

KEY
POINTS
นายทรงพล ตุละทา ผู้อำนวยการสำนักนโยบายสาธารณะภาคเหนือ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เปิดเผยว่า ในช่วงปี 2568 ที่เกิดสถานการณ์การปนเปื้อนโลหะหนักในลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง ขณะนั้นพบว่ามีปัญหาในเรื่องของข้อมูลและผลกระทบที่ถูกสื่อสารนำเสนอออกมาอย่างกระจัดกระจาย แยกส่วนแต่ละหน่วยงาน
สช. จึงได้ร่วมมือกับคณะสาธารณสุขศาสตร์ ม.เชียงใหม่ และภาคีเครือข่ายประเมินผลกระทบด้านสุขภาพภาคเหนือตอนบน เป็นตัวกลางในการประมวลผลและรวบรวมข้อมูล เพื่อที่จะเพิ่มพลังการขับเคลื่อนจากภาคส่วนต่างๆ ผ่านเครื่องมือการประเมินผลกระทบด้านสุขภาพแบบเร่งด่วน (Rapid HIA) โดยทำการศึกษาในกลุ่มตัวอย่าง 424 คนในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และ จ.เชียงราย ครอบคลุมประเด็นการรับรู้ พฤติกรรม สถานการณ์มลพิษ ตลอดจนผลกระทบทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสังคม
ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มประชากรส่วนใหญ่ในพื้นที่ประกอบอาชีพเกษตรกร มีรายได้ไม่เกินเดือนละ 5,000 บาท โดยพบว่าจำนวนถึง 91% รับรู้ได้ถึงความผิดปกติของแม่น้ำ ขณะที่ประมาณ 70% ต้องปรับพฤติกรรมการใช้น้ำ ไม่ว่าต้ม กรอง หรือไปซื้อน้ำดื่ม รวมถึงงดทำกิจกรรมในแม่น้ำ
ทำให้กระทบต่อถึงด้านเศรษฐกิจ ที่พบว่ามีครัวเรือนถึง 63% มีรายได้ลดลงโดยเฉลี่ยเดือนละ 1,200-1,300 บาทต่อเดือน อันเนื่องจากการท่องเที่ยวและอาชีพริมน้ำไม่สามารถทำได้เหมือนเดิม แต่กลับต้องมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณเดือนละ 2,600 บาท ในการเข้าถึงน้ำสะอาดเพื่ออุปโภคบริโภค ไม่นับรวมต้นทุนด้านระยะเวลา
กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดไม่เคยมีใครได้รับการตรวจสุขภาพเลย ทั้งที่ข้อมูลการตรวจสารพิษโลหะหนักจะพบเกินค่ามาตรฐานในหลายจุด หลังประมวลข้อมูลร่วมกันในพื้นที่แล้ว เราจึงเกิดข้อเสนอ 6 ประเด็นใหญ่ที่ต้องการผลักดันให้เกิดการขับเคลื่อน คือ
1. ยกระดับปัญหามลพิษข้ามพรมแดนให้เป็นวาระแห่งชาติ
2. มุ่งแก้ที่ต้นกำเนิดผ่านกลไกความร่วมมือระหว่างประเทศ
3. สร้างระบบเฝ้าระวังที่รวมผลด้านต่างๆ เข้าด้วยกัน
4. ลดความเสี่ยง หาน้ำทดแทนให้ประชาชน
5. มีกลไกเยียวยาฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ
6. พัฒนาระบบสื่อสารข้อมูลความเสี่ยงอย่างโปร่งใส
ด้านดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม สาขาวิชาการพัฒนาระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า คนเชียงใหม่และเชียงรายกำลังเผชิญความเสี่ยงจากสารโลหะหนักที่สะสมเข้าร่างกายทุกวัน ผ่านการบริโภคอาหารและน้ำดื่มที่ปนเปื้อน แม้ทุกครั้งที่หน่วยงานมีการรายงานผลตรวจสาร มักใช้คำว่าไม่เกินเกณฑ์ปลอดภัยในการบริโภค แต่การรับประทานของปนเปื้อนเข้าไปก็เปรียบเหมือนกับการสูบบุหรี่ ที่สะสมสารพิษเข้าไปเรื่อยๆ ทุกวัน
ตลอดเวลาที่เกิดปัญหาที่ผ่านมา พบว่าแม้ภาครัฐจะมีกลไกเฝ้าระวังและตรวจสอบสารพิษในห่วงโซ่อาหาร แต่กลับมีความอ่อนแอ เช่น ปกติการประปาฯ จะส่งน้ำดิบไปตรวจคุณภาพที่แล็บในกรุงเทพฯ ทว่าตั้งแต่เดือน ม.ค. ที่ผ่านมาไม่ได้ส่งไป เพราะมีปัญหากระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภายใน
ทำให้จากมาตรฐานเดิมที่ตรวจได้ 7 ชนิด ต้องเปลี่ยนมาใช้ชุดตรวจ Test Kit ที่ตรวจได้เพียง 3 ชนิด หรือการทำงานวิชาการของหน่วยงานที่ตรวจสอบพบสารพิษ ไม่ว่าจะมีการพบในตะกอนดิน พืช สัตว์ ฯลฯ แล้วกลับไม่สามารถให้คำตอบถึงแหล่งที่มาได้
นายปรัตถกร การเร็ว กำนันตำบลแม่ยาว กล่าวว่า แม่น้ำกกจากเดิมในอดีตคือเส้นเลือดใหญ่ที่หล่อเลี้ยงคนในตำบลซึ่งมีวิถีอยู่กับสายน้ำ แต่มาถึงวันนี้กลับกลายเป็นมัจจุราชเงียบที่ส่งผลกระทบคืบคลานมาในรูปของสารพิษ ซึ่งอาจไม่ได้คร่าชีวิตคนในคราวเดียว แต่จะส่งผลในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ดังนั้นคนในพื้นที่จะมีอยู่สองทางเลือก คือนิ่งเฉยปล่อยให้เป็นไป กับลุกขึ้นมาขับเคลื่อนร่วมกับภาคีต่างๆ ทั้งภาครัฐ ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม เพื่อร่วมกันฟื้นคืนเพื่อให้สายน้ำแห่งนี้กลับมามีชีวิตเหมือนเดิม
“ในระหว่างรอการแก้ไขปัญหาที่ต้องอาศัยนโยบายภาครัฐ หรือการผลักดันกฎหมายทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ ฯลฯ ซึ่งอาจต้องใช้เวลาอีกกว่า 5-10 ปีข้างหน้า ในระหว่างนี้อยากขอรัฐบาลช่วยแบ่งเบาภาระของคนในตำบล เพราะในพื้นที่ยังมีแหล่งต้นน้ำอีกสองสายที่สะอาดบริสุทธิ์คือ ห้วยแม่ซ้าย และ สองแควพัฒนา เป็นแหล่งทางเลือกที่สามารถนำมาช่วยหล่อเลี้ยงวิถีชีวิตของคนในตำบล ในระหว่างที่รอการแก้ไขสารปนเปื้อนในแม่น้ำกกให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม”
ขณะที่นายสมเกียรติ เขื่อนเชียงสา นายกสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิต กล่าวว่า ผลกระทบที่เกิดขึ้นให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มี 2 เหตุการณ์สำคัญ คือ น้ำท่วมใหญ่ในปี 2567 ที่มาพร้อมดินโคลนจำนวนมาก แล้วหลังจากนั้นแม่น้ำกกก็ไม่เคยกลับมาใสอีกเลย ต่อมาในปี 2568 มีการพบปลาจำนวนหนึ่งเกิดแผลเป็นตุ่มเต็มตัว จึงมีการเดินหน้าเก็บตัวอย่างพันธุ์ปลาไปตรวจสอบ พบว่ามีสารหนูและปรอทสะสม โดยเฉพาะปลาในส่วนท้ายน้ำ ซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายว่าการเปลี่ยนแปลงนี้กำลังลุกลามขยายไปยังพื้นที่ส่วนอื่นของแม่น้ำโขงด้วย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง