
ประธานสภาอุตฯชำแหละผลงานรัฐบาลอนุทิน 2 เดือน สอบผ่านหรือไม่
ส.อ.ท.ประเมินรัฐบาลอนุทิน 2 เดือนแรก ให้คะแนนบวกรับมือวิกฤตพลังงาน-ดันส่งออกโตต่อเนื่อง พร้อมหนุนเดินหน้า PDP 2026-Direct PPA ลดต้นทุนธุรกิจ ชี้ส่งสัญญาณบวกชัดเจน
KEY
POINTS
- ประธาน ส.อ.ท. มองว่ารัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงานได้ดี สามารถบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนและค่าครองชีพ พร้อมวางรากฐานพลังงานสะอาดในระยะยาว
- สามารถผลักดันการส่งออกให้เติบโตต่อเนื่อง และรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติได้ดี ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
- จุดเด่นที่สำคัญคือการให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ผ่านการรื้อฟื้นกลไกความร่วมมือต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูลประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการบริหารประเทศไทยของรัฐบาลอนุทินว่า หากประเมินการทํางานของรัฐบาลในช่วง 2 เดือนแรก ต้องถือว่ารัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ในจังหวะที่ยากมาก เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ
ปัจจัยใน-นอกประเทศรุมเร้า
โดยปัจจัยภายนอกมีทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรา 301 ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคส่งออกไทยต้องติดตามอย่าง ใกล้ชิด
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังมีหลายเรื่องที่กดดันภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ ทั้งต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง กําลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ ปัญหาสภาพคล่องของเอสเอมอี (SMEs) การเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น และการแข่งขันจากสินค้านําเข้าราคาตํ่าหรือสินค้าทุ่มตลาด ซึ่งกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก
ในมุมภาคเอกชน การประเมินรัฐบาลช่วง 2 เดือนแรกควรมองอย่างเป็นธรรมว่า รัฐบาลไม่ได้ทํางานในภาวะปกติ แต่กําลังบริหารเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และข้อจํากัดด้านงบประมาณภายในประเทศ
สำหรับประเด็นที่ให้คะแนนดีในการดําเนินงานของรัฐบาลในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ประกอบด้วย
รับมือวิกฤตพลังงาน-ลดผลกระทบต่อต้นทุน
ประเด็นแรกที่ต้องให้เครดิตรัฐบาล คือการรับมือกับวิกฤตพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนสําคัญ ของทั้งภาคประชาชนภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลมีความพยายามบริหาร จัดการปัญหาการขาดแคลนนํ้ามัน การกระจายปริมาณนํ้ามันเข้าสู่ระบบ การเตรียม สํารองนํ้ามัน และการใช้มาตรการเพื่อลดความตื่นตระหนกในตลาด
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังออกมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพ เช่น การดูแลค่าไฟฟ้าสําหรับประชาชนบางส่วน การลดภาระราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และการประคองต้นทุนพลังงาน เพื่อไม่ให้ต้นทุนถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ เร็วเกินไป
อีกหนึ่งทิศทางเชิงบวก คือ การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งไม่ใช่เพียงมาตรการ ช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะสั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสําคัญของการลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว โดยหากรัฐบาลสามารถขยายผลไปสู่ภาคธุรกิจและ SMEs ให้สามารถติดตั้งระบบ ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง รวมถึงเปิดทางให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้ จะช่วยลด ภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการไทย
อีกทั้งการที่กระทรวงพลังงานเดินหน้าขับเคลื่อนแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้า ของประเทศ หรือ PDP 2026 ซึ่งคาดว่าจะประกาศได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ถือเป็นกรอบสําคัญในการวางโครงสร้างพลังงานระยะยาวของประเทศ ทั้งในด้านความมั่นคง ทางพลังงาน การบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้า และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและ พลังงานสะอาด ควบคู่กับการผลักดันสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างเอกชน (Direct PPA) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมไทย และรองรับ กติกาการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อมในระยะต่อไป
พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้าน บรรเทาผลกระทบ-ปรับโครงสร้างพลังงาน
สำหรับการออก พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาทซึ่งในมุมภาคเอกชนถือ เป็นเครื่องมือทางการคลังที่มีความสําคัญในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจไทย กําลังเผชิญทั้งแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่มีข้อจํากัดในการรับ แรงกดดันได้จํากัด
จุดที่ควรให้คะแนนดีคือ รัฐบาลมองเงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือ ระยะสั้น แต่มีส่วนหนึ่งใช้เพื่อการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาวด้วย นอกจากนี้ ระบบและ Application ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัสยังได้รับความชื่นชมจาก ประชาชนและร้านค้าค่อนข้างมากในการเข้าใช้งานได้สะดวก
การขับเคลื่อนการส่งออกให้ขยายตัวต่อเนื่อง
การขับเคลื่อนการส่งออกนั้น กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือว่าทำได้ดี สามารถผลักดันให้การส่งออกไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้ เศรษฐกิจโลกจะยังมีความผันผวนสูง โดยล่าสุดการส่งออกไทยเดือนเมษายน 2569 มี มูลค่า 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 23.1%YoY และขยายตัวต่อเนื่องเป็น เดือนที่ 22
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ภาคส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์สําคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงสินค้า เกษตรและอาหารบางรายการ ซึ่งยังมีความต้องการจากตลาดต่างประเทศ
รักษาความเชื่อมั่นด้านการลงทุน-เครดิตประเทศ
แนวโน้มการลงทุนที่ยังขยายตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะคําขอรับการส่งเสริม การลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังมองเห็นศักยภาพของประเทศไทย ทั้งในด้านฐานการผลิตโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทาน และความพร้อม ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล Data Center (ศูนย์ข้อมูล) อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
อย่างไรก็ดี ส่วนหนึ่งมาจากการที่ไทยสามารถรักษาความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ดีในเวทีโลก ทําให้ไทยยังเป็นฐานการผลิตที่น่าสนใจในช่วงที่โลกแบ่งขั้วมากขึ้น ขณะเดียวกัน การ เดินสายดึงดูดการลงทุนของทีมไทยแลนด์ก็มีส่วนช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศ
นอกจากนี้ อีกสัญญาณที่เป็นบวกคือแนวโน้มเครดิตของประเทศไทยที่ถูกปรับกลับมาเป็น Stable หรือมีเสถียรภาพ จากเดิมที่เป็น Negative หรือเชิงลบ ซึ่งช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นของ นักลงทุนและตลาดการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศเผชิญแรงกดดันด้านหนี้ สาธารณะและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
การขับเคลื่อนความร่วมมือรัฐ-เอกชน
นางพิมพ์ใจกล่าวต่อไปอีกว่า ประเด็นที่สําคัญที่สุดในมุมภาคเอกชน คือรัฐบาลชุดนี้ให้ความสําคัญกับการทํางานร่วม ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนให้คะแนนดีเพราะใน ภาวะเศรษฐกิจผันผวน รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ฝ่ายเดียว จําเป็นต้องมี กลไกการรับฟังและร่วมตัดสินใจจากภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด
สำหรับตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การรื้อฟื้นกลไก กรอ., การตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทาง ขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์, การตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้าน การทุจริต และการเปิดให้ กกร. เข้าไปร่วมในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งถือ เป็นสัญญาณที่ดีของการทํางานร่วมกันอย่างบูรณาการ
และที่สําคัญคือ การร่วมกับทุกภาคส่วนในการปรับโครงสร้างประเทศเพื่อมุ่งสู่ เป้าหมายการเป็นสมาชิกOECD ซึ่งเป็นโอกาสสําคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การ เป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง
การทํางาน 2 เดือนแรกของรัฐบาล มีทิศทางการดําเนินงานเชิงบวก ทั้งในมิติของการแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว โดยเฉพาะด้านพลังงานการ ส่งออก และการลงทุน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสําคัญต่อการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ภาคเอกชน ส.อ.ท. จะสนับสนุนการทํางานของภาครัฐ เพื่อร่วมกันยกระดับขีดความสามารถใน การแข่งขันของประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน
หอการค้ามองจุดแข็งรัฐบาลเสถียรภาพทางการเมือง
ด้านดร.วิศิษฐ์ ลิ้มลือชา รองประธานกรรมการหอการค้าไทย และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า การประเมินภาพรวมการทำงานของรัฐบาลใหม่ในช่วง 2 เดือนแรก พบว่าจุดแข็งสำคัญคือ “เสถียรภาพทางการเมือง” ซึ่งรัฐบาลสามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมได้โดยไม่มีความขัดแย้งที่รุนแรงจนขัดขวางการบริหารราชการแผ่นดิน
ปัจจัยนี้ถือเป็นเรื่องดีที่ช่วยพยุงให้เศรษฐกิจที่เดิมอยู่ในภาวะไม่สู้ดีนัก ให้ไม่แย่ไปกว่าเดิมและสามารถเดินหน้าต่อไปได้ แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ระหว่างประเทศที่เข้มข้น ทั้งปัญหาจากสงครามในตะวันออกกลางและการเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ ที่อยู่ในช่วงรอยต่อสำคัญพอดี
“ชื่นชมการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าของรัฐบาล ที่สามารถคุมวิกฤตพลังงานได้ และในมุมมองภาคเอกชนเห็นว่า รัฐบาลพยายามอย่างเต็มที่ในการแก้ไขปัญหาระดับนานาชาติ โดยเฉพาะการบริหารจัดการพื้นฐานไม่ให้เกิดภาวะ “ขาดแคลนพลังงาน” ทั้งน้ำมัน แก๊ส และผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีในกลุ่มพลาสติก ซึ่งปัจจุบันยังมีความชัดเจนว่าไม่มีภาวะขาดแคลนเกิดขึ้น แม้ราคาจะขยับขึ้นตามตลาดโลกซึ่งเป็นปัจจัยที่ควบคุมยาก”
นอกจากนี้ ท่าทีที่เอาจริงเอาจังในการแก้ปัญหาวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ทั้งเรื่องตะวันออกกลางและการค้ากับสหรัฐฯ ถือเป็นผลงานที่โดดเด่นและแสดงถึงความตั้งใจในการทำงาน แต่ต้องจับตาสหรัฐฯ กับมาตรากดดันการค้าไทยอย่างใกล้ชิด
โดยสิ่งที่ภาคเอกชนยังแสดงความกังวลคือ มาตรการการค้าของสหรัฐฯ ภายใต้อำนาจของ “โดนัล ทรัมป์” ในเรื่องกำแพงภาษี 10% ที่จะหมดลงในเดือนกรกฎาคมนี้ ซึ่งมีความเสี่ยงสูงที่อาจจะมีมาตราอื่นมาใช้กดดันแทน เช่น มาตรา 301 หรือมาตรา 232 โดยเฉพาะมาตรา 301 ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นสิทธิแรงงาน เรียกว่าเป็นเรื่องใหญ่และกดดันคู่ค้าทั่วโลกรวมถึงไทย และในเรื่องนี้รัฐบาลต้องมีแนวทางเจรจาที่ชัดเจน และอาจจำเป็นต้อง “แลกเปลี่ยนทางการค้า” เนื่องจากไทยยังเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ อยู่ในระดับสูง
“ผลงานอาจประเมินความพึงพอใจ 7-8.5 คะแนน จากเต็ม 10 คะแนน เพราะยังมีเรื่องค้างคาที่ต้องเดินหน้าต่อหลายประเด็น ทั้งในระยะกลางและระยะยาว”
ทั้งนี้รัฐบาลควรเร่งดำเนินการในเรื่องการปรับปรุงการทำงานของภาครัฐ ให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ, เปลี่ยนบริการภาครัฐสู่รูปแบบดิจิทัล เพื่อลดต้นทุน เพิ่มความรวดเร็ว และแก้ปัญหาคอร์รัปชันไปในตัว, ลดต้นทุนภาคผลิต เร่งลดต้นทุนด้านพลังงานและโลจิสติกส์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
นอกจากนี้ ยังต้องเร่ง FTA ป้องกันเม็ดเงินไหลไปเพื่อนบ้าน ประเด็นที่เปราะบางและต้องเร่งดำเนินการคือการเจรจา FTA ที่ยังค้างอยู่ เนื่องจากปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านมีกรอบการเจรจาที่มากกว่าไทย หากไทยไม่เร่งเพิ่มข้อตกลงการค้า การลงทุนจะหันไปสู่ประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น เพราะสินค้าที่ผลิตจากประเทศเหล่านั้นสามารถส่งออกไปได้หลากหลายประเทศมากกว่าไทย
ทั้งนี้ ในระยะยาวรัฐบาลต้องมุ่งเน้นการลดค่าครองชีพ และการลงทุนใน “อุตสาหกรรมใหม่” (New Industries) เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างรายได้ของประเทศให้มีความมั่นคงมากกว่าปัจจุบัน
นักวิชาการให้คะแนนผลงาน 2 เดือน รัฐบาลอนุทิน ผ่านเฉียดฉิว 6 เต็ม 10 คะแนน โชว์เด่น “แก้ปัญหาปากท้อง” ไร้มาตรการแก้คอร์รัปชัน ขณะที่ “เอกชน” ย้ำยังสอบตก ไร้ผลงาน ให้แค่ 0.5 เต็ม 10 คะแนน
จี้แก้ปัญหาคอร์รัปชัน-แรงงาน
รศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดีคณะวิทยพัฒน์และผู้อำนวยการศูนย์ธุรกิจครอบครัว มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หากประเมินผลงานรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มองว่าในมิติด้านเศรษฐกิจและปากท้องประชาชน รัฐบาลทำได้ค่อนข้างดีภายใต้ข้อจำกัดและปัญหาที่เผชิญอยู่ ทั้งปัญหาเดิมภายในประเทศและปัจจัยภายนอก ไม่ว่าจะเป็นนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐฯ สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ รวมถึงปัญหาด้านพลังงานและห่วงโซ่อุปทานที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก
ในระยะสั้น รัฐบาลพยายามออกมาตรการเพื่อบรรเทาผลกระทบและดูแลปากท้องประชาชน ซึ่งถือว่าดำเนินการได้ในระดับที่น่าพอใจ แต่หากมองในระยะยาว ยังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจนว่ารัฐบาลจะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ การจ้างงาน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างไรให้เกิดความยั่งยืน เนื่องจากมาตรการส่วนใหญ่ยังเป็นการใช้เม็ดเงินเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นหลัก
ขณะเดียวกัน ในส่วนของนโยบายสำคัญที่รัฐบาลเคยประกาศไว้ ไม่ว่าจะเป็นการลดปัญหาคอร์รัปชัน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การยกระดับทักษะแรงงาน และการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งล้วนเป็นวาระสำคัญระยะยาวนั้น ยังไม่เห็นความคืบหน้าหรือแนวทางที่ชัดเจนมากนัก แม้ระยะเวลา 2 เดือนอาจสั้นเกินไปสำหรับการประเมินผล แต่สิ่งที่ยังขาดคือภาพของยุทธศาสตร์และแผนงานที่เป็นรูปธรรมว่าประเทศจะเดินไปในทิศทางใด
โดยเฉพาะในช่วงที่โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากเทคโนโลยีและโครงสร้างประชากร รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงให้เห็นว่าจะเตรียมความพร้อมแรงงานไทยและระบบการศึกษาอย่างไรเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่ปรากฏแนวทางที่ชัดเจน
ผลงานเด่น ‘แก้ปัญหาปากท้อง’
“ผลงานที่โดดเด่นของรัฐบาลเป็นเรื่องการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องประชาชนในระยะสั้น รวมถึงการดึงบุคลากรที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจและธุรกิจเข้ามาร่วมบริหารประเทศ ซึ่งช่วยให้การจัดการปัญหาเฉพาะหน้าเป็นไปอย่างมีทิศทางมากขึ้น”
รศ.ดร.เอกชัย กล่าวและว่าเห็นความพยายามของรัฐมนตรีบางกระทรวงที่ผลักดันนโยบายด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และการศึกษา โดยเฉพาะการส่งเสริมเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับศักยภาพของประเทศ เช่น ภาคเกษตรและสุขภาพ รวมถึงการส่งสัญญาณไปยังภาคการศึกษาและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับทิศทางการพัฒนาประเทศในอนาคต
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เห็นในปัจจุบันยังเป็นเพียงระดับนโยบาย ส่วนการดำเนินงานให้เกิดผลเป็นรูปธรรมยังต้องติดตามต่อไป ส่วนข้อเสนอแนะต่อรัฐบาลนั้น เห็นว่ารัฐบาลซึ่งประกอบด้วยหลายพรรคการเมืองควรร่วมกันกำหนดวาระสำคัญของประเทศให้ชัดเจน และสร้างความเชื่อมโยงในการทำงานระหว่างกระทรวงและหน่วยงานต่าง ๆ ให้มากขึ้น โดยควรกำหนดเป้าหมายร่วมในเรื่องสำคัญประมาณ 4-5 ด้าน เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต การสร้างคนรุ่นใหม่ การยกระดับทักษะแรงงาน การปฏิรูปการศึกษา และการลดปัญหาคอร์รัปชัน
ผลงาน 2 เดือนคว้า 6 เต็ม 10 คะแนน
“เมื่อกำหนดเป้าหมายระดับชาติได้ชัดเจนแล้ว ทุกกระทรวงและหน่วยงานควรนำไปปรับใช้ให้สอดคล้องกับภารกิจของตนเอง เพื่อให้การขับเคลื่อนประเทศเป็นไปในทิศทางเดียวกัน”
หากให้คะแนนการทำงานของรัฐบาลในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาหากพิจารณาเฉพาะการแก้ปัญหาเศรษฐกิจและปากท้องประชาชนในระยะสั้น ให้คะแนนได้ประมาณ 6 เต็ม 10 เนื่องจากรัฐบาลพยายามดำเนินมาตรการช่วยเหลือประชาชนอย่างต่อเนื่อง แต่หากประเมินในมิติการพัฒนาประเทศระยะยาว รวมถึงการแก้ปัญหาคอร์รัปชันและทุนผิดกฎหมาย ยังถือว่าทำได้ไม่ดีนัก โดยให้คะแนนเพียงประมาณ 4-5 เต็ม 10 เพราะยังไม่เห็นความคืบหน้าที่ชัดเจนในการผลักดันนโยบายเหล่านี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรม
“เข้าใจว่ารัฐบาลกำลังเผชิญปัญหาเฉพาะหน้าหลายด้าน แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นคือภาพอนาคตของประเทศว่าจะเดินไปอย่างไรในแต่ละเรื่องสำคัญ ทั้งการพัฒนาคน การศึกษา การยกระดับเศรษฐกิจ รวมถึงการแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นประเด็นที่ประชาชนคาดหวังให้เกิดความเปลี่ยนแปลง”
ไร้ผลงาน ปัดตกให้ 0.5 คะแนน
ด้านนายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหาร และที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลประเทศไทย เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” หากประเมินการทำงานของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หลังเข้าบริหารประเทศครบ 2 เดือนมองว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลสัมฤทธิ์เชิงนโยบายได้อย่างชัดเจน เนื่องจากยังไม่เห็นมาตรการสำคัญที่ออกมาเป็นรูปธรรมและสามารถสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจในวงกว้าง
“หากต้องให้คะแนนการทำงานของรัฐบาลอนุทินในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ให้ 0.5 คะแนนจาก 10 คะแนน เนื่องจากยังไม่เห็นนโยบายที่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ หรือเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยมองว่ารัฐบาลยังคงวนเวียนอยู่กับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า มากกว่าการวางรากฐานเพื่อแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว”
สำหรับผลงานที่พอมองเห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดในช่วงที่ผ่านมา คือโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ซึ่งเป็นมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ แต่ยังไม่ถือเป็นผลงานโดดเด่นในเชิงนโยบาย เนื่องจากเป็นเพียงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นในลักษณะประชานิยม และยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน
นายสรเทพมองว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะช่วยเพิ่มการใช้จ่ายและสร้างความคึกคักให้กับเศรษฐกิจในระยะสั้น แต่ด้วยข้อจำกัดด้านวงเงินสนับสนุน รวมถึงการจำกัดประเภทร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการ ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจไม่กระจายตัวอย่างทั่วถึง และไม่สามารถสร้างผลทางเศรษฐกิจได้ในระดับเดียวกับโครงการคนละครึ่งในอดีต
เร่งสื่อสารนโยบายสู่สาธารณะ
ขณะเดียวกัน สิ่งที่รัฐบาลควรเร่งปรับปรุงมากที่สุด คือการสื่อสารนโยบายสู่สาธารณะ โดยมองว่าที่ผ่านมาหลายกรณีสะท้อนให้เห็นถึงการสื่อสารที่ขาดประสิทธิภาพ และก่อให้เกิดความสับสนในสังคม ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับการปราบปรามคอร์รัปชัน การจัดการลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ตลอดจนประเด็นด้านคมนาคมและสวัสดิการภาครัฐ ซึ่งหลายครั้งคำชี้แจงของผู้บริหารประเทศและรัฐมนตรีนำไปสู่ข้อถกเถียงในสังคมมากกว่าการสร้างความเข้าใจ
นอกจากนี้ รัฐบาลยังถูกตั้งคำถามเรื่องการขาดนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะมาตรการลดต้นทุนให้กับภาคธุรกิจและผู้ประกอบการรายย่อย ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันจากกำลังซื้อที่อ่อนตัว ต้นทุนพลังงานที่อยู่ในระดับสูง และภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ภาค SME ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการจ้างงานของประเทศ ยังไม่ได้รับการดูแลอย่างเพียงพอ
นายสรเทพยังมองว่า รัฐบาลยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นค่าไฟฟ้า ราคาพลังงาน หรือภาระเงินสมทบประกันสังคม ขณะที่หลายธุรกิจยังต้องเผชิญต้นทุนที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง และอาจกระทบต่อการจ้างงานในระยะต่อไปไร้แผนเชิงรุกดึงท่องเที่ยวฟื้น
ในด้านการท่องเที่ยว
แม้จะเป็นหนึ่งในเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่เห็นแผนงานเชิงรุกที่ชัดเจนในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ หรือกระตุ้นการเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศเพิ่มเติม ทั้งที่จำนวนนักท่องเที่ยวบางตลาดเริ่มชะลอตัว และการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในภูมิภาครุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
นายสรเทพเสนอว่า รัฐบาลควรเร่งปรับทิศทางการทำงานจากการใช้นโยบายกระตุ้นระยะสั้น ไปสู่การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ การช่วยเหลือผู้ประกอบการ SME ให้สามารถรักษาการจ้างงานและสภาพคล่องได้ การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ภาครัฐโดยไม่เพิ่มภาระให้ประชาชน รวมถึงการพิจารณาจัดเก็บภาษีบริการดิจิทัล (Digital Service Tax) จากแพลตฟอร์มต่างประเทศ เพื่อนำรายได้กลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทย
นอกจากนี้ รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการสนับสนุนสตาร์ทอัพและเทคโนโลยีของไทย เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้างงบประมาณภาครัฐ ลดรายจ่ายประจำที่ไม่จำเป็น และเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนเพื่อพัฒนาประเทศ ตลอดจนจัดทำแผนส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงรุก เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติและกระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะเป็นแนวทางที่ช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนมากกว่าการใช้นโยบายกระตุ้นระยะสั้นเพียงอย่างเดียว
อสังหาฯมองสัญญาณบวก2เดือนรัฐบาลเร่งฟื้นเศรษฐกิจไทย
นายสุนทร สถาพร นายกสมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร เปิดเผย"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล ในช่วงประมาณ 2 เดือนที่ผ่านมา สามารถสร้างบรรยากาศความเชื่อมั่นทางการเมืองและเศรษฐกิจได้ในระดับหนึ่ง มีความพยายามรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน และเร่งขับเคลื่อนการลงทุนของภาครัฐ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
อย่างไรก็ตาม หากประเมินในมุมของภาคธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และเศรษฐกิจฐานรากโดยรวม ยังต้องยอมรับว่ากำลังซื้อของประชาชนยังคงอ่อนแอ ภาระหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับสูง และการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชนยังเป็นอุปสรรคสำคัญ อัตราการปฏิเสธสินเชื่อของธนาคารยังอยู่ในระดับเฉลี่ยสูงกว่า40% ส่งผลให้ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงชะลอตัวต่อเนื่อง แม้ว่าผู้ประกอบการจำนวนมากจะปรับลดราคาขายลงอย่างมากแล้วก็ตาม
ให้ คะแนนรัฐบาลเต็ม10 ให้ 7
หากให้คะแนนการทำงานในช่วงเริ่มต้น คิดว่ารัฐบาลน่าจะอยู่ในระดับประมาณ 6.5-7 คะแนนจาก 10 คะแนน ถือว่าเริ่มต้นได้ดี แต่ยังจำเป็นต้องมีมาตรการเชิงรุกเพิ่มเติมเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจที่ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนมากขึ้น
สิ่งที่ภาคเอกชนอยากเห็นในระยะต่อไป คือ การเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการลงทุนภาครัฐ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ การลดภาระทางการเงินของประชาชน การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างเป็นระบบ รวมถึงการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการลงทุนใหม่ทั้งจากผู้ประกอบการไทยและนักลงทุนต่างประเทศ เพื่อให้เศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวได้อย่างทั่วถึง
สำหรับภาคอสังหาริมทรัพย์ ประเด็นที่มีความเร่งด่วนมากที่สุดในขณะนี้ คือ การขอให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์และจดจำนองเหลือ 0.01% ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิถุนายนนี้ มาตรการดังกล่าวเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ซื้อบ้าน เพิ่มโอกาสการตัดสินใจซื้อ และช่วยประคับประคองธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ในช่วงที่ตลาดยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ หากสามารถขยายอายุมาตรการดังกล่าวออกไปอีกอย่างน้อย 1-2 ปี จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อทั้งผู้บริโภค ผู้ประกอบการ และเศรษฐกิจโดยรวม
นอกจากมาตรการเร่งด่วนดังกล่าวแล้ว สมาคมธุรกิจบ้านจัดสรร สมาคมอาคารชุดไทย และสมาคมอสังหาริมทรัพย์ไทย ยังได้ร่วมกันนำเสนอแนวทางเชิงนโยบายต่อรัฐบาลเพื่อใช้ภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นหนึ่งในหัวรถจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและ Thailand Green Economy
ข้อเสนอสำคัญประกอบด้วยการส่งเสริมโครงการที่อยู่อาศัยประหยัดพลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผ่านมาตรการทางภาษีและสินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษ ทั้งสำหรับผู้ประกอบการและผู้ซื้อบ้าน เพื่อช่วยลดการใช้พลังงานของภาคครัวเรือนและสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero ของประเทศในระยะยาว
อีกด้านหนึ่ง คือ การแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนและการเข้าถึงสินเชื่อ โดยเสนอให้มีมาตรการรวมหนี้ (Consolidated Debt) การนำแนวคิด Warehouse Debt มาช่วยลดภาระหนี้ดอกเบี้ยสูงของประชาชน และการจัดตั้งระบบค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย หรือ Mortgage Guarantee เพื่อช่วยให้ผู้ที่มีกำลังซื้อจริง แต่ขาดหลักประกันหรือมีข้อจำกัดด้านเครดิต สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้มากขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อเสนอในการดึงกำลังซื้อจากชาวต่างชาติที่มีศักยภาพ โดยการปรับปรุงกฎหมายและสิทธิประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับการถือครองอสังหาริมทรัพย์และการพำนักระยะยาว เพื่อจัดระเบียบและเพิ่มเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวม
เชื่อว่าหากรัฐบาลสามารถพิจารณาและผลักดันมาตรการเหล่านี้อย่างเป็นรูปธรรม จะไม่เพียงช่วยฟื้นฟูภาคอสังหาริมทรัพย์เท่านั้น แต่ยังจะช่วยสร้างการจ้างงาน กระตุ้นการใช้จ่าย และทำให้ภาคอสังหาริมทรัพย์กลับมาเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูงเช่นปัจจุบัน







