

KEY
POINTS
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เปิดเผยว่า ภาพรวมการใช้นํ้ามันเชื้อเพลิงเฉลี่ยเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ปริมาณการใช้อยู่ที่ 166.77 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยนํ้ามันเตาเพิ่มขึ้น 14% นํ้ามันกลุ่มเบนซินเพิ่มขึ้น 6.4% นํ้ามันดีเซลหมุนเร็วเพิ่มขึ้น 5.7% นํ้ามันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้น 4.3% และก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) เพิ่มขึ้น 3.7% ขณะที่ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) มีปริมาณการใช้ลดลง14.3 %
ทั้งนี้ หากแยกรายประเภทของนํ้ามันเชิ้อเพลิง พบว่า ปริมาณการใช้นํ้ามันกลุ่มเบนซิน เฉลี่ยอยู่ที่ 33.21 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 6.4% โดยนํ้ามันแก๊สโซฮอล์ 95 มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 21.12 ล้านลิตรต่อวัน สาเหตุมาจากส่วนต่างราคานํ้ามันแก๊สโซฮอล์ 95 ซึ่งในเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 31.80 บาทต่อลิตร ขณะที่ในช่วงเดียวกันของปีก่อนราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 33.82 บาทต่อลิตร มีส่วนต่างอยู่ที่ 2.02 บาทต่อลิตร จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคเลือกใช้นํ้ามันแก๊สโซฮอล์ 95 สูงขึ้นจากปีก่อน
ขณะที่นํ้ามันแก๊สโซฮอล์อี 20 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 5.13 บาทต่อลิตร จากการปรับส่วนต่างราคานํ้ามันและการรณรงค์ให้ประชาชนหันมาใช้ E20 ให้มากขึ้น เพื่อลดการใช้สัดส่วนนํ้ามันเบนซินพื้นฐาน และเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพที่ผลิตในประเทศ รวมทั้งนํ้ามันเบนซินที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 0.39 ล้านลิตรต่อวัน ขณะที่การใช้นํ้ามันแก๊สโซฮอล์ 91 และนํ้ามันแก๊สโซฮอล์อี 85 มีปริมาณการใช้ลดลงมาอยู่ที่ 6.53 ล้านลิตรต่อวัน และ 0.04 ล้านลิตรต่อวัน ตามลำดับ
สำหรับปริมาณการใช้นํ้ามันดีเซลหมุนเร็ว เฉลี่ยอยู่ที่ 72.33 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 5.7% เป็นการเพิ่มขึ้นของนํ้ามันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาที่ 72.33 ล้านลิตรต่อวัน ขยายตัวจากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่สร้างความไม่แน่นอนต่อราคานํ้ามันในตลาดโลก ส่งผลให้ในเดือนมีนาคมมีการปรับขึ้นราคานํ้ามัน 5 ครั้ง รวม 10.80 บาทต่อลิตร ความต้องการใช้นํ้ามันจึงขยับตัวสูงขึ้นก่อนการปรับราคาในแต่ละรอบ ดังนั้นปริมาณการจำหน่ายในภาพรวมจึงเพิ่มสูงขึ้นชั่วคราวตามกลไกการปรับตัวของผู้บริโภค
อย่างไรก็ตาม แม้ภาวะต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจะเป็นแรงกดดันสำคัญ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยยังคงสามารถรักษาระดับการขยายตัวได้สอดคล้องกับการประมาณการของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ที่ระบุว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2569 ยังคงฟื้นตัวและขยายตัวที่ 1.61%
ส่วนปริมาณการใช้ดีเซลหมุนเร็วบี 20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.003 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นการกลับมาจำหน่ายหลังจากมีการชะลอการจำหน่ายไปตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2568 อันเป็นผลจากการบริหารจัดการภายใต้การสนับสนุนของรัฐบาล ที่มุ่งเพิ่มความสะดวกและเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ใช้รถที่รองรับนํ้ามันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ควบคู่ไปกับเป้าหมายในการควบคุมต้นทุนด้านพลังงาน เพื่อบรรเทาภาระของภาคประชาชนและผู้ประกอบการ
นายสราวุธ กล่าวอีกว่า สำหรับปริมาณการใช้ Jet A1 เฉลี่ยอยู่ที่ 20.04 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 4.3% ยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากปีก่อน จากปริมาณจำนวนเที่ยวบินเดือนมกราคม-มีนาคม เฉลี่ยอยู่ที่ 83,043 เที่ยว เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า 5.80 % ประกอบกับการขนส่งสินค้าที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 8.94% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังคงมีปัจจัยท้าทายจากสถานการณ์ด้านราคาพลังงานที่กระทบต่อต้นทุนในการบริการและการดำเนินงาน โดยวิทยุการบินแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินยังคงมีแนวโน้มเติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา แม้การเติบโตจะตํ่ากว่าแนวโน้มเดิมก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้ง
ปริมาณการใช้นํ้ามันเตา เฉลี่ยอยู่ที่ 6.03 ล้านลิตรต่อวัน เพิ่มขึ้น 14% ซึ่งเป็นการขยายตัวจากปริมาณการใช้นํ้ามันเตาสำหรับเรือเดินสมุทร สอดคล้องกับมูลค่าการส่งออกของไทยในภาพรวม 3 เดือนแรก ปี 2569 ที่ขยายตัว 17.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ปัจจัยหลักขับเคลื่อนการส่งออกยังคงเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เติบโตตามความต้องการสินค้าเทคโนโลยี AI และ Data Center ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ปริมาณการใช้ LPG เฉลี่ยอยู่ที่ 17.84 ล้านกิโลกรัมต่อวัน เพิ่มขึ้น 3.7% ซึ่งเป็นผลมาจากการใช้ภาคปิโตรเคมี ที่เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.34 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ภาคครัวเรือนเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 6.10 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ขณะที่ภาคขนส่งลดลงมาอยู่ที่ 2.27 ล้านกิโลกรัมต่อวัน และภาคอุตสาหกรรมลดลงมาอยู่ที่ 2.129 ล้านกิโลกรัมต่อวัน
ปริมาณการใช้ NGV เฉลี่ยอยู่ที่ 2.16 ล้านกิโลกรัมต่อวัน ลดลง 14.3 %โดยมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่องสอดคล้องกับจำนวนรถจดทะเบียน NGV สะสมที่ลดลง 19.1 %จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ปริมาณการนำเข้านํ้ามันเชื้อเพลิง เฉลี่ยอยู่ที่ 1,042,838 บาร์เรลต่อวัน ลดลง 2.1% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 78,261 ล้านบาทต่อเดือน โดยเป็นการลดลงของการนำเข้านํ้ามันดิบที่มีการนำเข้าอยู่ที่ 1,011,340 บาร์เรลต่อวัน ลดลง 2.9% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้านํ้ามันดิบอยู่ที่ 76,137 ล้านบาทต่อเดือน ขณะที่นํ้ามันสำเร็จรูป (นํ้ามันเบนซินพื้นฐาน นํ้ามันดีเซลพื้นฐาน นํ้ามันอากาศยาน และ LPG) มาอยู่ที่ 31,498 บาร์เรลต่อวัน เพิ่มขึ้น 33.7% คิดเป็นมูลค่าการนำเข้านํ้ามันสำเร็จรูปอยู่ที่ 2,124 ล้านบาทต่อเดือน
ปริมาณการส่งออกนํ้ามันสำเร็จรูป เฉลี่ยอยู่ที่ 126,711 บาร์เรลต่อวัน ลดลง 16 % โดยเป็นการส่งออกนํ้ามันเบนซิน นํ้ามันดีเซล นํ้ามันเตา นํ้ามันอากาศยาน และ LPG คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 11,511 ล้านบาทต่อเดือน โดยปริมาณการส่งออกมีแนวโน้มปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมาตรการระงับการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวตามคำสั่งนายกรัฐมนตรีที่ 2/2569 เพื่อแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนนํ้ามันเชื้อเพลิง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง