

KEY
POINTS
นายธนวัฒน์ ตรีวิศวเวทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ CKPower หนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในภูมิภาคและมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ตํ่าที่สุดรายหนึ่ง เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานว่า จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดวิกฤตพลังงานโลก แต่ในมุมมองบริษัทเห็นว่า ถือเป็นโอกาสในการดําเนินงานตามวิสัยทัศน์ของบริษัทในการเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เนื่องจากประเทศไทยมีแหล่งก๊าซธรรมชาติและนํ้ามันในประเทศจำกัด หรือไม่เพียงพอต่อการใช้งาน ทําให้การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลไม่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ
ดังนั้น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังนํ้า พลังแสงอาทิตย์ และพลังงานลม จึงเป็นแนวทางหลักที่สอดคล้องกับนโยบายประเทศและเป็นจุดแข็งของบริษัท และคาดว่าภาครัฐจะให้ความสําคัญกับการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น และรวดเร็วยิ่งขึ้นในอนาคต ซึ่งบริษัทสามารถใช้ศักยภาพและประสบการณ์ที่มีอยู่ในการต่อยอดการลงทุน เพื่อสร้างการเติบโตของรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว
ทั้งนี้ ในการขับเคลื่อนด้านพลังงานหมุนเวียน ในช่วง 4 ปี (2569-2572) บริษัทจะเร่งการดำเนินงานให้ได้ตามแผน โดยจะใช้เงินลงทุนราว 10,609 ล้านบาท ในการขยายกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้น จากที่ตั้งเป้าหมายภายในปี 2586 จะมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็น 95 % ปัจุบันมีสัดส่วนราว 93% จากกำลังการผลิตติดตั้งทั้งหมด 3,640 เมกะวัตต์ แบ่งเป็น กําลังการผลิตติดตั้งจากโรงไฟฟ้าพลังนํ้า 92% หรือราว 3,360 เมกะวัตต์ กําลังการผลิตติดตั้งจากโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วม 7% หรือราว 238 เมกะวัตต์ และกําลังการผลิตติดตั้งจากโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ 1% หรือราว 42 เมกะวัตต์
ไฟฟ้าที่ผลิตได้ส่วนใหญ่ 96% จะจําหน่ายให้กับภาครัฐของประเทศไทย ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ขณะที่ไฟฟ้าที่เหลือจําหน่ายให้กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาวและลูกค้าอุตสาหกรรมในประเทศไทย โดยในปี 2568 โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในกลุ่ม CKPower สามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนส่งให้ประเทศไทยได้กว่า 10 ล้านเมกะวัตต์-ชั่วโมง (MWh) หรือคิดเป็น 17% ของไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนที่ใช้ในประเทศและสามารถหลีกเลี่ยงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ได้ 5.34 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยบริษัทตั้งเป้าหมายการปล่อยกาซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์(Net Zero) ภายในปี 2593
สำหรับเม็ดเงินลงทุนส่วนใหญ่ในช่วงปี 2569-2572 จะถูกนำไปใช้สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้า หลวงพระบาง กําลังการผลิตติดตั้ง 1,460 เมกะวัตต์ ที่บริษัทถือหุ้นใน LPCL สัดส่วน 50 % ซึ่งเป็นผู้ได้รับสัมปทานจากรัฐบาล สปป.ลาว ในการออกแบบ พัฒนา และก่อสร้างโครงการประเภทนํ้าไหลผ่านขนาดใหญ่ (Run-of-river) ในช่วงปี 2569-2572 จะใช้เงินลงทุนอีกราว 10,109 ล้านบาท จากที่ได้ลงทุนไปแล้ว 10,825 ล้านบาท ซึ่งไฟฟ้าทั้งหมดจะจำหน่ายให้แก่ กฟผ. ระยะเวลาสัญญา 35 ปีนับจากวันที่เริ่มเดินเครื่องเชิงพาณิชย์(COD) ในอัตราค่าไฟฟ้าเฉลี่ยประมาณ 2.403 บาทต่อหน่วย ความคืบหน้าการก่อสร้าง ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 72% คาดว่าจะเริ่ม COD ได้ในช่วงต้นปี 2573
ขณะที่ปี 2569 บริษัทจะใช้เงินลงทุนสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังนํ้า หลวงพระบาง ราว 4,095 ล้านบาท โดยในไตรมาสแรกปีนี้ ได้ใส่เงินลงทุนไปแล้วราว 1,679 ล้าน และอีก 500 ล้านบาท สำหรับการลงทุนในโครงการอื่นๆ เช่น โครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ปักธงชัย 2 ซึ่งบริษัทได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ภายใต้โครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ในอัตราค่าไฟฟ้า 2.1679 บาทต่อหน่วย ระยะเวลาสัญญา 25 ปี มีกําลังการผลิตติดตั้ง 6 เมกะวัตต์ จะเริ่มการก่อสร้างในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ คาดว่าจะ เริ่มผลิตและจําหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2570 ใช้งบลงทุนประมาณ 200 ล้านบาท เป็นต้น
นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้า (Private PPA) เพื่อขายไฟฟ้าให้กับผู้ประกอบการเอกชน กําลังการผลิตติดตั้งประมาณ 8-10 เมกะวัตต์ต่อปี ในช่วงปี 2569-2572 รวมถึงการเตรียมความพร้อมเรื่องที่ดินเพื่อรองรับการเปิดประมูล โครงการไฟฟ้าพลังงานอาทิตย์ของภาครัฐในอนาคต หรือตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า(PDP) ที่จะประกาศออกมาในช่วงปีนี้ ซึ่งสามารถรองรับการลงทุนได้อีกประมาณ 20 เมกะวัตต์
นายธนวัฒน์ กล่าวอีกว่า ส่วนโครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ร่วมกับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จํากัด (มหาชน) หรือ BEM บริษัทได้ลงทุนในโครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ซึ่งตั้งอยู่ที่ศูนย์ซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าพระราม 9 สายเฉลิมรัชมงคล เพื่อผลิตไฟฟ้าจําหน่ายให้กับ BEM ทั้งหมด 3 โครงการ ที่ผ่านมาได้เริ่มผลิตและจําหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์แล้ว 1 โครงการ เมื่อเดือนธันวาคม 2567 และอีก 2 โครงการ รวมกำลังผลิตติดตั้ง 6.7 เมกะวัตต์ จะจําหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ ภายในช่วงกลางปี 2569 นี้ และเตรียมความพร้อมสำหรับการพัฒนาโครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น โครงการไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ ณ ศูนย์ซ่อมบำรุงอื่น ๆ ของ BEM ด้วย
ทั้งนี้ จากการดำเนินงานที่ผ่านมา บริษัทมีแนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่คงที่ ไม่เพิ่มขึ้นตามปริมาณการขายไฟฟ้า ในปี 2568 มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขต 1 และขอบเขต 2 รวม 702,884 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า(tCO2e) ลดลง 2.5% เมื่อเทียบกับปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น 14.2% จากปีก่อน
ขณะที่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยการผลิตไฟฟ้าของบริษัท อยู่ในระดับตํ่าอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2568 ค่าความเข้มข้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอยู่ที่ 0.057 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อเมกะวัตต์-ชั่วโมง(tCO2e/MWh) ตํ่ากว่ามากจากค่าเฉลี่ยโครงข่ายไฟฟ้าของประเทศไทย ที่ 0.499 tCO2e/MWh
นอกจากนี้ บริษัทยังได้ส่งมอบการซื้อขาย Renewable Energy Certifi cates (RECs) ไปแล้วจำนวนกว่า 51,760 RECs และมีสัญญาผูกพันในการส่งมอบ RECs อีกจำนวนปีละ 14,000 RECs ไปจนถึงปี 2570
ข่าวที่เกี่ยวข้อง