thansettakij
thansettakij
เอกชนใต้ ห่วงแลนด์บริดจ์ทำลายพื้นที่ปลูกทุเรียน -สิ่งแวดล้อมจี้ศึกษารอบคอบ

เอกชนใต้ ห่วงแลนด์บริดจ์ทำลายพื้นที่ปลูกทุเรียน -สิ่งแวดล้อมจี้ศึกษารอบคอบ

11 พ.ค. 69 | 09:47 น.
อัปเดตล่าสุด :11 พ.ค. 69 | 10:01 น.

เอกชนใต้ จังหวัดระนอง เห็นด้วยแลนด์บริดจ์ ขอเอกนิติ ศึกษารอบคอบ ห่วงพื้นที่เกษตร สวนทุเรียนชาวบ้าน -สิ่งแวดล้อมขณะราคาที่ดินระนองไร่ละ4-5แสนบาท

KEY

POINTS

  • ภาคเอกชนและเกษตรกรกังวลว่าแนวเส้นทางโครงการแลนด์บริดจ์จะตัดผ่านพื้นที่สวนทุเรียนซึ่งเป็นแหล่งรายได้สำคัญ ทำให้เกิดปัญหาการเวนคืนที่ดินและค่าชดเชยที่ไม่ชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีเอกสารสิทธิ
  • มีความห่วงใยต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง โดยเฉพาะแผนการถมทะเลขนาดใหญ่เพื่อสร้างท่าเรือน้ำลึก ซึ่งอาจทำลายระบบนิเวศทางทะเล แหล่งประมง และกระทบการท่องเที่ยว
  • หลายฝ่ายเรียกร้องให้รัฐบาลทำการศึกษาผลกระทบของโครงการอย่างรอบด้านและโปร่งใสอีกครั้ง เพื่อสร้างความชัดเจนและลดความวิตกกังวลให้กับชุมชนและผู้ประกอบการในพื้นที่

 

โครงการ “แลนด์บริดจ์” ถือเป็นหนึ่งในเมกะโปรเจ็กต์ด้านโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลไทยผลักดันอย่างจริงจัง โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับภาคใต้ของไทยให้กลายเป็น “ศูนย์กลางขนส่งทางทะเล” เชื่อมมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก ลดระยะเวลาการเดินเรือ และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

หัวใจของโครงการ คือ การเชื่อม “ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอ่าวไทย” ที่จังหวัดชุมพร กับ “ท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน” ที่จังหวัดระนอง ผ่านระบบราง มอเตอร์เวย์ และโครงข่ายโลจิสติกส์สมัยใหม่ ระยะทางราว 90 กิโลเมตร เพื่อให้สินค้าจากเรือสามารถขนถ่ายข้ามฝั่งได้โดยไม่ต้องอ้อมช่องแคบมะละกา

เครื่องยนต์ใหม่ลดระยะเวลาขนส่ง4-5วัน

รัฐบาลมองว่า แลนด์บริดจ์จะช่วยลดเวลาขนส่งได้ประมาณ 4-5 วัน พร้อมลดต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเส้นทางการค้าระหว่างจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป

ในเชิงเศรษฐกิจ โครงการนี้ถูกวางให้เป็น “เครื่องยนต์ใหม่” ของภาคใต้ตอนบน คาดว่าจะดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลจากต่างชาติ ทั้งนิคมอุตสาหกรรม คลังสินค้า พลังงาน และธุรกิจต่อเนื่อง สร้างการจ้างงานจำนวนมาก รวมถึงกระตุ้น GDP ไทยในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม โครงการยังเผชิญคำถามสำคัญ ทั้งเรื่องความคุ้มค่าการลงทุน วงเงินโครงการที่อาจสูงกว่า 1 ล้านล้านบาท ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และการแข่งขันกับสิงคโปร์หรือมาเลเซีย ซึ่งเป็นฮับโลจิสติกส์เดิมของภูมิภาค

อีกโจทย์ใหญ่คือ การดึงเอกชนระดับโลกเข้ามาร่วมลงทุน เพราะแลนด์บริดจ์ไม่ใช่เพียงการสร้างท่าเรือ แต่ต้องมี “ปริมาณเรือและสินค้า” มากพอให้โครงการเดินได้จริงในเชิงพาณิชย์

ศึกษารอบด้านห่วงพื้นที่ทำกินสวนทุเรียน-สิ่งแวดล้อม

แม้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนผลักดันรายละเอียดและเปิดรับการลงทุน แต่รัฐบาลเชื่อว่า หากโครงการสำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็น “ประตูการค้าใหม่ของอาเซียน” ในยุคภูมิรัฐศาสตร์และห่วงโซ่อุปทานโลกกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งยังมีหลายฝ่ายแสดงความกังวลต่อโครงการแลนด์บริดจ์ เนื่องจากมองว่าโครงการขนาดใหญ่นี้อาจก่อให้เกิดผลกระทบในหลายมิติ หากการศึกษาข้อมูลและข้อเท็จจริงยังไม่รอบด้านเพียงพอ โดยนายพรศักดิ์ แก้วถาวร ประธานหอการค้าอาวุโสจังหวัดระนองเปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า แม้จะเห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์แต่ยังต้องการให้รัฐบาลศึกษาอย่างรอบด้านชัดเจนอีกครั้งเพื่อลดความวิตกกังวลให้กับชุมชนในพื้นที่รวมถึงภาคเอกชน โดยในพื้นที่จังหวัดระนอง ภาคเอกชนจำนวนหนึ่งยอมรับว่า ต้องการเห็นเศรษฐกิจจังหวัดเติบโต เนื่องจากปัจจุบันจีดีพีของระนองยังอยู่ในระดับต่ำ และการพึ่งพารายได้จากการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ขณะที่ภาคเกษตร โดยเฉพาะสวนทุเรียน ก็ยังมีข้อจำกัดด้านการเติบโต ดังนั้น หากโครงการแลนด์บริดจ์สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและการค้าชายแดนได้จริง ก็ถือเป็นโอกาสสำคัญของภาคใต้ฝั่งอันดามัน

อย่างไรก็ดี หลายชุมชนยังตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของโครงการ หากท้ายที่สุดแลนด์บริดจ์ไม่เกิดขึ้นเต็มรูปแบบ แต่กลับต้องใช้งบประมาณมหาศาลประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ แนวเส้นทางโครงการระยะทางประมาณ 89 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างระนองและชุมพร ซึ่งจะมีทั้งทางหลวง รถไฟ และอุโมงค์ตัดผ่านหลายพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ป่า สวนทุเรียน และชุมชนดั้งเดิม บางช่วงคาดว่าต้องใช้พื้นที่กว้างราว 200 เมตรตลอดแนวเส้นทาง คิดเป็นพื้นที่เวนคืนจำนวนมาก

ที่ดินส่วนใหญ่ไม่มีเอกสารสิทธิ

ชาวบ้านจำนวนไม่น้อยยังไม่ทราบรายละเอียดเรื่องค่าชดเชยและแนวทางเวนคืนที่ชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มที่ถือครองที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ แม้จะทำกินและปลูกทุเรียนมานานหลายสิบปี ขณะที่ราคาซื้อขายที่ดินในพื้นที่ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณไร่ละ 400,000-500,000 บาทสำหรับพื้นที่มีเอกสารสิทธิ ส่วนพื้นที่ไม่มีเอกสารสิทธิกลับไม่มีราคาประเมินรองรับ ทำให้หลายครัวเรือนกังวลว่าจะต้องแบกรับความเสี่ยงเพียงลำพัง

นอกจากนี้ เกษตรกรยังสะท้อนว่า สวนทุเรียนบางแห่งสร้างรายได้ปีละหลายล้านบาท จึงเกิดคำถามว่าหากถูกเวนคืน จะมีการประเมินมูลค่าพืชผลและรายได้ระยะยาวอย่างไร รวมถึงใครจะเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก ระหว่างกรมทางหลวง การรถไฟแห่งประเทศไทย หรือสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.)

อีกประเด็นสำคัญคือแผนถมทะเลเพื่อพัฒนาท่าเรือน้ำลึก โดยมีการประเมินว่าพื้นที่ถมทะเลฝั่งระนองอาจสูงถึง 1,000 ไร่ และฝั่งชุมพรอาจมากถึง 5,000 ไร่ ซึ่งต้องใช้หินและวัสดุปริมาณมหาศาล ชาวประมงพื้นบ้านและผู้ประกอบการท่องเที่ยวจึงกังวลว่า ระบบนิเวศทางทะเล แหล่งสัตว์น้ำ และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างเกาะพยาม อาจได้รับผลกระทบในระยะยาว

ขณะเดียวกัน หลายฝ่ายเห็นตรงกันว่า แม้โครงการแลนด์บริดจ์จะเป็นเรื่องยากและมีความซับซ้อนสูง แต่หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าคุ้มค่าทางเศรษฐกิจจริง และมีมาตรการดูแลผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ก็อาจเป็นโครงการสำคัญที่ช่วยพลิกเศรษฐกิจภาคใต้ในอนาคตได้

ด้านนักเศรษฐศาสตร์และภาคเอกชนบางส่วนยังคงติดตามท่าทีของรัฐบาลและนายกรัฐมนตรีอย่างใกล้ชิด โดยมองว่าการตัดสินใจเดินหน้าโครงการจำเป็นต้องอาศัยข้อมูลเศรษฐกิจที่รอบด้าน ควบคู่กับการรับฟังเสียงของประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง