thansettakij
thansettakij
ตลาดกระเบื้อง-วัสดุตกแต่งเร่งปรับกลยุทธ์ รับอสังหาฯ ชะลอเปิดโครงการ

ตลาดกระเบื้อง-วัสดุตกแต่งเร่งปรับกลยุทธ์ รับอสังหาฯ ชะลอเปิดโครงการ

13 พ.ค. 69 | 08:30 น.
อัปเดตล่าสุด :13 พ.ค. 69 | 09:27 น.

WDC ประเมินตลาดกระเบื้อง-วัสดุตกแต่งปี 2569 โตชะลอตามภาคอสังหาฯ หลังดีเวลอปเปอร์รายใหญ่ลดเปิดโครงการใหม่ เร่งปรับเกมคุมต้นทุน ขยายสาขาต่างจังหวัด และรุกตลาดรีโนเวต-ลักชัวรีที่ยังมีกำลังซื้อ

KEY

POINTS

  • ตลาดวัสดุตกแต่งและกระเบื้องได้รับแรงกดดันจากการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่ชะลอการลงทุนและเปิดตัวโครงการใหม่
  • ผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์กลยุทธ์สำคัญในการรับมือคือการบริหารจัดการต้นทุนอย่างเข้มงวด การกระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายเชนด้วยการนำเข้าสินค้าจากหลายประเทศ และการลงทุนเพื่อประหยัดพลังงาน
  • มุ่งพัฒนาสินค้าให้ตอบโจทย์เทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่ใส่ใจเรื่องสุขภาพ (Wellness) ความยั่งยืน และวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าที่ศึกษาข้อมูลมากขึ้น

บริษัท เวสเทิร์น เดคอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ WDC ผู้ดำเนินธุรกิจนำเข้าและจำหน่ายวัสดุตกแต่งพื้นและผนังระดับพรีเมียม ประเมินภาพรวมตลาดวัสดุตกแต่งและกระเบื้องปี 2569 ยังเผชิญแรงกดดันจากภาวะชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ ที่เริ่มชะลอการลงทุนและเปิดตัวโครงการใหม่ ส่งผลให้ธุรกิจวัสดุก่อสร้างซึ่งเป็นซัพพลายเชนเกี่ยวเนื่อง เติบโตต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

นายบัณฑิต หิรัญญนิธิวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เวสเทิร์น เดคอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตลาดกระเบื้องไทยปัจจุบันมีมูลค่าราว 3-4 หมื่นล้านบาท โดยภาพรวมปีนี้ยังอยู่ในภาวะทรงตัวแบบเฉพาะกลุ่ม เนื่องจากกำลังซื้อไม่ได้ฟื้นตัวเท่ากันทุกเซ็กเมนต์ ขณะที่ตลาดระดับแมสยังถูกกดดันจากภาระหนี้ครัวเรือนและความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อของสถาบันการเงิน

บัณฑิต หิรัญญนิธิวัฒนา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร WDC

อย่างไรก็ตาม กลุ่มตลาดระดับกลาง-บนและลักชัวรียังมีกำลังซื้อ รวมถึงตลาดรีโนเวตบ้านเดิมที่เติบโตต่อเนื่อง ทำให้ยังเห็นดีมานด์ในกลุ่มวัสดุตกแต่งพรีเมียม โดยเฉพาะสินค้าที่ตอบโจทย์เรื่องดีไซน์ ฟังก์ชัน และคุณภาพชีวิต

“ไตรมาสแรกยอดขายเรายังทรงตัวใกล้เคียงปีก่อน ทั้งที่ WDC มีการขยายสาขาเพิ่ม ซึ่งตามปกติควรเห็นการเติบโตมากกว่านี้ สะท้อนว่าตลาดโดยรวมยังชะลอตัวอยู่พอสมควร” นายบัณฑิต กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 2569 เติบโต 10% จากปีก่อนที่มีรายได้เกือบ 1,000 ล้านบาท แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นจากสถานการณ์สงครามโลกและความผันผวนด้านโลจิสติกส์

กรุงเทพฯ ชะลอเปิดโครงการ ต่างจังหวัดยังมีแรงส่ง

นายบัณฑิต ระบุว่า ตลาดอสังหาริมทรัพย์กรุงเทพฯ โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่เริ่มเห็นการชะลอตัวชัดเจน ต่างจากช่วงก่อนหน้าที่มีเมกะโปรเจกต์ทยอยเปิดตัวต่อเนื่อง เช่น โครงการมิกซ์ยูสขนาดใหญ่ในใจกลางเมือง ขณะที่โครงการโรงแรมระดับกลางและล่าง รวมถึงอสังหาฯ บางประเภท เริ่มลดการลงทุนและควบคุมต้นทุนมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ต่างจังหวัดและเมืองท่องเที่ยวยังเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพ โดยเฉพาะภูเก็ตและสมุย ที่ได้รับแรงหนุนจากนักลงทุนต่างชาติและกลุ่มลูกค้าระดับบน ทั้งโครงการพูลวิลล่า บ้านพักตากอากาศ และเวลเนสโปรเจกต์ ส่งผลให้ WDC เดินหน้าขยายสาขาใหม่ในสมุยและนครราชสีมาเพิ่มเติม หลังจากเปิดสาขาสุราษฎร์ธานีและเชียงใหม่ไปก่อนหน้านี้

“สมุยวันนี้เริ่มมีทิศทางคล้ายภูเก็ตช่วงก่อนโควิด มีทั้งลูกค้าต่างชาติและโครงการใหม่เข้ามาต่อเนื่อง ส่วนต่างจังหวัดยังมีทั้งงานเอกชน งานโรงพยาบาล และเวลเนสโปรเจกต์ที่เดินหน้าอยู่” นายบัณฑิต กล่าว

เร่งคุมต้นทุน-กระจายซัพพลายเชนรับตลาดผันผวน

ในด้านกลยุทธ์รับมือภาวะตลาดชะลอตัว บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารต้นทุนและกระจายความเสี่ยงด้านซัพพลายเชน โดยปัจจุบันสินค้ากว่า 95% ของบริษัทเป็นสินค้านำเข้า และมีการจัดหาจากหลายประเทศ ทั้งอิตาลี สเปน อินเดีย เวียดนาม อินโดนีเซีย และตุรกี เพื่อควบคุมต้นทุนและเลือกจุดแข็งของแต่ละแหล่งผลิต

นอกจากนี้ WDC ยังเร่งลงทุนด้าน Cost Saving ทั้งการติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโชว์รูมและคลังสินค้า รวมถึงทยอยใช้รถยนต์ไฟฟ้าในองค์กร เพื่อรับมือค่าใช้จ่ายด้านพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น

“Key Success คือการบริหารต้นทุนและซัพพลายเชนให้แข็งแรง เพราะแต่ละประเทศมีความเชี่ยวชาญต่างกัน บางแห่งเด่นเรื่องไซซ์ใหญ่ บางแห่งเด่นเรื่องสีหรือเทคโนโลยี หน้าที่เราคือดึงศักยภาพเหล่านั้นมาสร้างความแตกต่างในตลาด” นายบัณฑิต กล่าว

ตลาดกระเบื้อง-วัสดุตกแต่งเร่งปรับกลยุทธ์ รับอสังหาฯ ชะลอเปิดโครงการ

ลูกค้าเลือกมากขึ้น ดันเทรนด์วัสดุสุขภาพ-รักษ์โลก

สำหรับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน บริษัทมองว่าลูกค้ามีความเป็น “Smart User” มากขึ้น โดยให้ความสำคัญกับข้อมูล เปรียบเทียบสินค้า และควบคุมงบประมาณอย่างละเอียด แตกต่างจากอดีตที่มักมอบหมายให้ดีไซเนอร์หรือผู้รับเหมาตัดสินใจแทน

ขณะเดียวกัน เทรนด์วัสดุตกแต่งในปี 2569 จะขับเคลื่อนจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ การอยู่อาศัยเพื่อสุขภาพ (Wellness Living) วัสดุที่ได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ กระเบื้องแผ่นใหญ่แบบไร้รอยต่อ และวัสดุที่ตอบโจทย์ความยั่งยืน

บริษัทจึงได้นำเสนอคอลเลกชันใหม่และนวัตกรรมด้านวัสดุตกแต่ง อาทิ MILANO SUBLIME Collection ที่ถอดลวดลายจากมหาวิหาร Duomo di Milano ประเทศอิตาลี รวมถึง GRAVITY Collection กระเบื้องเทคโนโลยี HARDITEC ที่เน้นความทนทาน ลดรอยขีดข่วน และช่วยยืดอายุการใช้งาน

ตลาดกระเบื้อง-วัสดุตกแต่งเร่งปรับกลยุทธ์ รับอสังหาฯ ชะลอเปิดโครงการ

นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอเทคโนโลยีกระเบื้องกันลื่นและวัสดุ Pet-Friendly เพื่อตอบโจทย์บ้านที่มีสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่เติบโตต่อเนื่องในช่วงหลังโควิด

นายบัณฑิต กล่าวทิ้งท้ายว่า แม้ภาพรวมเศรษฐกิจและอสังหาริมทรัพย์ยังอยู่ในช่วงท้าทาย แต่บริษัทเชื่อว่าตลาดวัสดุตกแต่งระดับพรีเมียมยังมีโอกาสเติบโตจากกลุ่มรีโนเวตและตลาดระดับบน รวมถึงการขยายตัวของเมืองท่องเที่ยวและการลงทุนจากต่างชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดย WDC มีแผนขยายธุรกิจไปยังตลาดอาเซียนเพิ่มเติมในระยะถัดไป