

In Brief
วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับ เอลนีโญ 2569 โดยระบุว่า ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา โลกเผชิญกับคลื่นความร้อนและเหตุการณ์สุดขั้วทางสภาพอากาศที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน สถาบันวิจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศหลายแห่งยืนยันว่าอุณหภูมิผิวโลกเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นหลายระดับ ทั้งจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกและการแปรผันตามธรรมชาติของระบบภูมิอากาศ เช่น ปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งมีผลสำคัญต่ออุณหภูมิ ปริมาณฝน และความแปรปรวนของภูมิอากาศในหลายภูมิภาค รวมถึง ประเทศไทย ด้วย
แบบจำลองภูมิอากาศคาดการณ์ว่าในปี 2569
เอลนีโญจะกลับมาอีกครั้ง โดยมีแนวโน้มทำให้อุณหภูมิพื้นผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออกเขตร้อนสูงกว่าค่าเฉลี่ย และอุณหภูมิพื้นผิวสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ส่งผลให้อาจเกิดฝนทิ้งช่วงยาวนานขึ้น สถานการณ์ดังกล่าวส่งสัญญาณว่า ประเทศไทยอาจเผชิญสภาพอากาศร้อนจัด ฝนทิ้งช่วง เกิดภาวะแห้งแล้ง และสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อความต้องการน้ำ และความเสี่ยงของเกษตรกรรมที่พึ่งพาการใช้น้ำเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการปลูกข้าว อ้อย ถั่วต่าง ๆ และฝ้าย ซึ่งเป็นพืชหลักที่ใช้ภายในประเทศ รวมทั้งมีการส่งออกไปขายยังต่างประเทศ
จึงทำให้เกิดความท้าทายของระบบการเพาะปลูกแบบดั้งเดิม ยกตัวอย่างเช่น การทำนาข้าวแบบเดิมในประเทศไทยมักอาศัยการขังน้ำตลอดฤดูเพาะปลูก เพื่อควบคุมวัชพืชและสร้างสภาพเหมาะต่อการเจริญเติบโตของพืช อย่างไรก็ดี การทำเกษตรแบบนี้เป็นส่วนหนึ่งของการปล่อย ก๊าซมีเทน (CH₄) ซึ่งมาจากกรณีที่ดินถูกจมน้ำเป็นเวลานาน
ทำให้สภาพไร้ออกซิเจนกระตุ้นการผลิตมีเทนจากจุลินทรีย์ในดิน เป็นส่วนหนึ่งของการเกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทำให้โลกร้อนขึ้น เพราะก๊าซมีเทนมีศักยภาพก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming Potential: GWP) สูงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 28 เท่า และคงอยู่ในชั้นบรรยากาศได้นานถึง 12 ปี
ข้อมูลทั่วโลกประเมินว่าการเพาะปลูกข้าวปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 5.7 พันล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ซึ่งคิดเป็นประมาณ 1–2% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลก โดยส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทนจากพื้นที่น้ำท่วมขังในนาข้าว นอกจากนี้ การทำนาแบบเดิมยังใช้น้ำปริมาณมากโดยเฉพาะในฤดูแล้ง ทำให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำซ้ำเติมเมื่อฝนทิ้งช่วงยาวนามตามอิทธิพลเอลนีโญ
เพื่อลดผลกระทบจากการใช้น้ำอย่างหนักและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เกษตรกรไทยและนักวิจัยทั่วโลกได้ให้ความสนใจกับ การทำนาเปียกสลับแห้ง (Alternate Wetting and Drying: AWD) ซึ่งเป็นการจัดการน้ำในพื้นที่ปลูกข้าว โดยแบ่งเป็นการจัดการน้ำก่อนปลูกข้าว ได้แก่ การลดระยะเวลาการขังน้ำก่อนปลูก และการจัดการน้ำระหว่างการปลูกข้าว เช่น การลดระยะเวลาในการขังน้ำ (ช่วงระยะกล้า แตกกอ ตั้งท้อง ออกดอก และโน้มร่วง) การจัดการน้ำให้มีช่วงน้ำขังกับช่วงน้ำแห้งสลับกันไป
การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง
คือ ควบคุมระดับน้ำในแปลงนาให้แห้งเป็นช่วง ๆ ก่อนเติมน้ำใหม่ ในช่วงเวลาที่เหมาะสม แทนการคงน้ำขังตลอดเวลา ผลการวิจัยพบว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซมีเทน จากนาข้าวได้อย่างมีนัยสำคัญ ระหว่าง 30–70% เมื่อเทียบกับระบบการขังน้ำตลอดฤดูกาล ช่วยประหยัดน้ำในระบบการเพาะปลูกได้ ประมาณ 20–40% โดยที่ผลผลิตโดยรวมของข้าวไม่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ บางกรณียังรายงานว่า ผลผลิตเพิ่มขึ้นถึง 7–11% ขึ้นอยู่กับสายพันธุ์และสภาพดิน
เพราะการจัดการน้ำของการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ช่วยให้รากข้าวสามารถเข้าถึงอากาศและธาตุอาหารได้ดีขึ้น ส่งผลให้ต้นข้าวแข็งแรงและช่วยเพิ่มคุณภาพผลผลิตหากบริหารจัดการการใส่น้ำและสารอาหารอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ การทำนาเปียกสลับแห้ง สามารถทำให้ศักยภาพการทำให้เกิดภาวะโลกร้อน (GWP) ลดลงได้กว่า 40% เมื่อพิจารณาจากการปล่อยมีเทนและไนตรัสออกไซด์ร่วมกัน
ในประเทศไทย การดำเนินการทำนาเปียกสลับแห้ง มีการนำร่องและขยายผลในหลายพื้นที่ โดยภาครัฐและองค์กรต่าง ๆ ส่งเสริมให้เกษตรกรทดลองใช้วิธีนี้เพื่อลดการใช้น้ำ ลดต้นทุน และปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศที่แปรปรวน
ดังนั้น เพื่อสนับสนุนการลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ อบก. ได้พัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทยขั้นสูง (Premium Thailand Voluntary Emission Reduction Program: Premium T-VER) โดยเกษตรกรที่สนใจต่อยอดกิจกรรมที่ดำเนินการเป็นโครงการ Premium T-VER เพื่อรับรองคาร์บอนเครดิต สามารถพัฒนาตามระเบียบวิธีสำหรับกิจกรรมการจัดการพื้นที่ปลูกข้าวที่ดี หรือ T-VER-P-METH-13-08 ซึ่งระเบียบวิธีนี้กำหนดเงื่อนไขของกิจกรรมสำหรับพื้นที่ที่นำมาทำโครงการสามารถรวมหลาย ๆ พื้นที่เข้าด้วยกัน หรือเป็นพื้นที่ที่ใช้ประโยชน์ที่ดินเหมาะสมกับเขตการใช้ที่ดิน ไม่เป็นพื้นที่เสี่ยงต่อดินถล่ม
กรณีดำเนินการจัดการน้ำในพื้นที่ปลูกข้าว พื้นที่ปลูกข้าวโครงการต้องเป็นพื้นที่นาชลประทาน หรือพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำใช้เอง และเกษตรกรต้องมีอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่สามารถควบคุมการนำน้ำเข้าและระบายน้ำได้ ระเบียบวิธีนี้จะทำให้ภาคเกษตรสามารถ ตรวจวัด รายงาน และทวนสอบการลด ดูดซับ และกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมเกษตรได้อย่างน่าเชื่อถือ ส่วนคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรองแล้วสามารถนำไปขายในตลาดต่างประเทศได้
โดยมีราคาอยู่ในช่วง 17-25 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (USD/tCO2eq) เช่น โครงการทำนาเปียกสลับแห้งของประเทศอินเดีย ใช้มาตรฐาน Verified Carbon Standard (VCS) ของ Veera ราคาอยู่ที่ 17-18 USD/tCO2eq ส่วนโครงการทำนาเปียกสลับแห้งที่อยู่ในประเทศญี่ปุ่น ภายใต้กลไก Joint Crediting Mechanism (JCM) ขายคาร์บอนเครดิตในราคา 25 USD/tCO2eq
ข่าวที่เกี่ยวข้อง