

KEY
POINTS
ท่ามกลางโครงสร้างประชากรไทยที่กำลังก้าวสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ แนวคิดการออกแบบพื้นที่อยู่อาศัยที่ “ใช้งานได้จริงสำหรับทุกคน” กำลังกลายเป็นโจทย์สำคัญของภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในระยะเร่งด่วน
ในเวทีเสวนา “ถอดรหัสฟื้นตลาดอสังหาฯ 2026” จัดโดยศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ผศ. บุษกร รมยานนท์ จากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นำเสนอชุดองค์ความรู้ด้าน Universal Design (UD) หรือการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ซึ่งกำลังกลายเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่อยู่อาศัยท่ามกลางการเข้าสู่สังคมผู้สูงวัยอย่างสมบูรณ์ของไทย โดยเน้นว่าการออกแบบที่ดีไม่เพียงเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ แต่ยังลดภาระการดูแลของครอบครัว และสามารถวางแผนได้ตั้งแต่การสร้างหรือซื้อบ้านใหม่โดยไม่จำเป็นต้องมีต้นทุนสูงเสมอไป
ผศ. บุษกร อธิบายว่า Universal Design หรือการออกแบบเพื่อคนทั้งมวล ไม่ได้เน้นเฉพาะผู้สูงอายุ แต่เป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ทุกเพศ ทุกวัย ทุกความสามารถสามารถใช้งานได้อย่างเท่าเทียม โดยผู้สูงวัยไทยส่วนใหญ่ต้องการ “อยู่บ้านเดิมกับครอบครัว” มากกว่าการย้ายไปสถาบันดูแล จึงจำเป็นต้องปรับสภาพบ้านให้ปลอดภัยและลดภาระของลูกหลานในระยะยาว
โดยการเข้าใจสภาวะเสื่อมถอยตามวัยเปรียบเสมือนกุญแจสำคัญ เช่น การมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง การทรงตัวลดลง กระดูกเปราะง่าย การมองเห็นและการได้ยินถดถอย รวมถึงการตัดสินใจที่เชื่องช้าลง การออกแบบจึงต้องตอบโจทย์ทั้งความปลอดภัย ความเรียบง่าย และการใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี
กรอบการออกแบบ Universal Design ถูกสรุปออกเป็น 7 ข้อ ได้แก่
ซึ่งเป็นความสำคัญการวาง “ขนาดและมิติพื้นที่” เช่น หากรถเข็นเข้าถึงได้ ผู้สูงวัยก็สามารถใช้งานได้แทบทุกพื้นที่ โดยประตูและโถงทางเดินต้องกว้างพอ จุดหมุนต้องมีรัศมีประมาณ 1.50 เมตร ส่วนทางลาดต้องมีสัดส่วนปลอดภัย สูง 1 เมตร ต่อความยาว 12 เมตร ขณะที่ปลั๊กไฟและอุปกรณ์ภายในบ้านต้องอยู่ในระดับเอื้อมถึงทั้งในท่านั่งและยืน
ในด้านความปลอดภัย ผศ. บุษกร เน้นให้ความสำคัญกับพื้นและห้องน้ำเป็นพิเศษ โดยแนะนำให้เลือกกระเบื้องกันลื่นที่มีค่า R10-R11 ลดโอกาสลื่นล้มในพื้นที่เปียก พร้อมการจัดสภาพแวดล้อมให้เดินได้คล่อง โดยไม่มีพรมหลวม สายไฟเกะกะ หรือธรณีประตูต่างระดับ ห้องน้ำต้องออกแบบให้เข้าออกได้สะดวก มีราวจับ เก้าอี้อาบน้ำ ฝักบัวมือถือ และมุมหมุนรถเข็นที่เพียงพอ รวมถึงการใช้ก๊อกแบบก้านโยกที่เปิด-ปิดได้ง่าย
อีกองค์ประกอบสำคัญคือ “แสงสว่างและคอนทราสต์สี” ซึ่งช่วยให้ผู้สูงอายุรับรู้พื้นที่ได้ชัดเจนขึ้น ทั้งแสงธรรมชาติ แสงภายในบ้านที่สบายตาในโทน Warm White (2,700–3,000K) และการใช้สีตัดกันระหว่างพื้น ผนัง และเฟอร์นิเจอร์ เพื่อลดความสับสนและเพิ่มความปลอดภัย โดยเฉพาะบริเวณบันไดและห้องน้ำที่ต้องมีระดับแสงเพียงพอเป็นพิเศษ
นอกจากตัวบ้านแล้ว การออกแบบครัว ห้องเก็บของ และทางเข้า-ออกบ้าน ก็ต้องคำนึงถึงการเอื้อม หยิบ หรือใช้งานครัวเรือนที่ปลอดภัย เช่น พื้นกันลื่น เคาน์เตอร์มั่นคง ลิ้นชักดึงออกง่าย และการจัดวางของที่ใช้บ่อยในตำแหน่งหยิบสะดวก ขณะเดียวกันพื้นที่กลางแจ้งควรออกแบบให้เข้าถึงง่าย มีทางเดินกว้าง พื้นไม่ลื่น และมีมุมพักผ่อนหรือแปลงสวนที่ช่วยให้ผู้สูงวัยยังทำกิจกรรมได้อย่างเพลิดเพลิน โดยเสริมด้วยระบบบ้านอัจฉริยะ (IoT) เพื่อช่วยควบคุมไฟ อุณหภูมิ หรือความปลอดภัยผ่านสมาร์ทโฟน
ผศ. บุษกร ยังชี้ว่า แนวคิด “Aging in Place” หรือการอยู่บ้านเดิมให้นานที่สุด คือความต้องการสำคัญของผู้สูงวัยยุคใหม่ จึงเกิดแนวคิด “Adaptable House” หรือบ้านที่ปรับเปลี่ยนรองรับวัยได้ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น เช่น ผนังเสริมแรงสำหรับติดตั้งราวจับในอนาคต เคาน์เตอร์ปรับระดับ เฟอร์นิเจอร์ดัดแปลงได้ รวมถึงแบบแปลนเปิดโล่งที่ปรับการใช้งานได้เมื่อสภาพร่างกายเปลี่ยนไปพร้อมกับการผสานเทคโนโลยีสมาร์ทโฮมเพื่อเพิ่มความสะดวกและความปลอดภัยของผู้สูงวัย
อีกแนวคิดสำคัญของการพัฒนาอสังหาฯ คือโมเดล “Wellness Home” ที่เน้นคุณภาพชีวิตทั้งกายและใจ ตั้งแต่การออกแบบให้มีแสงธรรมชาติและทิวทัศน์ดี การรักษาคุณภาพอากาศภายในอาคาร การใช้วัสดุธรรมชาติหรือ Biophilic Design เพื่อเชื่อมโยงผู้อยู่อาศัยกับธรรมชาติ ตลอดจนการจัดสรรพื้นที่หลากหลาย (Multi-functional Space) ให้เป็นทั้งห้องพัก ห้องทำงาน หรือพื้นที่ออกกำลังกายตามความต้องการ
ผศ. บุษกร ยังหยิบยกกรณีศึกษาให้เห็นภาพชัดเจน ทั้งโครงการ “ที่พักอาศัยผู้สูงอายุ รามาฯ-ธนารักษ์” ในไทย ที่ผู้ซื้อเลือกจ่ายเงินก้อนในรูปแบบ Leasehold เพื่อแลกกับระบบคุณภาพและการอยู่ใกล้สถาบันการแพทย์ รวมถึงโครงการระดับโลก เช่น Kampong Admiralty ในสิงคโปร์ ซึ่งเป็น Mixed-use แห่งแรกที่ออกแบบให้ผู้สูงวัยใช้ชีวิตอย่างเป็นอิสระในชุมชนเดียวกัน ทั้งคลินิก อาหาร การดูแลเด็ก-ผู้สูงอายุ และพื้นที่สีเขียวบนดาดฟ้าที่ส่งเสริมสุขภาพในระยะยาว
ทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Universal Design และแนวคิด Adaptable House ไม่ใช่เพียงเทรนด์การออกแบบ หากเป็นโจทย์ของอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์ไทยในวันที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยเต็มรูปแบบ ซึ่งผู้ประกอบการจำเป็นต้องปรับผลิตภัณฑ์ พื้นที่ และบริการให้สอดรับ เพื่อสร้างตลาดใหม่ที่มีศักยภาพและยั่งยืนในระยะยาว