
ศุภาลัยปักหมุดรังสิต 287 ไร่ ดึง SISB ปั้นคอมมูนิตี้บ้าน-โรงเรียนนานาชาติ
ศุภาลัยรุกทำเลรังสิตคลอง 3 ปั้น Community Living Hub 287 ไร่ ผสานบ้านพรีเมียม-โรงเรียนนานาชาติ SISB หวังดึงดีมานครอบครัวเมือง-ยกระดับตลาดแนวราบกรุงเทพฯ เหนือ
KEY
POINTS
- ศุภาลัยเปิดตัวโครงการ "Community Living Hub" บนที่ดินขนาดใหญ่ 287 ไร่ บริเวณรังสิต คลอง 3
- ร่วมมือกับโรงเรียนนานาชาติ SISB สร้างแคมปัสแห่งใหม่ภายในโครงการ เพื่อเป็นแม่เหล็กดึงดูดกลุ่มลูกค้าครอบครัว
- เปิดตัว 2 โครงการที่อยู่อาศัยพร้อมกัน คือ "ศุภาลัย พรีมา วิลล่า" สำหรับตลาดลักชัวรี และ "ศุภาลัย ปาล์มสปริงส์" สำหรับตลาดระดับกลาง
บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเกมรุกตลาดแนวราบโซนกรุงเทพฯ ตอนเหนือครั้งใหญ่ ด้วยการปักหมุดพัฒนา “Community Living Hub” บนที่ดินผืนใหญ่กว่า 287 ไร่ ติดถนนรังสิต-นครนายก ย่านรังสิตคลอง 3 วางหมากยกระดับทำเลจากตลาดบ้านระดับกลางเดิม สู่การเป็นคอมมูนิตี้อยู่อาศัยที่ผสาน “บ้านพรีเมียม-บ้านระดับกลาง-โรงเรียนนานาชาติ” เข้าไว้ในพื้นที่เดียวกัน หวังเจาะดีมานครอบครัวเมืองที่มองหาคุณภาพชีวิตระยะยาวมากกว่าการซื้อบ้านเพียงอย่างเดียว
ดร.ประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทมองเห็นศักยภาพของทำเลรังสิตมาอย่างต่อเนื่อง และเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ศุภาลัยพัฒนาโครงการมาแล้วราว 30 โครงการ ทำให้เข้าใจทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค ระดับราคา และความต้องการของตลาดในย่านนี้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะการเติบโตของประชากรในปทุมธานีและรังสิต ซึ่งยังมีพื้นที่รองรับการขยายตัวอีกมาก
และยังมองว่า “รังสิตเป็นเมืองแห่งอนาคต” เพราะมีทั้งฐานประชากรขนาดใหญ่ มหาวิทยาลัย ศูนย์การค้า โรงพยาบาล และการเดินทางที่เชื่อมต่อกรุงเทพฯ ได้สะดวก ขณะที่ทำเลโดยเฉพาะคลอง 2 และคลอง 3 ยังได้เปรียบกว่าคลองที่ลึกออกไป เพราะใกล้เมืองกว่า เชื่อมลำลูกกาได้ง่าย และเหมาะกับการพัฒนาสินค้าระดับราคาสูงมากกว่า จึงเป็นเหตุผลที่บริษัทตัดสินใจลงทุนกับที่ดินแปลงนี้ แม้จะมีต้นทุนสูงกว่าแปลงอื่น ๆ ที่เคยซื้อในย่านเดียวกัน
หัวใจสำคัญของโปรเจกต์นี้เป็นการวางโมเดล “ecosystem การอยู่อาศัย” ที่เชื่อมที่อยู่อาศัยกับการศึกษาระดับนานาชาติเข้าด้วยกัน โดยดึงโรงเรียนในเครือ SISB เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้ในระยะใกล้ระดับ 0 เมตร ซึ่งมองว่าจะเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจซื้อของครอบครัวยุคใหม่ มากกว่าการมีศูนย์การค้าหรือร้านค้ารอบโครงการเพียงอย่างเดียว
ดร.ประทีป ระบุว่า เดิมบริษัทเคยประเมินพื้นที่ด้านหน้าของแปลงเพื่อพัฒนาเชิงพาณิชย์ แต่หลังสำรวจพบว่ารังสิตมีศูนย์การค้าอยู่จำนวนมากแล้ว จึงเลือกวางคอนเซ็ปต์ใหม่ด้วยการเติม “โรงเรียนนานาชาติ” เข้าไปเป็นแม่เหล็กหลักแทน เพราะโรงเรียนเป็นองค์ประกอบที่ครอบครัวใช้งานทุกวัน และสร้างคุณค่าการอยู่อาศัยได้จริงในระยะยาว
นางสาวธัญวรัตน์ ปัญญารัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและการขาย บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Pain Point สำคัญของครอบครัวในโซนรังสิต-ลำลูกกา คือเวลาในการเดินทางและคุณภาพชีวิตในแต่ละวัน โดยเฉพาะครอบครัวที่มีบุตรหลานในวัยเรียน ซึ่งต้องเสียเวลาอยู่บนท้องถนนจำนวนมาก การมีโรงเรียนนานาชาติอยู่ติดกับโครงการจึงเป็น “solution ของการใช้ชีวิต” ที่ตอบโจทย์มากกว่าการเพิ่มส่วนกลางหรือสิ่งอำนวยความสะดวกทั่วไป เพราะช่วยให้ครอบครัวมีเวลาอยู่ร่วมกันมากขึ้น และทำให้บ้านทำหน้าที่เป็นฐานของชีวิตจริง ๆ
ภายใต้บิ๊กโปรเจกต์นี้ ศุภาลัยประเดิม 2 โครงการแรกจับ 2 เซ็กเมนต์ เพื่อรองรับดีมานด์ต่างระดับในทำเลเดียวกัน โดยมีมูลค่ารวมกว่า 5,000 ล้านบาท โดยบริษัทระบุว่าสามารถทำยอดขายในเฟสแรกได้แล้วกว่า 350 ล้านบาท สะท้อนว่าตลาดรังสิตยังมีดีมานด์รองรับบ้านแนวราบ หากสินค้าและทำเลตอบโจทย์การใช้ชีวิตได้ตรงจุด
โครงการแรก “ศุภาลัย พรีมา วิลล่า รังสิต คลอง 3” เป็นบ้านเดี่ยวระดับลักชัวรี มูลค่าโครงการประมาณ 3,360 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 98 ไร่ พัฒนาเพียง 271 ยูนิต ใช้แบบบ้านซีรีส์ใหม่ Romantic Charm จำนวน 7 แบบ บนที่ดินเริ่มต้น 100 ตารางวาขึ้นไป พื้นที่ใช้สอย 238-502 ตารางเมตร ฟังก์ชัน 4-5 ห้องนอน 4-7 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2-4 คัน ราคาเริ่มต้น 18 ล้านบาท
สำหรับโครงการนี้ บริษัทชูจุดขายเรื่องความพรีเมียมทั้งขนาดบ้าน ความเป็นส่วนตัว และสิ่งอำนวยความสะดวก โดยมี Premium Luxury Clubhouse ขนาดใหญ่ 2 ชั้น สระว่ายน้ำระบบน้ำแร่แบบ Free-form พื้นที่สีเขียวเกือบ 4 ไร่ รวมถึงงานออกแบบทางเข้าและองค์ประกอบสถาปัตยกรรมที่ผู้บริหารมองว่าจะกลายเป็นแลนด์มาร์กใหม่ของย่านคลอง 3
อีกโครงการคือ “ศุภาลัย ปาล์มสปริงส์ รังสิต คลอง 3” มูลค่าโครงการประมาณ 1,790 ล้านบาท บนพื้นที่กว่า 57 ไร่ พัฒนาเป็นบ้านเดี่ยวและบ้านแฝดจำนวน 310 ครอบครัว พื้นที่ใช้สอย 141-210 ตารางเมตร ฟังก์ชัน 3-4 ห้องนอน 3-4 ห้องน้ำ ที่จอดรถ 2 คัน ราคาเริ่มต้น 4.19 ล้านบาท จับกลุ่มครอบครัวรุ่นใหม่ที่ต้องการบ้านในคอมมูนิตี้คุณภาพ แต่ในระดับราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า
นางสาวธัญวรัตน์กล่าวว่า การวางสองโครงการนี้ไว้ในคอมมูนิตี้เดียวกัน ทำให้ศุภาลัยสามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้ตั้งแต่กลุ่มครอบครัวเริ่มต้น ไปจนถึงกลุ่มที่ต้องการขยับสู่บ้านขนาดใหญ่และสภาพแวดล้อมระดับพรีเมียม โดยยังรักษาจุดร่วมสำคัญคือทำเล คุณภาพโครงการ และการเข้าถึงโรงเรียนนานาชาติในพื้นที่เดียวกัน
ในด้านการศึกษา นายเคลวิน โคห์ ประธานกรรมการบริหาร โรงเรียนในเครือ SISB กล่าวว่า กลุ่ม SISB มองว่ารังสิตเป็นทำเลศักยภาพที่มีประชากรเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่ยังขาดโรงเรียนนานาชาติในพื้นที่ จึงตัดสินใจขยายโรงเรียนแห่งที่ 7 ของกลุ่มเข้ามาที่นี่ โดยชูจุดแข็งด้านวิชาการผ่าน Singapore Curriculum ผสานการเรียนการสอนสามภาษา คือ อังกฤษ ไทย และจีน เพื่อเตรียมความพร้อมให้นักเรียนแข่งขันในระดับนานาชาติ
ทั้งนี้ SISB ดำเนินธุรกิจการศึกษามา 25 ปี และปัจจุบันมีนักเรียนรวมกว่า 4,000-5,000 คน โดยจุดแข็งสำคัญคือการสร้างพื้นฐานวิชาการที่แข็งแรง โดยเฉพาะภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และภาษาจีน ซึ่งเป็นทักษะที่ผู้ปกครองยุคใหม่ให้ความสำคัญมากขึ้น โดยแผนเปิดโรงเรียนที่รังสิตจะเริ่มรับนักเรียนตั้งแต่ระดับเตรียมอนุบาลถึง ป.4 ก่อน และมีกำหนดเปิดการเรียนการสอนในเดือนสิงหาคม 2570 ขณะที่ปัจจุบันได้เปิดรับสมัครล่วงหน้าแล้ว
นอกจากนี้ อีกกนึ่งจุดเด่นสำคัญที่ศุภาลัยใช้สร้างความต่างให้โครงการ คือการดึงแนวคิด Future Living เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของบ้าน โดยเฉพาะในโครงการพรีมา วิลล่า ที่ติดตั้งระบบสายไฟฟ้าใต้ดิน Home Automation ระบบ Airflow ที่ช่วยดึงอากาศดีและไล่อากาศเสีย รวมถึงช่วยลด PM 2.5 การติดตั้ง Solar Rooftop และการรองรับ EV Charger ในทุกยูนิต ส่วนปาล์มสปริงส์ก็ใส่ระบบ Home Automation และระบบรักษาความปลอดภัยเพื่อยกระดับประสบการณ์การอยู่อาศัยเช่นกัน
ดร.ประทีปยังย้ำว่า จุดแข็งดั้งเดิมของบ้านศุภาลัย คือการเป็น “บ้านประหยัดพลังงาน” ซึ่งพัฒนาต่อเนื่องมานาน ทั้งการเลือกใช้วัสดุที่ช่วยกันความร้อน กันเสียง และเพิ่มความสบายในการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็นผนัง กระจก หลังคา ระบบระบายอากาศ ไปจนถึงรายละเอียดการออกแบบภายในบ้านที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตมากขึ้น เช่น ห้องน้ำที่ใหญ่ขึ้น การแยกพื้นที่ใช้งาน และวัสดุที่ช่วยเรื่องความปลอดภัยและการดูแลรักษา
นอกจากตัวโครงการแล้ว บริษัท ยังลงทุนยกระดับสาธารณูปโภคโดยรอบ ด้วยการถมที่ ยกระดับถนนหน้าโครงการ และพัฒนาสะพานข้ามคลองบริเวณหน้าโครงการเพื่อเชื่อมต่อการเดินทางและสร้างประโยชน์สาธารณะ ซึ่งมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทั้งโครงการและทำเลในภาพรวม
นางสาวธัญวรัตน์ ยังระบุถึงการแข่งขันในทำเลรังสิตว่า รังสิตยังมีช่องว่างของสินค้ากลุ่มบนอยู่พอสมควร โดยเฉพาะบ้านระดับ 15-20 ล้านบาทขึ้นไปในโซนรังสิต-ลำลูกกา ที่ยังมีซัพพลายไม่มากนัก พรีมา วิลล่า จึงเข้ามาเติมช่องว่างของตลาดได้ค่อนข้างชัด ขณะที่ปาล์มสปริงส์จะเป็นตัวรองรับดีมานด์กลุ่มกลางในทำเลเดียวกัน ทำให้บริษัทสามารถครอบคลุมฐานลูกค้าได้กว้างขึ้นโดยไม่ต้องออกนอกพื้นที่
ดร.ประทียังกล่าวเสริมว่า บ้านระดับราคาสูงในย่านรังสิตยังพอมีอยู๋จำนวนหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่จะอยู่ไกลออกไปกว่านี้ จึงทำให้แปลงคลอง 3 ผืนนี้มีความพิเศษจากการเป็นที่ดินขนาดใหญ่ที่สามารถพัฒนาโครงการพรีเมียมได้จริง และยังเชื่อมต่อกรุงเทพฯ ได้สะดวกกว่า หากมองเฉพาะตลาดบ้านแนวราบ นี่ถือเป็นหนึ่งในโครงการที่ยกระดับราคาและคุณภาพบ้านในย่านรังสิตขึ้นมาอย่างชัดเจน
ทั้งนี้ บริษัทยังเหลือพื้นที่สำหรับพัฒนาโครงการในเฟสถัดไปอีก 1 โครงการภายในที่ดิน 287 ไร่ดังกล่าว โดยจะศึกษาความต้องการของตลาดเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจพัฒนาสินค้าใหม่
การเปิด 2 โครงการใหม่ของศุภาลัยในครั้งนี้ จึงเป็นการสะท้อนถึงภาพใหญ่ “Supalai Community Living Hub @ Rangsit Khlong 3” ซึ่งยกระดับจากบ้านจัดสรรที่ไม่เพียงแค่เน้นคุณภาพในราคาที่เหมาะสม แต่ยังนำไปสู่โมเดลคอมมูนิตี้ขนาดใหญ่ที่ใช้โรงเรียนนานาชาติเป็นแม่เหล็กหลักในการสร้างดีมานด์ ซึ่งอาจกลายเป็นต้นแบบใหม่ของการพัฒนาแนวราบในทำเลชานเมือง ที่การแข่งขันในอนาคตจะไม่ได้วัดกันแค่ขนาดบ้านหรือราคาอีกต่อไป แต่รวมถึงความสามารถในการสร้าง ecosystem ของการใช้ชีวิตให้กับลูกบ้านอย่างครบวงจรเช่นเดียวกัน







