thansettakij
thansettakij
วิกฤตพลังงานดันธุรกิจบริหารอาคารเร่งอัปเกรดแผนรับมือ

วิกฤตพลังงานดันธุรกิจบริหารอาคารเร่งอัปเกรดแผนรับมือ

พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ยกระดับแผน BCP ด้านพลังงาน รับมือความเสี่ยงไฟฟ้าและวิกฤตไม่คาดคิด ชูระบบอาคารต้องพร้อมรองรับทุกสถานการณ์

KEY

POINTS

  • วิกฤตพลังงานและปัจจัยเสี่ยงใหม่ๆ ผลักดันให้ธุรกิจบริหารอาคารต้องยกระดับการวางแผนจากการดูแลทั่วไปสู่การสร้างระบบรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน
  • มีการนำแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ (BCP) มาประยุกต์ใช้กับการจัดการพลังงานไฟฟ้าโดยเฉพาะ เพื่อรับมือเหตุการณ์ไฟฟ้าดับซึ่งถือเป็นสถานการณ์วิกฤต
  • แผนรับมือครอบคลุม 3 ระยะ คือ ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังฟื้นฟู โดยเน้นการเตรียมระบบ การจัดการโหลดไฟฟ้า และการซักซ้อมเพื่อให้ระบบที่จำเป็นของอาคารทำงานได้อย่างต่อเนื่อง
  • เป้าหมายหลักคือการรักษาความต่อเนื่องของระบบสำคัญและความปลอดภัยของผู้ใช้อาคาร ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานใหม่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและรักษามูลค่าของอาคาร

ท่ามกลางความผันผวนด้านพลังงานและความเสี่ยงใหม่ที่เกิดขึ้นจากทั้งปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ ภัยพิบัติ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ ธุรกิจบริหารจัดการอาคารกำลังเผชิญโจทย์ใหม่ในการยกระดับมาตรฐานการดูแลอาคาร จากเดิมที่เน้นเพียงการบริหารงานปฏิบัติการทั่วไป ไปสู่การออกแบบระบบเพื่อรองรับสถานการณ์วิกฤตที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

นายภคิน เอกอธิคม ผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทรัพยากรอาคาร บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันความเสี่ยงที่กระทบต่อการดำเนินงานอาคารมีความซับซ้อนมากขึ้น ทั้งจากความไม่แน่นอนด้านพลังงาน สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงภัยพิบัติที่เริ่มเกิดขึ้นในบริบทใหม่ของประเทศไทย ส่งผลให้การบริหารอาคารต้องปรับแนวคิดจากการวางแผนเชิงปฏิบัติการ ไปสู่การสร้างระบบรองรับความต่อเนื่องในการดำเนินกิจกรรมภายในอาคารอย่างเป็นรูปธรรม

“บทบาทของผู้บริหารจัดการอาคารในวันนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การดูแลความเรียบร้อย แต่ต้องครอบคลุมถึงการประเมินความเสี่ยง การวางระบบรองรับเหตุไม่คาดคิด และการรักษาความต่อเนื่องของการใช้ชีวิตและการดำเนินธุรกิจภายในอาคารด้วย” นายภคินกล่าว

ทั้งนี้ พลัส พร็อพเพอร์ตี้ ได้นำแนวทางแผนความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ Business Continuity Plan (BCP) มาพัฒนาในมิติของ “การบริหารจัดการพลังงานไฟฟ้า” เพื่อรองรับกรณีเกิดเหตุหยุดจ่ายกระแสไฟฟ้า ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ขั้นวิกฤต หรือ Worst Case Scenario โดยครอบคลุมทั้งระบบไฟฟ้าในภาวะปกติ (Normal Load) และระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน (Emergency Load)

สำหรับระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน บริษัทได้ออกแบบให้รองรับระบบสำคัญของอาคารที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยและการใช้งานขั้นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นระบบแสงสว่าง ลิฟต์ ระบบปั๊มน้ำ ระบบป้องกันอัคคีภัย ระบบรักษาความปลอดภัย อาทิ CCTV และ Access Control รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล ทั้ง Data Center และระบบ IT เพื่อให้ระบบที่จำเป็นยังสามารถดำเนินการได้ต่อเนื่องในช่วงเกิดวิกฤต

ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการโหลดไฟฟ้า หรือ Load Management เพื่อจัดลำดับความสำคัญของการใช้พลังงานในสถานการณ์จำกัด ช่วยให้อาคารสามารถบริหารทรัพยากรด้านพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ในเชิงการวางระบบ แผน BCP ของพลัสฯ ครอบคลุมทั้งการเตรียมความพร้อมภายในพื้นที่อาคาร (On-site) และการจัดเตรียมพื้นที่สำรอง (Backup Site) โดยมีการสำรวจความพร้อมในหลายด้าน ทั้งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง ความสามารถในการจ่ายไฟในแต่ละช่วงเวลา ปริมาณน้ำมันเชื้อเพลิง ตลอดจนการระบุพื้นที่และระบบสำคัญที่ต้องได้รับการดูแลเป็นลำดับแรก เพื่อให้สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสมในแต่ละสถานการณ์ รวมถึงรองรับกรณีที่เหตุการณ์ยืดเยื้อเป็นเวลานาน

นอกจากนี้ แผน BCP ด้านพลังงานยังถูกออกแบบให้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง โดยแบ่งการดำเนินงานออกเป็น 3 ระยะหลัก ได้แก่ ระยะเตรียมการก่อนเกิดไฟฟ้าดับ ระยะระหว่างเกิดเหตุ และระยะฟื้นฟูหลังระบบไฟฟ้ากลับมาทำงานตามปกติ

ในช่วงก่อนเกิดเหตุ จะเน้นการเตรียมความพร้อมเชิงระบบ เช่น การสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง การวางแผนลดพื้นที่ใช้งาน การลดโหลดไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น รวมถึงการสื่อสารกับผู้ใช้อาคารล่วงหน้า

ส่วนในช่วงที่เกิดเหตุไฟฟ้าดับและยังมีการใช้อาคาร จะมีการควบคุมการใช้พลังงานอย่างเข้มงวด ตรวจสอบการทำงานของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง บริหารการเข้า-ออกอาคาร และงดกิจกรรมที่ไม่จำเป็น เพื่อรักษาเสถียรภาพของระบบ

ขณะที่ในระยะหลังไฟฟ้ากลับเข้าสู่ภาวะปกติ จะเป็นขั้นตอนการฟื้นฟูและตรวจสอบระบบทั้งหมดก่อนกลับมาใช้งานเต็มรูปแบบ พร้อมสื่อสารข้อมูลกับผู้ใช้อาคารอย่างต่อเนื่อง

นายภคินกล่าวเพิ่มเติมว่า หัวใจสำคัญของแผนดังกล่าว คือการสร้างความเข้าใจให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องสามารถปฏิบัติตามขั้นตอนเมื่อเกิดเหตุได้จริง ผ่านการติดตาม ทบทวน และซักซ้อมแผนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ระบบสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์จริง

“สิ่งที่เราให้ความสำคัญ คือการพัฒนาแผนให้สามารถใช้งานได้จริง และยกระดับมาตรฐานการบริหารจัดการอาคารให้พร้อมรองรับทุกสถานการณ์ เพราะวันนี้ความพร้อมของอาคารไม่ได้หมายถึงแค่ความสะดวกสบาย แต่หมายถึงความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องของการดำเนินชีวิตและธุรกิจภายในอาคารด้วย” นายภคินกล่าว

ทั้งนี้ การยกระดับแผน BCP ด้านพลังงานของพลัส พร็อพเพอร์ตี้ สะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมบริหารจัดการอาคาร ที่ให้ความสำคัญกับ “ความต่อเนื่องของระบบ” ควบคู่ไปกับ “ความปลอดภัยของผู้ใช้อาคาร” ซึ่งกำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษามูลค่าสินทรัพย์ และสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาวของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย ท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอนด้านพลังงานและความเสี่ยงรูปแบบใหม่ในอนาคต