thansettakij
thansettakij
'แสนสิริ' ปั้นกองทุน 1,000 ล้าน ลุย New S-Curve หนุนธุรกิจ SME

'แสนสิริ' ปั้นกองทุน 1,000 ล้าน ลุย New S-Curve หนุนธุรกิจ SME

24 ก.พ. 2569 | 09:10 น.
อัปเดตล่าสุด :24 ก.พ. 2569 | 09:29 น.

แสนสิริเตรียมเปิดแผนลงทุน Strategic Investment วงเงิน 1,000 ล้านบาท มุ่งลงทุน SME และธุรกิจที่สร้าง Synergy ฐานลูกค้ากว่า 2 แสนราย รุกหา New S-Curve รับเศรษฐกิจผันผวน

KEY

POINTS

  • แสนสิริเตรียมปั้นกองทุน “Sansiri Strategic Investment” วงเงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อสร้างการเติบโตใหม่ (New S-Curve) และขยายการลงทุนนอกธุรกิจอสังหาริมทรัพย์
  • กองทุนมุ่งเน้นสนับสนุนธุรกิจ SME และสตาร์ทอัปที่สามารถต่อยอดและสร้างประโยชน์ร่วมกับระบบนิเวศของแสนสิริได้
  • เป้าหมายการลงทุนครอบคลุมธุรกิจที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ลูกบ้าน เช่น อาหารและเครื่องดื่ม บริการสุขภาพ และแพลตฟอร์มบริการต่างๆ โดยเน้นการเติบโตระยะยาว

แสนสิริเตรียมประกาศหมุดหมายการลงทุนครั้งใหม่ภายใต้กองทุน “Sansiri Strategic Investment” วงเงิน 1,000 ล้านบาท อย่างเป็นทางการในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 หลังผู้บริหารส่งสัญญาณชัดถึงความจำเป็นในการสร้าง New S-Curve ท่ามกลางวัฏจักรธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ผันผวน

ผู้ก่อตั้งและอดีตซีอีโออย่าง นายเศรษฐา ทวีสิน เปิดเผยถึงฐานะการเงินของบริษัทว่า ปัจจุบันแสนสิริมีสินทรัพย์มากกว่า 150,000 ล้านบาท มีส่วนของผู้ถือหุ้นราว 51,000 ล้านบาท ยอดขายปีละประมาณ 40,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิอยู่ในช่วง 4,000-5,000 ล้านบาท ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนฐานะงบดุลที่แข็งแรงและมี Capacity เพียงพอรองรับการขยายการลงทุนใหม่ ๆ โดยไม่กระทบเสถียรภาพทางการเงินในระยะสั้น อีกทั้งระดับส่วนทุนที่สูงยังเปิดช่องให้บริษัทสามารถบริหารโครงสร้างเงินทุนได้ยืดหยุ่น

ด้าน นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ให้สัมภาษณ์ว่า ปีนี้เป็นจังหวะของการเชื่อมต่อการลงทุน เพิ่มเติมจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ตามปกติ โดยจัดสรรงบลงทุนก้อนหนึ่งประมาณ 1,000 ล้านบาท เพื่อเปิดรับโอกาสในธุรกิจที่สามารถสนับสนุนหรือสร้าง Synergy กลับมาสู่ระบบนิเวศของแสนสิริ ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงกับอสังหาฯ หรือไม่ก็ตาม

แนวคิดการลงทุนในธุรกิจใหม่ของแสนสิริเคยเกิดขึ้นไปแล้วเมื่อย้อนกลับไปช่วง 7-8 ปีก่อน แสนสิริเคยประกาศขยายการลงทุนสู่ธุรกิจโรงแรม จนเกิดโครงการอย่าง The Standard ซึ่งเป็นหมุดหมายสำคัญของการแตกไลน์สู่ธุรกิจไลฟ์สไตล์ การลงทุนในครั้งนี้จึงถูกจับตามองว่าเป็นการกลับมาเดินเกมลงทุนเชิงรุกอีกครั้ง แต่ในบริบทเศรษฐกิจที่ต่างออกไป

นายอุทัยระบุว่า แสนสิริมีฐานลูกค้ากว่า 100,000-200,000 รายในมือ และพัฒนาโครงการแล้วมากกว่า 500 โครงการ ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และเมืองท่องเที่ยวสำคัญ อีกทั้งยังมีบริษัทในเครืออย่าง Plus Property ดูแลลูกบ้านโดยตรง จึงมองเห็นโอกาสในการสนับสนุนธุรกิจ SME ที่สามารถเข้ามาเติมเต็มความต้องการของลูกบ้าน

โดยกองทุนดังกล่าวจะมุ่งลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอสังหาริมทรัพย์ หรือสามารถต่อยอดกลับเข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศของบริษัทได้ โดยเฉพาะธุรกิจที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกบ้าน อาทิ อาหารและเครื่องดื่ม (F&B) บริการสุขภาพ ไลฟ์สไตล์ เซอร์วิสแพลตฟอร์ม รวมถึงบริการที่เข้าถึงภายในที่อยู่อาศัย

ทั้งนี้ รูปแบบการลงทุนยังเปิดกว้าง ไม่มีการกำหนดวงเงินขั้นต่ำตายตัว เนื่องจากผู้ประกอบการแต่ละรายอยู่ในช่วงการเติบโตที่แตกต่างกัน ตั้งแต่สตาร์ทอัพระยะเริ่มต้นไปจนถึง SME ระดับกลางที่ต้องการทุนเพื่อขยายกิจการ บริษัทจะพิจารณาเป็นรายกรณี พร้อมใช้ความเชี่ยวชาญด้านการตลาด การเงิน และเครือข่ายลูกค้าเข้าช่วยสนับสนุน

ในมุมผลตอบแทน นายอุทัยย้ำว่าการลงทุนครั้งนี้มองไปถึงระยะยาว ไม่ได้คาดหวังผลกำไรระยะสั้น แต่ต้องการผลักดันให้ธุรกิจที่เข้าไปลงทุนสามารถเติบโตและขยายสเกลได้จริง เพราะเมื่อธุรกิจเติบโต ผลตอบแทนจะตามมาในระยะยาว

ทั้งนี้ แสนสิริเตรียมจัดงานแถลงข่าว “2026 Strategic Move: กลยุทธ์ปั้น New S-Curve” เพื่อเปิดรายละเอียดกองทุน Strategic Investment อย่างเป็นทางการที่สิริแคมปัส สุขุมวิท 77 โดยมีทีมผู้บริหาร ได้แก่ นายณภัทร ทวีสิน กรรมการผู้จัดการ International Operations และ นายศุภกร คงสมจิตต์ ผู้อำนวยการฝ่าย Special Projects & Investment ร่วมชี้แจงทิศทางการลงทุน