
เปิดกฎหมายควบคุมอาคาร เช็กมาตรฐานความปลอดภัยที่ควรรู้
เปิดพรบ.ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ข้อกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยสำหรับอาคารที่ควรรู้ ทั้งระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ การตรวจสอบอาคาร และบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน เพื่อป้องกันความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน
KEY
POINTS
- กฎหมายควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 เป็นกฎหมายหลักที่กำกับดูแลความปลอดภัย โดยมีมาตรฐานเข้มงวดเป็นพิเศษสำหรับอาคารเสี่ยง เช่น อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ และสถานบริการ
- กำหนดมาตรฐานทางหนีไฟและประตูทางออกฉุกเฉิน โดยจำนวนทางออกต้องสัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้งานสูงสุด ประตูต้องเปิดออกด้านนอก และห้ามมีสิ่งกีดขวางเส้นทาง
- อาคารต้องติดตั้งระบบป้องกันอัคคีภัยที่จำเป็น เช่น ระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ เครื่องดับเพลิง ระบบไฟฟ้าสำรอง และระบบสปริงเกลอร์สำหรับอาคารขนาดใหญ่
- มีการควบคุมการใช้วัสดุตกแต่งภายในที่ต้องหน่วงการลามไฟ และห้ามเปลี่ยนประเภทการใช้อาคารให้มีความเสี่ยงสูงขึ้นโดยไม่ได้รับอนุญาต
เหตุการณ์อุบัติเหตุเพลิงไหม้ในสถานบริการที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา ทำให้ประเด็นเรื่องมาตรฐานความปลอดภัยของอาคารกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง โดยกฎหมายที่ใช้กำกับดูแลหลักคือ พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การก่อสร้าง ดัดแปลง รื้อถอน การใช้อาคาร ตลอดจนการตรวจสอบและบำรุงรักษา เพื่อให้โครงสร้างอาคารมีความมั่นคง แข็งแรง และปลอดภัยต่อผู้ใช้งาน
กฎหมายกำหนดอาคารเสี่ยง ต้องผ่านมาตรฐานเข้ม
ภายใต้กฎหมายดังกล่าว มีการกำหนดประเภทอาคารที่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานความปลอดภัยเป็นพิเศษ ได้แก่ อาคารสูงที่มีความสูงตั้งแต่ 23 เมตรขึ้นไป อาคารขนาดใหญ่พิเศษที่มีพื้นที่รวมตั้งแต่ 10,000 ตารางเมตรขึ้นไป รวมถึงอาคารชุมนุมคนและสถานบริการ ซึ่งมีความเสี่ยงจากการรองรับผู้ใช้งานจำนวนมาก
สำหรับอาคารที่ก่อสร้างหลังการบังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมอาคาร จะต้องได้รับอนุญาตก่อสร้างจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือดำเนินการตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด พร้อมออกแบบโดยวิศวกรและสถาปนิกที่ได้รับอนุญาต ก่อนจะสามารถเปิดใช้อาคารได้
ทางหนีไฟ-ระบบดับเพลิง สิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม
ในกรณีของสถานบริการ เช่น ผับ บาร์ หรือสถานบันเทิง กฎหมายกำหนดมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวดกว่าการใช้อาคารทั่วไป เนื่องจากมีผู้ใช้บริการจำนวนมากในช่วงเวลาเดียวกัน โดยต้องมีทั้งระบบแจ้งเหตุเพลิงไหม้ ระบบดับเพลิง เครื่องดับเพลิงแบบมือถือ ระบบไฟฟ้าสำรอง ป้ายทางออกฉุกเฉิน รวมถึงทางหนีไฟที่สามารถใช้งานได้จริงเมื่อเกิดเหตุ
กฎหมายยังกำหนดให้จำนวนประตูทางออกและทางหนีไฟต้องสัมพันธ์กับจำนวนผู้ใช้อาคารสูงสุด เช่น อาคารที่รองรับผู้ใช้บริการ 51-200 คน ต้องมีทางออกอย่างน้อย 2 แห่ง หากรองรับ 201-400 คน ต้องมีไม่น้อยกว่า 3 แห่ง ขณะที่อาคารที่มีผู้ใช้งานเกิน 1,000 คน ต้องมีทางออกอย่างน้อย 6 แห่ง
นอกจากจำนวนแล้ว ประตูทางหนีไฟทุกบานต้องเปิดออกตามทิศทางการอพยพ ห้ามใช้ประตูเลื่อน ประตูหมุน หรือประตูเหล็กยืดเป็นทางออกฉุกเฉิน รวมถึงต้องไม่มีสิ่งของกีดขวางเส้นทางหนีไฟ เพื่อให้สามารถระบายคนออกจากอาคารได้อย่างรวดเร็วหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
อีกประเด็นสำคัญคือ การคำนวณความจุคน (Occupant Load) ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ใช้พื้นที่บริการจริงเป็นเกณฑ์ โดยไม่นับรวมพื้นที่จอดรถ ห้องน้ำ ห้องครัว ห้องเก็บของ ช่องบันได และพื้นที่สนับสนุนอื่น ๆ จำนวนผู้ใช้บริการสูงสุดที่คำนวณได้ จะถูกนำไปใช้กำหนดขนาดประตู ความกว้างของทางหนีไฟ และระบบความปลอดภัยอื่น ๆ ภายในอาคาร
โดยอาคารที่รองรับผู้ใช้บริการไม่เกิน 50 คน ต้องมีทางออกอย่างน้อย 1 แห่ง หากรองรับ 51-200 คน ต้องมีไม่น้อยกว่า 2 แห่ง, 201-400 คน ต้องมี 3 แห่ง, 401-700 คน ต้องมี 4 แห่ง, 701-1,000 คน ต้องมี 5 แห่ง และหากรองรับมากกว่า 1,000 คน ต้องมีอย่างน้อย 6 แห่ง
ขณะที่ทางหนีไฟแยกส่วนต้องมีไม่น้อยกว่า 2 แห่งสำหรับอาคารที่รองรับไม่เกิน 500 คน เพิ่มเป็น 3 แห่งสำหรับอาคารที่รองรับ 501-1,000 คน และอย่างน้อย 4 แห่งเมื่อรองรับเกิน 1,000 คน
ทั้งนี้ หากมีเวทีการแสดง จะต้องจัดให้มีทางออกเพิ่มเติมบริเวณด้านหลังหรือด้านข้างเวทีอีกอย่างน้อย 1 แห่ง โดยประตูทุกบานต้องเปิดออกตามทิศทางการอพยพ ห้ามใช้ประตูเลื่อน ประตูหมุน หรือประตูเหล็กยืดเป็นทางออกฉุกเฉิน และต้องไม่มีสิ่งกีดขวางตลอดเส้นทางหนีไฟ เพื่อให้สามารถระบายผู้คนออกจากอาคารได้อย่างปลอดภัยเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน
ด้านระบบป้องกันอัคคีภัย กฎหมายกำหนดให้อาคารต้องมีเครื่องดับเพลิงแบบมือถือไม่น้อยกว่า 1 เครื่องต่อพื้นที่ 200 ตารางเมตร ส่วนอาคารสูงและอาคารขนาดใหญ่พิเศษต้องติดตั้งระบบปั๊มน้ำดับเพลิง (Fire Pump) ระบบท่อยืน ตู้หัวฉีดน้ำดับเพลิง และระบบหัวกระจายน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ (Sprinkler) พร้อมระบบตรวจจับควันหรือความร้อน และอุปกรณ์แจ้งเหตุเพลิงไหม้ที่สามารถส่งสัญญาณเสียงและแสงได้ทั่วถึง
ในส่วนของระบบไฟฟ้าฉุกเฉิน กฎหมายกำหนดให้สามารถจ่ายไฟแก่ป้ายทางออกและไฟส่องสว่างฉุกเฉินได้ต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง เพื่อรองรับการอพยพในกรณีไฟฟ้าดับ
คุมวัสดุอาคาร-ห้ามเปลี่ยนประเภทใช้งานโดยพลการ
ขณะเดียวกัน วัสดุตกแต่งภายในก็เป็นอีกองค์ประกอบที่ถูกควบคุม โดยเฉพาะผนังและฝ้าเพดานของสถานบริการ ต้องใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติหน่วงการลามไฟตามมาตรฐานที่กฎหมายกำหนด รวมถึงใช้กระจกนิรภัยเพื่อลดความเสี่ยงจากการแตกกระจายเมื่อเกิดเหตุ
อีกประเด็นที่กฎหมายให้ความสำคัญ คือ การเปลี่ยนประเภทการใช้อาคาร หากเจ้าของอาคารต้องการเปลี่ยนจากร้านอาหารไปเป็นสถานบริการ หรือเปลี่ยนลักษณะการใช้งานที่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จะต้องยื่นขออนุญาตใหม่และปรับปรุงระบบความปลอดภัยให้สอดคล้องกับประเภทกิจการ ไม่สามารถดัดแปลงหรือใช้อาคารผิดประเภทได้ เนื่องจากระบบไฟฟ้า ระบบระบายอากาศ และมาตรการป้องกันอัคคีภัยของอาคารเดิมอาจไม่รองรับการใช้งานรูปแบบใหม่
นอกจากมาตรฐานระหว่างก่อสร้างแล้ว กฎหมายยังบังคับให้อาคารบางประเภท เช่น อาคารสูง อาคารขนาดใหญ่พิเศษ และอาคารชุมนุมคน ต้องจัดให้มีการตรวจสอบอาคารเป็นประจำตามมาตรา 32 ทวิ โดยเจ้าของอาคารต้องว่าจ้างผู้ตรวจสอบอาคารที่ขึ้นทะเบียนกับกรมโยธาธิการและผังเมือง เพื่อตรวจสอบทั้งโครงสร้าง ระบบไฟฟ้า ระบบป้องกันอัคคีภัย ทางหนีไฟ และอุปกรณ์ด้านความปลอดภัย ก่อนจัดทำรายงานยื่นต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่นเพื่อขอใบรับรองการตรวจสอบอาคาร (แบบ ร.1)
ตรวจอาคารประจำทุกปี ฝ่าฝืนเสี่ยงถูกสั่งปิด
อย่างไรก็ตาม การผ่านการตรวจสอบไม่ได้หมายความว่าอาคารจะปลอดภัยตลอดเวลา หากมีการดัดแปลงอาคาร ใช้งานผิดประเภท หรือปล่อยให้ทางหนีไฟถูกกีดขวาง ก็อาจทำให้อาคารไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่กฎหมายกำหนด
ในส่วนของการบังคับใช้กฎหมาย เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจสั่งระงับการใช้อาคาร สั่งแก้ไข หรือสั่งรื้อถอนอาคารที่มีสภาพไม่ปลอดภัยได้ ขณะที่ผู้ฝ่าฝืนข้อกำหนดเกี่ยวกับการก่อสร้าง การดัดแปลง หรือการใช้อาคารผิดประเภท มีโทษจำคุก ปรับ และปรับรายวันจนกว่าจะดำเนินการแก้ไขให้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยกรณีที่เกี่ยวข้องกับอาคารเพื่อการพาณิชย์หรือสถานบริการ บทลงโทษอาจเพิ่มขึ้นตามที่กฎหมายกำหนด
อย่าไรก็ตาม แม้กฎหมายจะกำหนดมาตรฐานไว้อย่างครอบคลุม แต่โจทย์ยังอยู่ที่การบังคับใช้ การบำรุงรักษาระบบความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ และการใช้อาคารให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ได้รับอนุญาตที่ยังคงถูกตั้งคำถามถึงการตรวจสอบให้ชัดเจน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความสูญเสียหากเกิดเหตุฉุกเฉินในอนาคต






