
ม.44 รถไฟไทย-จีน ทุบธุรกิจอ่วม
ผู้ประกอบการหวั่น ม.44 รถไฟไทย-จีน กระทบอุตสาหกรรมภายในอ่วม ธุรกิจเหล็ก งานออกแบบ ที่ปรึกษา วิศวกร แรงงาน ให้จีนคุมเบ็ดเสร็จ วสท.ซัดฉุดธรรมาภิบาลรัฐบาลตกต่ำ ทีดีอาร์ไอระบุ ม.44 เพิ่มปัญหา เสี่ยงกับคนอนุมัติในอนาคต ด้าน“สมคิด” ลั่นฆ้อง ก.ย.เกิดแน่ลากยาวเชื่อมจีนถึงสิงคโปร์
การใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา44 ในการออกคำสั่งเร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูง ตามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ลักษณะรัฐต่อรัฐระหว่างไทยกับจีน ไม่เพียงทำลายอธิปไตยในราชอาณาจักร ยังกระทบต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเหล็กไทย ซึ่งมีแนวโน้มจะนำเข้าจากจีนทุกชนิดในโครงการ เริ่มเฟสแรกกรุงเทพ-นครราชสีมา ระยะทาง 252.5 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 179,000 ล้านบาท
[caption id="attachment_164580" align="aligncenter" width="503"]
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา[/caption]
อำนาจดังกล่าวมีคำสั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ทําสัญญาจ้างรัฐวิสาหกิจ ตัวแทนรัฐบาลจีน เป็นผู้ดําเนินการโครงการทั้งงานออกแบบโครงสร้างพื้นฐานด้านโยธา งานที่ปรึกษาควบคุมงานการก่อสร้าง ระบบราง ไฟฟ้า เครื่องกล จัดหาขบวนรถไฟ ฝึกอบรมบุคลากร ให้อำนาจ ร.ฟ.ท.ยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ แม้กระทั่งคําสั่งหัวหน้ าคสช.เรื่องการกํากับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549
**เหล็กถกทางรอด
เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือก่อนจะมีการใช้ ม.44 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทยร่วมกับ ร.ฟ.ท. และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) มีการประชุมเรื่องการใช้วัตถุดิบในประเทศหรือต่างประเทศอย่างไร เบื้องต้นพบว่ามีเหล็กบางส่วนที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศคือเหล็กสำหรับทำรางรถไฟ แต่สำหรับเหล็กที่ใช้ในงานโยธา ในประเทศมีจำนวนมาก
[caption id="attachment_164768" align="aligncenter" width="400"]
นายวิกรม วัชระคุปต์[/caption]
นายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีกำลังผลิตเหล็กเส้น 9-10 ล้านตัน จำหน่ายในประเทศเพียง 3 ล้านตันเท่านั้น ที่สำคัญไม่ใช่เหล็กอย่างเดียวที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการลงทุนดังกล่าว ยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ควรได้ประโยชน์ร่วมกัน
การที่ภาครัฐผลักดันให้เกิดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ควรจะมีข้อตกที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมในประเทศให้มากที่สุด
“เราไม่อยากเห็นไทยซ้ำรอยมาเลเซีย ที่มีโครงการถมทะเลตรงเกาะที่อยู่ติดกับประเทศสิงคโปร์ โครงการนี้มีคนจีนเข้ามาลงทุน นำแรงงานคนจีนเข้ามาก่อสร้างทั้งหมด แม้แต่ร้านขายอาหาร ที่ให้แรงงานจีนกิน ทำให้คนท้องถิ่นในมาเลเซียไม่ได้รับประโยชน์ด้วย”
สอดคล้องกับนายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการบริหารบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน)(MILL) และกรรมการสมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย ระบุว่า วันที่ 20 มิ.ย.นี้จะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งกับ 3 หน่วยงานดังกล่าว เพื่อหาข้อสรุปว่าจะใช้เหล็กตามมาตรฐานไทยหรือมาตรฐานจีนในโครงการรถไฟฟ้าไทย-จีน เฟสแรก จากกทม.ถึงโคราช โดยจะพิจารณาเรื่องมาตรฐานและปริมาณความต้องการใช้
***ฉะธรรมาภิบาลรัฐ
นายเอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมการโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ได้สื่อสาระสำคัญ (key message) ให้สังคมรับรู้ถึงความพยายามทำให้เกิดธรรมาภิบาลในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่
มีแนวทาง ดังนี้ 1.คณะกรรมการเพื่อกำกับดูแลโครงการที่มีมูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือซูเปอร์บอร์ด ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริตและให้มีการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ 2.พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ซึ่งกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานทำสัญญากับรัฐที่มีการควบคุมผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพ ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทั้งบุคคล และนิติบุคคล เช่นงานวิศวกรรม
“การใช้กฎหมายพิเศษจะทำให้ “สาระสำคัญ”ของรัฐบาล ในการทำให้เกิดธรรมาภิบาลในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่จะลดความสำคัญลง เพราะต้องยกเว้นแนวทางที่สร้างธรรมภิบาลดังกล่าวข้างต้นไป อาจทำให้เกิดความสับสน และสร้างความไม่เชื่อมั่นในการเร่งรัดดำเนินการโครงการนี้”
[caption id="attachment_164558" align="aligncenter" width="503"]
ม.44รถไฟจีน ทุบธุรกิจอ่วม[/caption]
***ทีดีอาร์ไอชี้เสี่ยง
นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ความเห็นว่า การใช้ม.44 ควรใช้ในการแก้ไขปัญหาเท่าที่จำเป็น โครงการนี้มีความซ้ำซ้อนสูง ที่ผ่านมาเหมือนฝ่ายจีนจะไม่พยายามทำความเข้าใจถึงขบวนในการดำเนินการโครงการใหญ่ๆ ในรูปแบบของประเทศไทย แต่ฝ่ายจีนเหมือนต้องการทำในรูปแบบของเขา
“การสร้างรถไฟความเร็วสูงต้องมีกระบวนการหลายอย่าง เช่น เรื่องสัญญา จัดซื้อ จัดต้อง เรื่องที่ต้องผ่านขั้นตอนสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เรื่องการออกแบบรายละเอียด การเวรคืน ระเบียบพัสดุ ซึ่งจีนเหมือนต้องการเร่งรัด”
นายสุเมธเกรงว่า จะมีความเสี่ยงสูงในอนาคตและจะมีปัญหาตามมากับคนอนุมัติ เพราะระเบียบปฏิบัติควรยกเว้นบางอย่างที่จำเป็น ของระเบียบนั้นๆ และต้องโปร่งใส ที่ผ่านมาโครงการนี้ล่าช้า เพราะติดขั้นตอนและจะเห็นว่าโครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทย ที่รัฐบาลเคยมีความร่วมกับเอดีบี โครงการเงินกู้ หรือความร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นจะเห็นว่าทุกโครงการไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ ม. 44
“ญี่ปุ่นค่อนข้างจะเข้าใจวิธีการของไทย ดังจะเห็นได้จากโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินหรือบนดินของไทย การดำเนินการจะมีการแบ่งระยะการก่อสร้าง ออกเป็นสองตอนเช่นสายสีส้ม และซอยสัญญาก่อสร้าง”
***สมคิดตีปี๊บเดินหน้า
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองบนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ –โคราช สามารถดำเนินการได้ไม่เกินเดือนกันยายนนี้ อีกทั้งมีแผนต่อขยายไปถึงหนองคาย เชื่อม สปป.ลาว และจีน นอกจากนี้จะลงทุนรถไฟความเร็วสูงไปถึงประเทศมาเลเชีย
ขณะเดียวกันภายในปีหน้า จะเร่งลงนามสญญาโครงการเมกะโปรเจ็กต์มูลค่า 2.4 ล้านล้านบาท ให้จบทุกโครงการ โดยเฉพาะโครงการสำคัญๆ ก่อนสิ้นสุดรัฐบาลนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,271 วันที่ 18 - 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560
การใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตามมาตรา44 ในการออกคำสั่งเร่งรัดโครงการรถไฟความเร็วสูง ตามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ลักษณะรัฐต่อรัฐระหว่างไทยกับจีน ไม่เพียงทำลายอธิปไตยในราชอาณาจักร ยังกระทบต่อผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะเหล็กไทย ซึ่งมีแนวโน้มจะนำเข้าจากจีนทุกชนิดในโครงการ เริ่มเฟสแรกกรุงเทพ-นครราชสีมา ระยะทาง 252.5 กิโลเมตร วงเงินประมาณ 179,000 ล้านบาท
[caption id="attachment_164580" align="aligncenter" width="503"]
อำนาจดังกล่าวมีคำสั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ทําสัญญาจ้างรัฐวิสาหกิจ ตัวแทนรัฐบาลจีน เป็นผู้ดําเนินการโครงการทั้งงานออกแบบโครงสร้างพื้นฐานด้านโยธา งานที่ปรึกษาควบคุมงานการก่อสร้าง ระบบราง ไฟฟ้า เครื่องกล จัดหาขบวนรถไฟ ฝึกอบรมบุคลากร ให้อำนาจ ร.ฟ.ท.ยกเว้นการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ แม้กระทั่งคําสั่งหัวหน้ าคสช.เรื่องการกํากับการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานของรัฐ ระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2549
**เหล็กถกทางรอด
เมื่อ 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา หรือก่อนจะมีการใช้ ม.44 สมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทยร่วมกับ ร.ฟ.ท. และสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) มีการประชุมเรื่องการใช้วัตถุดิบในประเทศหรือต่างประเทศอย่างไร เบื้องต้นพบว่ามีเหล็กบางส่วนที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศคือเหล็กสำหรับทำรางรถไฟ แต่สำหรับเหล็กที่ใช้ในงานโยธา ในประเทศมีจำนวนมาก
[caption id="attachment_164768" align="aligncenter" width="400"]
นายวิกรม วัชระคุปต์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ปัจจุบันไทยมีกำลังผลิตเหล็กเส้น 9-10 ล้านตัน จำหน่ายในประเทศเพียง 3 ล้านตันเท่านั้น ที่สำคัญไม่ใช่เหล็กอย่างเดียวที่เกี่ยวเนื่องกับโครงการลงทุนดังกล่าว ยังมีอีกหลายอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่ควรได้ประโยชน์ร่วมกัน
การที่ภาครัฐผลักดันให้เกิดการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ควรจะมีข้อตกที่เอื้อต่ออุตสาหกรรมในประเทศให้มากที่สุด
“เราไม่อยากเห็นไทยซ้ำรอยมาเลเซีย ที่มีโครงการถมทะเลตรงเกาะที่อยู่ติดกับประเทศสิงคโปร์ โครงการนี้มีคนจีนเข้ามาลงทุน นำแรงงานคนจีนเข้ามาก่อสร้างทั้งหมด แม้แต่ร้านขายอาหาร ที่ให้แรงงานจีนกิน ทำให้คนท้องถิ่นในมาเลเซียไม่ได้รับประโยชน์ด้วย”
สอดคล้องกับนายประวิทย์ หอรุ่งเรือง กรรมการบริหารบริษัท มิลล์คอน สตีล จำกัด (มหาชน)(MILL) และกรรมการสมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทย ระบุว่า วันที่ 20 มิ.ย.นี้จะมีการหารือร่วมกันอีกครั้งกับ 3 หน่วยงานดังกล่าว เพื่อหาข้อสรุปว่าจะใช้เหล็กตามมาตรฐานไทยหรือมาตรฐานจีนในโครงการรถไฟฟ้าไทย-จีน เฟสแรก จากกทม.ถึงโคราช โดยจะพิจารณาเรื่องมาตรฐานและปริมาณความต้องการใช้
***ฉะธรรมาภิบาลรัฐ
นายเอนก ศิริพานิชกร ประธานสาขาวิศวกรรมการโยธา วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า ที่ผ่านมารัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ ได้สื่อสาระสำคัญ (key message) ให้สังคมรับรู้ถึงความพยายามทำให้เกิดธรรมาภิบาลในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่
มีแนวทาง ดังนี้ 1.คณะกรรมการเพื่อกำกับดูแลโครงการที่มีมูลค่า 5,000 ล้านบาทขึ้นไป หรือซูเปอร์บอร์ด ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริตและให้มีการตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ 2.พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 ซึ่งกำหนดให้ผู้ปฏิบัติงานทำสัญญากับรัฐที่มีการควบคุมผู้ปฏิบัติงานวิชาชีพ ต้องได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทั้งบุคคล และนิติบุคคล เช่นงานวิศวกรรม
“การใช้กฎหมายพิเศษจะทำให้ “สาระสำคัญ”ของรัฐบาล ในการทำให้เกิดธรรมาภิบาลในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่จะลดความสำคัญลง เพราะต้องยกเว้นแนวทางที่สร้างธรรมภิบาลดังกล่าวข้างต้นไป อาจทำให้เกิดความสับสน และสร้างความไม่เชื่อมั่นในการเร่งรัดดำเนินการโครงการนี้”
[caption id="attachment_164558" align="aligncenter" width="503"]
***ทีดีอาร์ไอชี้เสี่ยง
นายสุเมธ องกิตติกุล ผู้อำนวยการวิจัย ด้านนโยบายการขนส่งและโลจิสติกส์ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ให้ความเห็นว่า การใช้ม.44 ควรใช้ในการแก้ไขปัญหาเท่าที่จำเป็น โครงการนี้มีความซ้ำซ้อนสูง ที่ผ่านมาเหมือนฝ่ายจีนจะไม่พยายามทำความเข้าใจถึงขบวนในการดำเนินการโครงการใหญ่ๆ ในรูปแบบของประเทศไทย แต่ฝ่ายจีนเหมือนต้องการทำในรูปแบบของเขา
“การสร้างรถไฟความเร็วสูงต้องมีกระบวนการหลายอย่าง เช่น เรื่องสัญญา จัดซื้อ จัดต้อง เรื่องที่ต้องผ่านขั้นตอนสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) เรื่องการออกแบบรายละเอียด การเวรคืน ระเบียบพัสดุ ซึ่งจีนเหมือนต้องการเร่งรัด”
นายสุเมธเกรงว่า จะมีความเสี่ยงสูงในอนาคตและจะมีปัญหาตามมากับคนอนุมัติ เพราะระเบียบปฏิบัติควรยกเว้นบางอย่างที่จำเป็น ของระเบียบนั้นๆ และต้องโปร่งใส ที่ผ่านมาโครงการนี้ล่าช้า เพราะติดขั้นตอนและจะเห็นว่าโครงการขนาดใหญ่ในประเทศไทย ที่รัฐบาลเคยมีความร่วมกับเอดีบี โครงการเงินกู้ หรือความร่วมมือกับรัฐบาลญี่ปุ่นจะเห็นว่าทุกโครงการไม่เห็นจำเป็นต้องใช้ ม. 44
“ญี่ปุ่นค่อนข้างจะเข้าใจวิธีการของไทย ดังจะเห็นได้จากโครงการรถไฟฟ้าใต้ดินหรือบนดินของไทย การดำเนินการจะมีการแบ่งระยะการก่อสร้าง ออกเป็นสองตอนเช่นสายสีส้ม และซอยสัญญาก่อสร้าง”
***สมคิดตีปี๊บเดินหน้า
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองบนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ช่วงกรุงเทพฯ –โคราช สามารถดำเนินการได้ไม่เกินเดือนกันยายนนี้ อีกทั้งมีแผนต่อขยายไปถึงหนองคาย เชื่อม สปป.ลาว และจีน นอกจากนี้จะลงทุนรถไฟความเร็วสูงไปถึงประเทศมาเลเชีย
ขณะเดียวกันภายในปีหน้า จะเร่งลงนามสญญาโครงการเมกะโปรเจ็กต์มูลค่า 2.4 ล้านล้านบาท ให้จบทุกโครงการ โดยเฉพาะโครงการสำคัญๆ ก่อนสิ้นสุดรัฐบาลนี้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาตามมาภายหลัง
จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 37 ฉบับที่ 3,271 วันที่ 18 - 21 มิถุนายน พ.ศ. 2560






