
ถึงเวลาต้องเลือกปฏิรูปจริง หรือยอมตกขบวนโลก
ถึงเวลาต้องเลือกปฏิรูปจริง หรือยอมตกขบวนโลก : บทบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,208
KEY
POINTS
- เศรษฐกิจไทยเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่เปราะบาง ทั้งการเติบโตต่ำ หนี้สูง ผลิตภาพถดถอย และ แรงงานนอกระบบจำนวนมาก ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศ
- รัฐบาลตั้งเป้าหมายเข้าเป็นสมาชิก OECD ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้ต้องปฏิรูปอย่างจริงจังตามข้อเสนอแนะ เพื่อแก้ปัญหาที่ฝังรากลึกและเพิ่มศักยภาพทางเศรษฐกิจ
- การปฏิรูปที่จำเป็นครอบคลุมหลายด้าน เช่น การปรับโครงสร้างภาษี, การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ เพื่อส่งเสริมการแข่งขัน และการแก้ไขกฎหมายเพื่อดึงแรงงานนอกระบบเข้าสู่ระบบ
- ความท้าทายสำคัญ คือ การต้องมีเจตจำนงทางการเมืองที่แน่วแน่ เพื่อผลักดันการปฏิรูปให้เกิดขึ้นจริง แม้จะต้องเผชิญแรงต้านจากกลุ่มผู้เสียประโยชน์ในระบบ
เมื่อนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ประกาศกลางงานครบรอบ 26 ปี เนชั่น ทีวี ว่า การเข้าเป็นสมาชิก OECD คือ “ภารกิจเร่งด่วน” ของรัฐบาล และจะทำให้ไม่มีใครชี้นิ้วว่า ไทยเป็น “ประเทศที่ไร้การตรวจสอบ” ถ้อยคำนั้นฟังดูมีพลัง แต่คำถามที่สังคมต้องถามกลับคือ แล้วจะทำอย่างไร?
เมื่อดูจากรายงาน OECD Economic Surveys: Thailand 2025 ซึ่งเผยแพร่เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ได้วางแผนที่ปัญหาไว้ชัดเจนยิ่งกว่าบทวิเคราะห์ใดที่ผ่านมา และสิ่งที่รายงานบอกนั้นไม่ใช่ข่าวดี
GDP ไทย ปี 2568 คาดว่าจะโตเพียง 2.0% และจะหดลงเหลือ 1.5% ในปี 2569 ตัวเลขเหล่านี้ไม่ได้สะท้อนแค่วัฏจักรเศรษฐกิจ แต่สะท้อนความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ที่กำลังเผชิญการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้า ภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวช้า และการส่งออกที่เปราะบางต่อสงครามการค้าโลก เนื่องจากสินค้าไทยที่ส่งไปสหรัฐฯ คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 15% ของ GDP
ยิ่งน่ากังวลเมื่อพิจารณาว่า หนี้ภาคเอกชนของไทย พุ่งแตะ 170% ของ GDP ขณะที่หนี้สาธารณะกำลังเข้าใกล้เพดาน 70% ที่รัฐบาลตั้งไว้เอง ความยืดหยุ่นทางการคลังที่จะรองรับวิกฤตในอนาคตกำลังแคบลงทุกวัน
ปัญหาที่กัดกร่อนศักยภาพระยะยาว คือ ผลิตภาพที่ถดถอย ในช่วงปี 2558-2566 ผลิตภาพแรงงานต่อชั่วโมงเติบโตเฉลี่ยเพียง 2.1% ต่อปี ลดลงจาก 4.8% ในช่วงก่อนหน้า และที่น่าตกใจคือ ผลิตภาพรวมของปัจจัยการผลิตแทบไม่ขยับเลย หมายความว่า ไทยแทบไม่ได้ประโยชน์จากนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ๆ
รัฐวิสาหกิจ 52 แห่งที่รัฐบาลถือหุ้นเต็มหรือส่วนใหญ่ในภาคพลังงาน โทรคมนาคม และการเงิน ยังครอบงำตลาด และได้รับการยกเว้นจากกฎหมายแข่งขันทางการค้า การปล่อยให้สถานการณ์เช่นนี้ดำเนินต่อไปไม่ต่างจากการยอมสละโอกาสพัฒนาประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจด้วยมือตัวเอง
ปัญหาที่หนักที่สุดและฝังรากลึกที่สุด คือ แรงงานนอกระบบ 21.1 ล้านคน คิดเป็น 52.7% ของกำลังแรงงานทั้งหมด หมายความว่า คนกว่าครึ่งประเทศไม่มีหลักประกันทางสังคมที่เพียงพอ ไม่ได้ร่วมจ่ายภาษีอย่างเต็มที่ และมีผลิตภาพตํ่ากว่าแรงงานในระบบ วงจรนี้ทำให้รัฐสูญเสียทั้งรายได้และความสามารถในการลงทุนเพื่ออนาคต
โครงสร้างภาษีและประกันสังคมที่ซับซ้อนและเป็นภาระ กลับกลายเป็นแรงผลักให้ธุรกิจเล็กๆ และแรงงานอิสระเลือกอยู่นอกระบบ แทนที่จะดึงพวกเขาเข้ามา การแก้ปัญหานี้จึงต้องการทั้งการออกแบบระบบแรงจูงใจใหม่ ไม่ใช่แค่การบังคับใช้กฎหมายที่แข็งกร้าวขึ้น
OECD ประมาณการว่า หากไทยดำเนินการปฏิรูปโครงสร้างอย่างจริงจัง GDP จะสูงกว่ากรณีฐานได้ถึง 5% ในสิบปี และเกือบ 15% ในระยะยาว รายได้รัฐจะเพิ่มสุทธิราว 1.4% ของ GDP ต่อปี นี่ไม่ใช่ตัวเลขในฝัน แต่คือผลตอบแทนจากการตัดสินใจที่กล้าพอ
แต่การปฏิรูปทุกเรื่องที่จำเป็น ไม่ว่าจะเป็นการปรับขึ้น VAT สู่ระดับ 10% ที่ควรเป็นมาตั้งนานแล้ว การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ การแก้ไขกฎหมายแรงงาน ล้วนมีผู้เสียประโยชน์ที่ฝังตัวอยู่ในระบบการเมือง และระบบราชการ การประกาศเจตนาดีจึงยังไม่พอ สิ่งที่ขาดไม่ได้ คือ เจตจำนงทางการเมืองที่แปลงคำพูดเป็นกฎหมายและกฎหมายเป็นการบังคับใช้จริง
ถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีเป็นสัญญาณที่ดี แต่สังคมไทยต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่า จะมีอะไรตามมาหลังจากนั้น เพราะ OECD จะดูที่ผลลัพธ์ ไม่ใช่ที่คำสัญญา
บทบรรณาธิการ หน้า 4 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 46 ฉบับที่ 4,208 วันที่ 11- 13 มิถุนายน พ.ศ. 2569






