

KEY
POINTS
ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน การปรับปรุงโครงสร้างค่าไฟฟ้า เพื่อลดค่าครองชีพให้กับประชาชน ถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่ล่าสุดได้ตั้งแต่คณะกรรมการพิจารณาแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ซึ่งมีนายปกรณ์ นิลประพันธ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานกรรมการ
ทั้งนี้เพื่อมารื้อและปรับโครงสร้างสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าจากเอกชนที่ผูกพันกับรัฐมาอย่างยาวนาน ที่ถูกมองว่าเป็นต้นตอสำคัญที่ทำให้ราคาไฟฟ้าในบิลค่าไฟของประชาชนสูงเกินความเป็นจริง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ในกลุ่ม Adder และ Feed-in Tariff (FiT) และค่าความพร้อมจ่าย (Availability Payment: AP) ของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่(IPP) ที่กลายเป็นไขมันส่วนเกินในโครงสร้างค่าไฟฟ้ามานาน
การตั้งคณะกรรมการฯขึ้นมาพิจารณาครั้งนี้ รัฐบาลได้หยิบยกถึงความไม่เป็นธรรมในสัญญาการรับซื้อไฟฟ้า ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 368 ซึ่งระบุว่าสัญญาต้องได้รับการตีความตามความมุ่งหมายโดยสุจริตและตามปกติประเพณี การที่สัญญาการรับซื้อไฟฟ้าบางฉบับมีข้อกำหนดให้มีการต่ออายุสัญญาไปได้โดยอัตโนมัติหรือไม่มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอนในการสิ้นสุดสิทธิประโยชน์บางประการ ถือเป็นสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับปกติประเพณีในการทำสัญญา
ดังนั้น คณะกรรมการชุดนี้จึงมีหน้าที่สำคัญในการชั่งนํ้าหนักระหว่าง “หลักการคุ้มครองความศักดิ์สิทธิ์ของสัญญา” กับ “หลักความยุติธรรมและประโยชน์สาธารณะ” หากพบว่าเงื่อนไขในสัญญาขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายที่คุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน คณะกรรมการจะต้องหาแนวทางในการเจรจาหรือปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดความสมดุลใหม่ที่ไม่ทำให้เอกชนเสียเปรียบจนเกินไป แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่ให้ประชาชนต้องแบกรับภาระที่เกินจริง
สอดรับกับคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่ได้หยิบยกอำนาจตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550 มาตรา 65(1) ที่ระบุว่าอัตราค่าไฟฟ้าต้องสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และมาตรา 65(4) ที่เน้นยํ้าเรื่องความเป็นธรรมต่อทั้งผู้ใช้พลังงานและผู้ประกอบการ ที่ชี้ให้เห็นถึงความลักลั่นของราคารับซื้อไฟฟ้าในอดีตกับต้นทุนเทคโนโลยีในปัจจุบันอย่างชัดเจน โดยที่ผ่าน กกพ. ได้เสนอแนวทางต่อภาคนโยบายให้มีการทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไขการอุดหนุนโรงไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ Feed-in Tariff (FiT) ซึ่งเป็นสัญญาที่ถูกออกแบบมาเพื่อจูงใจการลงทุนในยุคที่เทคโนโลยีพลังงานสะอาดยังมีราคาสูง
เมื่อวันเวลาผ่านไปและเทคโนโลยีมีการพัฒนาจนทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอย่างมาก ราคาที่ภาครัฐตกลงรับซื้อตามสัญญาเดิมที่ระบุเงื่อนไขการ “ต่อสัญญาโดยอัตโนมัติ” หรือ “ไม่มีวันหมดอายุ” กลับกลายเป็นภาระที่ประชาชนต้องแบกรับผ่านค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ตัวเลขจาก กกพ. ระบุว่าปัญหานี้ส่งผลให้ประชาชนต้องจ่ายค่าไฟฟ้าสูงเกินจริงไปประมาณ 13-17 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อคำนวณจากปริมาณการใช้ไฟฟ้าของทั้งประเทศตลอดปี 2568 ที่คาดการณ์ไว้ประมาณ 195,000 ล้านหน่วย การลดราคาในส่วนนี้เพียงอย่างเดียวจะสามารถช่วยให้ประชาชนประหยัดเงินได้สูงถึง 33,150 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ หากคณะกรรมการฯชุดนี้ สามารถรื้อสัญญา ค่าความพร้อมจ่าย (AP) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของต้นทุนคงที่ในสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคเอกชน (PPA) ที่ส่งผลกระทบต่อบิลค่าไฟของประชาชนรุนแรงยิ่งกว่า จะเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้ค่าไฟฟ้าปรับลดลงได้
ผลการศึกษาจาก TDRI ระบุว่า ในโครงสร้างค่าไฟฟ้า สัดส่วน 80% ของค่าไฟฟ้าปัจจุบันมาจากต้นทุนการผลิตไฟฟ้า สามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ ต้นทุนเชื้อเพลิงสัดส่วน 50% และเป็นค่าความพร้อมจ่าย (AP) สัดส่วน 30 % ซึ่งเป็นค่าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) ต้องจ่ายให้โรงไฟฟ้าเอกชนตามสัญญา แม้ว่าจะไม่ได้เดินเครื่องผลิตไฟฟ้าตลอดเวลา ซึ่งพบว่า ตลอด 16 ปี (2551-2566) คนไทยต้องรับภาระค่าไฟจากโรงไฟฟ้าที่ไม่เดินเครื่อง คิดเป็นมูลค่าราว 5.33 แสนล้านบาท
ดังนั้น การจัดตั้งคณะกรรมการชุดนี้จึงเป็นบทพิสูจน์ความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชน และเป็นการวางรากฐานโครงสร้างพลังงานของประเทศให้มีความมั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน ผ่านการท้าทายที่จะเผชิญหน้ากับโครงสร้างผลประโยชน์ที่ทับซ้อน เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่จับต้องได้อย่างแท้จริง
บทความจากคอลัมน์ Circular Economy ชีวิตดี เริ่มที่เรา โดย : กรีนเดย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง