
อสังหาฯ อัดเงินช่วยพนักงาน สู้ค่าครองชีพพุ่งยุควิกฤติ
ดีเวลลอปเปอร์รายใหญ่ทยอยออกมาตรการช่วยค่าครองชีพพนักงาน รับแรงกดดันราคาพลังงานและเศรษฐกิจ สะท้อนบทบาทบริหารองค์กรในยุคความผันผวน
KEY
POINTS
- บริษัทอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่หลายแห่งออกมาตรการมอบเงินช่วยเหลือค่าครองชีพแก่พนักงาน เพื่อบรรเทาผลกระทบจากเศรษฐกิจ
- แสนสิริ, เอพี ไทยแลนด์ และเอสซี แอสเสท เป็นตัวอย่างบริษัทที่มอบเงินช่วยเหลือพิเศษแก่พนักงานในจำนวนที่แตกต่างกัน
- มาตรการดังกล่าวมีขึ้นเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายและดูแลคุณภาพชีวิตของบุคลากรในช่วงที่ค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้นจากราคาพลังงาน
สถานการณ์ค่าครองชีพที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากแรงกดดันราคาพลังงานและความผันผวนของเศรษฐกิจโลก กำลังส่งผลให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ในไทยเริ่มขยับนโยบาย “ดูแลพนักงาน” อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น ผ่านการออกมาตรการช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในระยะสั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของบุคลากรในองค์กร
ความเคลื่อนไหวล่าสุดเริ่มเห็นได้จากหลายบริษัทในอุตสาหกรรม ทั้งบริษัทขนาดใหญ่และองค์กรที่มีฐานพนักงานจำนวนมาก ซึ่งได้มอบ “เงินช่วยเหลือค่าครองชีพ”ให้กับพนักงาน
หนึ่งในนั้นคือ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ที่ออกมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพให้พนักงานเดือนละ 1,000 บาท เริ่มในเดือนเมษายน 2569 โดยระบุว่าบริษัทติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกและผลกระทบจากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด ซึ่งส่งผลให้ราคาสินค้าอุปโภคบริโภคปรับสูงขึ้น และกระทบค่าใช้จ่ายพื้นฐานของพนักงานโดยตรง
ในขณะเดียวกัน บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ก็ประกาศมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติม โดยมอบเงินช่วยเหลือพิเศษรวม 2,800 บาท ในเดือนเมษายน 2569 สำหรับพนักงานระดับปฏิบัติการหรือเทียบเท่า ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากค่าครองชีพและค่าเดินทางมากที่สุด
นายรัชต์ชยุตม์ นันทโชติโสภณ ประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอพี ไทยแลนด์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากเงินช่วยเหลือค่าครองชีพ 2,000 บาทที่บริษัทให้มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่หลังโควิด-19 และเพิ่มพิเศษอีก 800 บาทในช่วงที่เศรษฐกิจผันผวน เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของพนักงาน
ฝั่งบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SC Asset ก็ออกมาตรการช่วยเหลือเช่นกัน โดยมอบเงินช่วยเหลือค่าครองชีพให้พนักงานและบริษัทในเครือ คนละ 500 บาทต่อเดือน ในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน 2569 เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพ และดูแลคุณภาพชีวิตของบุคลากร
นอกจากนี้ ยังมีส่วนของภาคแรงงานของธนาคารกรุงเทพ ที่มีการอนุมัติเงินช่วยเหลือค่าครองชีพ 20,000 บาท ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าแรงกดดันด้านค่าใช้จ่ายไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ แต่ขยายไปยังภาคธุรกิจอื่นด้วย
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนถึง ภาคธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับ “ต้นทุนชีวิตของพนักงาน” ในการบริหารองค์กร โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาพลังงานและค่าครองชีพมีความผันผวนสูง ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อกำลังซื้อและคุณภาพชีวิต
จึงเป็นที่น่าจับตาว่า การขยับตัวของผู้ประกอบการรายใหญ่ในครั้งนี้ จะกลายเป็นบรรทัดฐานให้องค์กรอื่นในอุตสาหกรรมออกมาประกาศมาตรการช่วยเหลือตามมาอีกหรือไม่ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยภายนอก และแรงกดดันด้านค่าครองชีพยังไม่มีสัญญาณคลี่คลายเช่นนี้







