thansettakij
thansettakij
เอพี ผนึก มหิดล ปั้น 'หย่อมป่า' ชูอสังหาฯ สู่ระบบนิเวศเมืองยั่งยืน

เอพี ผนึก มหิดล ปั้น 'หย่อมป่า' ชูอสังหาฯ สู่ระบบนิเวศเมืองยั่งยืน

24 พ.ค. 69 | 04:55 น.
อัปเดตล่าสุด :24 พ.ค. 69 | 05:06 น.

เอพี ไทยแลนด์ จับมือมหาวิทยาลัยมหิดล เดินหน้าแนวคิด “Toward a Sustainable Future” ต่อยอดหย่อมป่า สร้างระบบนิเวศเมืองและความหลากหลายทางชีวภาพ ยกระดับคุณภาพการอยู่อาศัย

บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) เดินหน้ายกระดับแนวทางพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สู่มิติความยั่งยืน ผ่านความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยมหิดล ภายใต้แนวคิด “Toward a Sustainable Future” มุ่งสร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเมือง คุณภาพชีวิต และระบบนิเวศ ด้วยการต่อยอดโครงการ “หย่อมป่า” เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) และวางโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวในพื้นที่อยู่อาศัย รองรับการเติบโตของเมืองในระยะยาว

นายกิตติเชษฐ์ สถิตย์นพชัย รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาดองค์กรและดิจิทัล บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เอพีมอง “ความยั่งยืน” เป็นหนึ่งในกลยุทธ์หลักในการขับเคลื่อนองค์กรระยะยาว โดยความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยมหิดลครั้งนี้ เป็นการผสานองค์ความรู้ด้านนิเวศเมืองและความหลากหลายทางชีวภาพ เข้ากับการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับมาตรฐานการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ไทย

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวอยู่ภายใต้มาตรฐาน AP CODE ที่มุ่งสร้าง “ระบบนิเวศของการอยู่อาศัยด้วยความเข้าใจใส่ใจ” ควบคู่กับการส่งมอบ Living Quality ที่ดีต่อผู้อยู่อาศัย สังคม และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

“เราไม่ได้มองเพียงการสร้างพื้นที่สีเขียวเพื่อความสวยงาม แต่ต้องการพัฒนา ‘นิเวศวิทยาที่มีชีวิต’ ที่สามารถทำงานได้จริง ทั้งในด้านการลดมลพิษ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับคนเมือง” นายกิตติเชษฐ์กล่าว

สำหรับความร่วมมือครั้งนี้ จะต่อยอดโครงการ “หย่อมป่า” จากเดิมที่เน้นงานภูมิทัศน์ สู่การพัฒนา “Green Infrastructure” หรือโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ที่สามารถรองรับระบบนิเวศเมืองได้จริง ผ่านแนวคิด Ecological Landscape Design หรือการออกแบบพื้นที่สีเขียวเชิงนิเวศ

แนวทางดังกล่าวประกอบด้วย 3 หลักการสำคัญ ได้แก่

  • Design for Ecosystem การออกแบบพื้นที่สีเขียวให้สามารถขับเคลื่อนระบบนิเวศได้จริง ทั้งช่วยลดปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมือง (Urban Heat Island Effect) ดักจับฝุ่น PM2.5 กักเก็บคาร์บอน และเชื่อมโยงผู้อยู่อาศัยเข้ากับธรรมชาติ
  • Multi-tiered Planting การจัดวางพรรณไม้แบบหลายชั้น ตั้งแต่ไม้คลุมดิน ไม้พุ่ม ไม้เลื้อย ไปจนถึงไม้ยืนต้น เพื่อเลียนแบบโครงสร้างป่าธรรมชาติ ช่วยสร้างแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยให้กับนกและแมลงผสมเกสร
  • Urban Fit & Native Resilient การเลือกใช้พันธุ์ไม้ท้องถิ่นที่เหมาะกับสภาพเมือง ทนโรค ดูแลรักษาง่าย และไม่กระทบโครงสร้างวิศวกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศที่สามารถพึ่งพาตัวเองได้ในระยะยาว

เอพีระบุว่า หนึ่งในโครงการต้นแบบที่นำแนวคิดดังกล่าวมาต่อยอด คือ THE CITY Bangna 3 ซึ่งพัฒนาพื้นที่สีเขียวในรูปแบบ “Urban Micro Ecosystem” หรือระบบนิเวศขนาดย่อม ภายในโครงการบ้านเดี่ยว โดยใช้โครงสร้างพืชพรรณหลายระดับ ทั้งไม้ยืนต้น ไม้พุ่ม และไม้คลุมดิน เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอยู่อาศัยและธรรมชาติ

THE CITY Bangna 3

แนวคิดดังกล่าวยังต่อยอดมาจากความสำเร็จของโครงการ LIFE Sathorn Sierra ที่เคยได้รับรางวัล Good Design Award (G-Mark) จากประเทศญี่ปุ่น จากการออกแบบพื้นที่สีเขียวที่ผสานความหลากหลายทางชีวภาพเข้ากับการอยู่อาศัยอย่างเป็นระบบ

ด้านผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธัชวีร์ ลีละวัฒน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตกาญจนบุรี มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.อำนาจ เจรีรัตน์ ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตกาญจนบุรี และ อาจารย์ ดร.พรวิวรรณ โพธาสินธุ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาชีววิทยาเชิงอนุรักษ์ ร่วมสนับสนุนองค์ความรู้ด้านระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อพัฒนาแนวทางการออกแบบพื้นที่สีเขียวที่ตอบโจทย์เมืองยุคใหม่

นายกิตติเชษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า เป้าหมายของความร่วมมือครั้งนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาโครงการของเอพีเท่านั้น แต่ต้องการวางรากฐานใหม่ให้กับการพัฒนาเมืองในอนาคต ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพชีวิตของผู้คนกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง