่รอดและความมั่นคงสูงสุดของแต่ละประเทศ
สำหรับประเทศไทยในปี 2569 นี้ กำลังยืนอยู่บนทางแยกท่ามกลางพายุสามลูก ตามคำเตือนของ องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development) หรือ OECD ทั้งภัยพิบัติสภาพอากาศที่รุนแรง การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และภารกิจ Net Zero ปี 2050 ที่รัฐบาลเร่งสปีดให้เร็วขึ้นอีก 15 ปี โจทย์หินเหล่านี้รุมเร้าเข้ามาพร้อมกันในจังหวะที่เครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยยังเปราะบาง
ในขณะที่พลังงานไทยยังไร้ทิศทาง จากความล่าช้าในการจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 ที่มีการทบทวนใหม่ เมื่อมีการปรับเปลี่ยนรัฐบาล สวนทางกับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น จากการหลั่งไหลเข้ามาของโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่อย่าง Data Center ขนาดใหญ่ และ กระแสยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่คาดว่าจะทะยานสู่ 13.55 ล้านคันในอนาคต จนเปลี่ยนโครงสร้างพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (Peak) จากช่วงบ่ายไปสู่กลางดึก ซึ่งต้องการระบบ Smart Charge และความเสถียรของโครงข่ายไฟฟ้าขั้นสูง ที่ยังต้องรอการพัฒนา
ทว่า สิ่งที่ OECD เตือนและไทยมักละเลยคือ ต้นทุนซ่อนเร้น จากภัยพิบัติธรรมชาติที่อาจกัดเซาะเศรษฐกิจไทยถึง 4% ของ GDP ต่อปีภายในปี 2593 หากไร้แผนรับมืออย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะวิกฤตการณ์กรุงเทพฯ จมนํ้าจากระดับนํ้าทะเลสัมพัทธ์ที่เพิ่มขึ้นถึงปีละ 32 มิลลิเมตร
ยิ่งไปกว่านั้น การปฏิรูปภาคเกษตรกรรมและป่าไม้ ที่ตั้งเป้าในการกักเก็บคาร์บอน 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี 2593 จะสามารถดำเนินการตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่ รวมถึงความล่าช้าของการออก พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่จะมาเป็นกลไกในการรับมือกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดูเหมือนยังไม่มีทางออกว่าจะนำมาใช้ได้เมื่อใด
ดังนั้น ในช่วงการเปลี่ยนผ่านพลังงาน สิ่งที่รัฐบาลจะดำเนินการได้เร็วที่สุด คือ การเร่งประกาศใช้แผนพีดีพีฉบับใหม่ให้เร็วที่สุด เพื่อมากำหนดทิศทางพลังงานและการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ ว่าจะไปทิศทางใด และสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ตามเป้าหมายที่วางไว้หรือไม่
บทเรียนจากอดีตชี้ชัดว่า ผู้ที่ปรับตัวได้เร็วที่สุดในวิกฤตพลังงานเท่านั้นที่จะเป็นผู้กุมความได้เปรียบในระเบียบเศรษฐกิจใหม่ การลังเลหรือผัดวันประกันพรุ่ง เพราะความกลัวต่อต้นทุนการเปลี่ยนผ่านในวันนี้ อาจหมายถึงการต้องจ่ายราคาที่แพงกว่ามหาศาลในอนาคต
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,209 วันที่ 14 - 17 มิถุนายน พ.ศ. 2569






