thansettakij
thansettakij
ไนท์แฟรงค์ รุก Project Management รับกระแสย้ายออฟฟิศสู่ ESG

ไนท์แฟรงค์ รุก Project Management รับกระแสย้ายออฟฟิศสู่ ESG

04 เม.ย. 69 | 09:40 น.
อัปเดตล่าสุด :04 เม.ย. 69 | 09:41 น.

ไนท์แฟรงค์ ประเทศไทย รุกบริการ Project Management รับกระแสองค์กรย้ายสำนักงานสู่ ESG ตั้งเป้าโต 100% ภายในปีนี้ หลังดีมานด์พุ่งจากกลุ่ม MNCs ที่ต้องการอาคารคุณภาพสูงและบริการครบวงจร

KEY

POINTS

  • ไนท์แฟรงค์ขยายบริการบริหารโครงการ (Project Management) เพื่อรองรับกระแสองค์กรโดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ที่ย้ายสำนักงานไปยังอาคารที่ได้มาตรฐาน ESG
  • การย้ายสำนักงานยุคใหม่มีความซับซ้อนสูงขึ้น ทั้งด้านมาตรฐาน ESG และต้นทุนที่ผันผวน ทำให้ความต้องการที่ปรึกษาแบบครบวงจรเพิ่มขึ้น
  • บริการครอบคลุมตั้งแต่การหาพื้นที่ การออกแบบ ไปจนถึงการบริหารการก่อสร้าง โดยชูจุดเด่นด้านความโปร่งใสของต้นทุนและการบริหารโครงการ

ตลาดอาคารสำนักงานในประเทศไทยกำลังเข้าสู่รอบการเปลี่ยนผ่านสำคัญ จากเดิมที่การแข่งขันอยู่ในมิติของ “อัตราค่าเช่า” และ “ทำเล” สู่การแข่งขันด้าน “คุณภาพอาคาร” และ “มาตรฐาน ESG” ที่กลายเป็นเงื่อนไขใหม่ขององค์กร โดยเฉพาะบริษัทข้ามชาติ (MNCs) ที่ให้ความสำคัญกับทั้งภาพลักษณ์องค์กร ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และมาตรฐานความยั่งยืน ส่งผลให้เกิดกระแสการย้ายสำนักงาน (office relocation) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

แรงขับเคลื่อนดังกล่าวไม่เพียงเปลี่ยนดีมานด์ฝั่งผู้เช่า แต่ยังทำให้ “ความซับซ้อนของการย้ายสำนักงาน” เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทั้งในมิติของต้นทุนก่อสร้างที่ยังผันผวน การบริหารระยะเวลาโครงการให้ทันแผนธุรกิจ และมาตรฐานงานออกแบบ-ก่อสร้างที่ต้องสอดคล้องกับ ESG ทำให้องค์กรจำนวนมากหันมาใช้บริการที่ปรึกษามืออาชีพเพื่อบริหารโครงการแบบครบวงจร

บริษัท ไนท์แฟรงค์ ชาร์เตอร์ ประเทศไทย จำกัด (Knight Frank Thailand) จึงเร่งปรับกลยุทธ์ธุรกิจ โดยต่อยอดบริการด้าน Project Management ให้เป็นหนึ่งในแกนหลักของการเติบโต  เพื่อยกระดับการให้บริการตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ครอบคลุมตั้งแต่การหาอาคาร การวางกลยุทธ์พื้นที่ การออกแบบ ไปจนถึงการก่อสร้างและส่งมอบพื้นที่ใช้งาน

ครงสร้างใหม่นี้สะท้อนการขยับจากบทบาท “ที่ปรึกษาการเช่า” ไปสู่ “ที่ปรึกษาการพัฒนาโครงการ” อย่างเต็มรูปแบบ เพื่อรองรับความต้องการขององค์กรที่ต้องการ One-Stop Service ในการย้ายสำนักงาน

นายปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ เปิดเผยว่า ปัจจุบันองค์กร โดยเฉพาะกลุ่ม MNCs มีแนวโน้มย้ายไปยังอาคารที่มีคุณภาพสูงและมาตรฐาน ESG อย่างชัดเจน ทำให้การย้ายสำนักงานไม่ใช่เพียงการเลือกทำเลใหม่ แต่ต้องครอบคลุมการบริหารต้นทุน การออกแบบ และการก่อสร้างอย่างมีประสิทธิภาพ

ปัญญา เจนกิจวัฒนาเลิศ

“ลูกค้าต้องการที่ปรึกษาที่ดูแลได้ครบวงจร เราจึงปรับโครงสร้างทีม Project Management ให้ทำงานร่วมกับทีม Office Strategy อย่างใกล้ชิด เพื่อสนับสนุนลูกค้าตั้งแต่ต้นจนจบ” นายปัญญา กล่าว

ทั้งนี้ สัดส่วนลูกค้าของบริการ Project Management ปัจจุบันกว่า 80% เป็นกลุ่มองค์กรที่ต้องการย้ายสำนักงาน ขณะที่อีก 20% อยู่ในกลุ่มโครงการอื่น เช่น โรงแรมและรีเทล โดยบริษัทตั้งเป้าเติบโตของธุรกิจดังกล่าวถึง 100% ภายในสิ้นปีนี้

อีกหนึ่งปัจจัยที่มีน้ำหนักมากขึ้นคือ “ความโปร่งใสด้านต้นทุน” ซึ่งกลายเป็นเงื่อนไขสำคัญในการตัดสินใจของลูกค้าในภาวะที่ราคาวัสดุก่อสร้างยังมีความผันผวน Knight Frank จึงเน้นการให้ข้อมูลที่ตรวจสอบได้ และการบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดความเสี่ยงของโครงการ

บทบาทของทีม Project Management จึงไม่ใช่เพียงการควบคุมงานก่อสร้าง แต่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนลูกค้าในการบริหารทั้งงบประมาณ ระยะเวลา และคุณภาพของโครงการ พร้อมประสานงานกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้โครงการเดินหน้าได้ตามแผน

จุดแข็งสำคัญของทีมอยู่ที่การผสานความคล่องตัวของบุคลากรรุ่นใหม่เข้ากับการทำงานที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา รวมถึงการให้ข้อมูลเชิงลึกด้านต้นทุน วัสดุ และภาวะตลาด เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจของลูกค้าในทุกขั้นตอน

การเร่งขยายบริการ Project Management ในครั้งนี้ สะท้อนภาพใหญ่ของตลาดอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่กำลังเปลี่ยนจาก “ตลาดผู้เช่า” ไปสู่ “ตลาดการย้ายและปรับตัว” ซึ่งผู้ให้บริการที่สามารถเชื่อมโยงตั้งแต่กลยุทธ์จนถึงการก่อสร้างได้ครบวงจร จะกลายเป็นผู้ได้เปรียบในระยะถัดไป

ขณะที่ Knight Frank มองว่าการยกระดับบริการดังกล่าวไม่เพียงเป็นการตอบรับดีมานด์ระยะสั้น แต่เป็นการวางฐานธุรกิจระยะยาว เพื่อรองรับความซับซ้อนของการพัฒนาโครงการในยุคที่ ESG และประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรกลายเป็นตัวแปรหลักของการตัดสินใจลงทุน