
ประธานสภาอุตฯชำแหละผลงานรัฐบาลอนุทิน 2 เดือน สอบผ่านหรือไม่
ส.อ.ท.ประเมินรัฐบาลอนุทิน 2 เดือนแรก ให้คะแนนบวกรับมือวิกฤตพลังงาน-ดันส่งออกโตต่อเนื่อง พร้อมหนุนเดินหน้า PDP 2026-Direct PPA ลดต้นทุนธุรกิจ ชี้ส่งสัญญาณบวกชัดเจน
KEY
POINTS
- ประธาน ส.อ.ท. มองว่ารัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงานได้ดี สามารถบรรเทาผลกระทบด้านต้นทุนและค่าครองชีพ พร้อมวางรากฐานพลังงานสะอาดในระยะยาว
- สามารถผลักดันการส่งออกให้เติบโตต่อเนื่อง และรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติได้ดี ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก
- จุดเด่นที่สำคัญคือการให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ผ่านการรื้อฟื้นกลไกความร่วมมือต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ
นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูลประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” เกี่ยวกับประเด็นเรื่องการบริหารประเทศไทยของรัฐบาลอนุทินว่า หากประเมินการทํางานของรัฐบาลในช่วง 2 เดือนแรก ต้องถือว่ารัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ ในจังหวะที่ยากมาก เพราะเศรษฐกิจไทยไม่ได้เผชิญแรงกดดันจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่เป็นแรงกดดันรอบด้าน ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศ
ปัจจัยใน-นอกประเทศรุมเร้า
โดยปัจจัยภายนอกมีทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กดดันราคาพลังงาน ต้นทุนขนส่ง และความเสี่ยงต่อห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ โดยเฉพาะมาตรา 301 ซึ่งเป็นประเด็นที่ภาคส่งออกไทยต้องติดตามอย่าง ใกล้ชิด
ขณะที่ปัจจัยภายในประเทศยังมีหลายเรื่องที่กดดันภาคอุตสาหกรรมและผู้ประกอบการ ทั้งต้นทุนการผลิตที่ยังอยู่ในระดับสูง กําลังซื้อในประเทศที่ยังอ่อนแอ ปัญหาสภาพคล่องของเอสเอมอี (SMEs) การเข้าถึงสินเชื่อที่ยากขึ้น และการแข่งขันจากสินค้านําเข้าราคาตํ่าหรือสินค้าทุ่มตลาด ซึ่งกระทบโดยตรงต่อผู้ผลิตไทย โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็ก
ในมุมภาคเอกชน การประเมินรัฐบาลช่วง 2 เดือนแรกควรมองอย่างเป็นธรรมว่า รัฐบาลไม่ได้ทํางานในภาวะปกติ แต่กําลังบริหารเศรษฐกิจท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก และข้อจํากัดด้านงบประมาณภายในประเทศ
สำหรับประเด็นที่ให้คะแนนดีในการดําเนินงานของรัฐบาลในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ประกอบด้วย
รับมือวิกฤตพลังงาน-ลดผลกระทบต่อต้นทุน
ประเด็นแรกที่ต้องให้เครดิตรัฐบาล คือการรับมือกับวิกฤตพลังงาน ซึ่งเป็นต้นทุนสําคัญ ของทั้งภาคประชาชนภาคขนส่ง และภาคอุตสาหกรรม รัฐบาลมีความพยายามบริหาร จัดการปัญหาการขาดแคลนนํ้ามัน การกระจายปริมาณนํ้ามันเข้าสู่ระบบ การเตรียม สํารองนํ้ามัน และการใช้มาตรการเพื่อลดความตื่นตระหนกในตลาด
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังออกมาตรการบรรเทาผลกระทบด้านค่าไฟฟ้าและค่าครองชีพ เช่น การดูแลค่าไฟฟ้าสําหรับประชาชนบางส่วน การลดภาระราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และการประคองต้นทุนพลังงาน เพื่อไม่ให้ต้นทุนถูกส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ เร็วเกินไป
อีกหนึ่งทิศทางเชิงบวก คือ การส่งเสริมพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งไม่ใช่เพียงมาตรการ ช่วยลดค่าไฟฟ้าในระยะสั้น แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นสําคัญของการลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว โดยหากรัฐบาลสามารถขยายผลไปสู่ภาคธุรกิจและ SMEs ให้สามารถติดตั้งระบบ ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง รวมถึงเปิดทางให้ขายไฟฟ้าส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบได้ จะช่วยลด ภาระต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการไทย
อีกทั้งการที่กระทรวงพลังงานเดินหน้าขับเคลื่อนแผนพัฒนากําลังผลิตไฟฟ้า ของประเทศ หรือ PDP 2026 ซึ่งคาดว่าจะประกาศได้ภายในเดือนสิงหาคมนี้ ถือเป็นกรอบสําคัญในการวางโครงสร้างพลังงานระยะยาวของประเทศ ทั้งในด้านความมั่นคง ทางพลังงาน การบริหารต้นทุนค่าไฟฟ้า และการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนและ พลังงานสะอาด ควบคู่กับการผลักดันสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างเอกชน (Direct PPA) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการผลิต ยกระดับศักยภาพภาคอุตสาหกรรมไทย และรองรับ กติกาการค้าโลกด้านสิ่งแวดล้อมในระยะต่อไป
พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้าน บรรเทาผลกระทบ-ปรับโครงสร้างพลังงาน
สำหรับการออก พ.ร.ก. เงินกู้ 400,000 ล้านบาทซึ่งในมุมภาคเอกชนถือ เป็นเครื่องมือทางการคลังที่มีความสําคัญในช่วงวิกฤตที่ผ่านมา เพราะเศรษฐกิจไทย กําลังเผชิญทั้งแรงกดดันรอบด้าน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ที่มีข้อจํากัดในการรับ แรงกดดันได้จํากัด
จุดที่ควรให้คะแนนดีคือ รัฐบาลมองเงินกู้ก้อนนี้ไม่ได้เป็นเพียงมาตรการช่วยเหลือ ระยะสั้น แต่มีส่วนหนึ่งใช้เพื่อการปรับโครงสร้างพลังงานในระยะยาวด้วย นอกจากนี้ ระบบและ Application ภายใต้โครงการไทยช่วยไทยพลัสยังได้รับความชื่นชมจาก ประชาชนและร้านค้าค่อนข้างมากในการเข้าใช้งานได้สะดวก
การขับเคลื่อนการส่งออกให้ขยายตัวต่อเนื่อง
การขับเคลื่อนการส่งออกนั้น กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถือว่าทำได้ดี สามารถผลักดันให้การส่งออกไทยขยายตัวได้ต่อเนื่อง แม้ เศรษฐกิจโลกจะยังมีความผันผวนสูง โดยล่าสุดการส่งออกไทยเดือนเมษายน 2569 มี มูลค่า 31,583.0 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 23.1%YoY และขยายตัวต่อเนื่องเป็น เดือนที่ 22
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ภาคส่งออกยังเป็นเครื่องยนต์สําคัญของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า อัญมณีและเครื่องประดับ รวมถึงสินค้า เกษตรและอาหารบางรายการ ซึ่งยังมีความต้องการจากตลาดต่างประเทศ
รักษาความเชื่อมั่นด้านการลงทุน-เครดิตประเทศ
แนวโน้มการลงทุนที่ยังขยายตัวต่อเนื่องโดยเฉพาะคําขอรับการส่งเสริม การลงทุนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสําคัญ สะท้อนว่านักลงทุนต่างชาติยังมองเห็นศักยภาพของประเทศไทย ทั้งในด้านฐานการผลิตโครงสร้างพื้นฐาน ห่วงโซ่อุปทาน และความพร้อม ของอุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ดิจิทัล Data Center (ศูนย์ข้อมูล) อิเล็กทรอนิกส์ พลังงานสะอาด และอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่
อย่างไรก็ดี ส่วนหนึ่งมาจากการที่ไทยสามารถรักษาความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ได้ดีในเวทีโลก ทําให้ไทยยังเป็นฐานการผลิตที่น่าสนใจในช่วงที่โลกแบ่งขั้วมากขึ้น ขณะเดียวกัน การ เดินสายดึงดูดการลงทุนของทีมไทยแลนด์ก็มีส่วนช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างประเทศ
นอกจากนี้ อีกสัญญาณที่เป็นบวกคือแนวโน้มเครดิตของประเทศไทยที่ถูกปรับกลับมาเป็น Stable หรือมีเสถียรภาพ จากเดิมที่เป็น Negative หรือเชิงลบ ซึ่งช่วยสนับสนุนความเชื่อมั่นของ นักลงทุนและตลาดการเงิน โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศเผชิญแรงกดดันด้านหนี้ สาธารณะและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ
การขับเคลื่อนความร่วมมือรัฐ-เอกชน
นางพิมพ์ใจกล่าวต่อไปอีกว่า ประเด็นที่สําคัญที่สุดในมุมภาคเอกชน คือรัฐบาลชุดนี้ให้ความสําคัญกับการทํางานร่วม ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ภาคเอกชนให้คะแนนดีเพราะใน ภาวะเศรษฐกิจผันผวน รัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ฝ่ายเดียว จําเป็นต้องมี กลไกการรับฟังและร่วมตัดสินใจจากภาคธุรกิจอย่างใกล้ชิด
สำหรับตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เช่น การรื้อฟื้นกลไก กรอ., การตั้งคณะกรรมการศึกษาแนวทาง ขับเคลื่อนโครงการแลนด์บริดจ์, การตั้งคณะกรรมการประสานงานเพื่อการต่อต้าน การทุจริต และการเปิดให้ กกร. เข้าไปร่วมในคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ ซึ่งถือ เป็นสัญญาณที่ดีของการทํางานร่วมกันอย่างบูรณาการ
และที่สําคัญคือ การร่วมกับทุกภาคส่วนในการปรับโครงสร้างประเทศเพื่อมุ่งสู่ เป้าหมายการเป็นสมาชิกOECD ซึ่งเป็นโอกาสสําคัญในการยกระดับประเทศไทยสู่การ เป็นประเทศที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง
การทํางาน 2 เดือนแรกของรัฐบาล มีทิศทางการดําเนินงานเชิงบวก ทั้งในมิติของการแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าและการวางรากฐานโครงสร้างเศรษฐกิจระยะยาว โดยเฉพาะด้านพลังงานการ ส่งออก และการลงทุน ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยสําคัญต่อการขับเคลื่อนเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจ ภาคเอกชน ส.อ.ท. จะสนับสนุนการทํางานของภาครัฐ เพื่อร่วมกันยกระดับขีดความสามารถใน การแข่งขันของประเทศ และสร้างความเข้มแข็งให้ภาคอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน







