thansettakij
thansettakij
ส่องแนวคิดอสังหาฯไทยรุก ESG เดินหน้าพลังงานสะอาดในโครงการ

ส่องแนวคิดอสังหาฯไทยรุก ESG เดินหน้าพลังงานสะอาดในโครงการ

ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทย เร่งเครื่องกลยุทธ์ ESG พลิกโฉมโครงการสู่ “Green Ecosystem” ใช้พลังงานสะอาด-เทคโนโลยีสีเขียว สร้างจุดขายใหม่ หนุนการตัดสินใจซื้อในตลาดที่แข่งขันสูง

KEY

POINTS

  • ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังยกระดับแนวคิด ESG ให้เป็นแกนหลักในการพัฒนาโครงการ โดยมุ่งสร้างระบบนิเวศการอยู่อาศัยสีเขียว (Green Living Ecosystem) ที่ผสานพลังงานสะอาดและเทคโนโลยี
  • ผู้พัฒนารายใหญ่ต่างลงทุนในพลังงานสะอาดอย่างจริงจัง เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ในโครงการ การสร้าง Solar Car Park และการวางเครือข่ายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charger)
  • มีการพัฒนามาตรฐานอาคารเขียวของตนเอง เช่น "SC Green Mark" ของ SC Asset เพื่อสร้างเกณฑ์การพัฒนาที่ยั่งยืนตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงการอยู่อาศัย
  • การนำ ESG และพลังงานสะอาดมาใช้ ไม่ใช่แค่เพื่อภาพลักษณ์ แต่เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างความต้องการจากผู้บริโภคยุคใหม่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาว และเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพย์สิน

ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป ภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยกำลังเผชิญโจทย์ใหญ่ทั้งด้านกำลังซื้อ หนี้ครัวเรือน และการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง “ESG” กลับกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ช่วยสร้างความแตกต่าง และกำลังถูกยกระดับจาก “ฟังก์ชันเสริม” ไปสู่ “แกนหลัก” ของการพัฒนาโครงการ

แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนผ่านการเร่งลงทุนใน “Green Living Ecosystem” หรือระบบนิเวศการอยู่อาศัยสีเขียว ที่ผสานพลังงานสะอาด เทคโนโลยี และคุณภาพชีวิตเข้าด้วยกัน โดยมีเป้าหมายทั้งลดต้นทุนระยะยาว เพิ่มมูลค่าโครงการ และตอบโจทย์ผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

Sansiri ปั้นเมืองต้นแบบพลังงานสะอาดครบวงจร

ในบรรดาผู้เล่นรายใหญ่ แสนสิริถือเป็นหนึ่งในดีเวลลอปเปอร์ที่ขยับ ESG จากระดับ “โครงการใหม่” ไปสู่ “การยกระดับสินทรัพย์เดิม” อย่างเป็นรูปธรรม โดยมีหนึ่งตัวอย่างผ่านการพัฒนา T77 Community ที่สุขุมวิท 77 ให้กลายเป็นต้นแบบ Green Living Ecosystem ซึ่งสะท้อนทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรม

หัวใจสำคัญอยู่ที่การจับมือพันธมิตรพลังงานอย่าง BCPG และ ION Energy เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ในพื้นที่จำกัด โดยไม่ใช่แค่ติดตั้งใหม่ แต่“อัปเกรดระบบเดิม” ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น ซึ่งช่วยเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าในบางจุดหลายเท่าตัว

สิ่งที่น่าสนใจคือการต่อยอดไปสู่โครงสร้างพื้นฐานระดับคอมมูนิตี้ ไม่ว่าจะเป็น Solar Car Park ที่เปลี่ยนพื้นที่จอดรถให้เป็นแหล่งผลิตพลังงาน การใช้ EV Shuttle Bus เชื่อมต่อภายในโครงการ รวมถึงการวาง EV Charging Network ครอบคลุมพื้นที่ ซึ่งทั้งหมดทำงานร่วมกันเป็น ecosystem เดียว

โมเดลนี้สะท้อนว่า ESG ของแสนสิริกำลังสร้าง “โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน” ที่สามารถต่อยอดไปสู่ธุรกิจในอนาคต เช่น การบริหารพลังงานในระดับชุมชน (community energy management) และการเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์เดิมในระยะยาว

Supalai วาง ESG เป็นโครงสร้างองค์กร ดันพลังงานหมุนเวียน-อาคารเขียว

ศุภาลัยเลือกเดินเกม ESG ในลักษณะ “ค่อยเป็นค่อยไปแต่ต่อเนื่อง” โดยฝังแนวคิดความยั่งยืนเข้าไปตั้งแต่ขั้นตอนออกแบบ (design stage) ไปจนถึงการดำเนินงาน (operation) ของโครงการ

หนึ่งในแกนหลักคือการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะการติดตั้งโซลาร์รูฟในโครงการแนวราบ และพื้นที่ส่วนกลางของคอนโดมิเนียม ซึ่งช่วยลดภาระค่าไฟฟ้าของนิติบุคคล และส่งผลต่อค่าใช้จ่ายของลูกบ้านในระยะยาว ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญกับการออกแบบอาคารที่สอดรับกับสภาพอากาศ (passive design) เช่น การวางทิศทางลม การใช้วัสดุสะท้อนความร้อน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียว

อีกมิติที่ศุภาลัยให้ความสำคัญคือการผลักดันมาตรฐานอาคารเขียวในระดับสากล ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มที่มองหาโครงการที่มีคุณภาพในระยะยาว ไม่ใช่เพียงราคาเริ่มต้น

การขยับของศุภาลัยสะท้อนว่า การรุกเข้า ESG อย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ยังสามารถสร้างความได้เปรียบเชิงต้นทุน (cost efficiency) และความเชื่อมั่นในแบรนด์ได้ หากทำอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

SC Asset ปั้นมาตรฐาน “SC Green Mark”

SC Asset ขยับเกม ESG ไปอีกขั้น จากเดิมที่เน้นการผสาน Smart Technology และพลังงานสะอาดในระดับโครงการ สู่การ “ตั้งมาตรฐานของตัวเอง” ผ่านการพัฒนา “SC Green Mark” ซึ่งถือเป็นดีเวลลอปเปอร์ไทยรายแรกที่สร้างเกณฑ์อาคารเขียวในระดับองค์กรอย่างเป็นระบบ

จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่ที่การจับมือกับ Thai Green Building Institute ภายใต้มูลนิธิอาคารเขียวไทย เพื่อร่วมพัฒนาและตรวจประเมินมาตรฐานดังกล่าวให้สอดคล้องกับทั้งบริบทประเทศไทยและมาตรฐานสากลอย่าง LEED, WELL และ TREES ไม่ใช่เพียงการ “อ้างอิง” แต่เป็นการ “แปลงเกณฑ์สากลให้ใช้งานได้จริง” ในตลาดที่อยู่อาศัย

SC Green Mark ถูกออกแบบให้เป็น framework กลางที่ใช้ได้จริงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การออกแบบ การเลือกวัสดุ การก่อสร้าง ไปจนถึงการอยู่อาศัยและการจัดการของเสีย โดยมีเป้าหมายชัดเจนในการลดผลกระทบสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิต ซึ่งถือเป็นการย้าย ESG จาก แนวคิดไปสู่ระบบปฏิบัติการขององค์กร

มาตรฐานดังกล่าวถูกนำร่องในโครงการบ้านเดี่ยวระดับบนอย่าง “Grand Bangkok Boulevard” และ “Bangkok Boulevard” ซึ่งเป็นเซ็กเมนต์ที่มีกำลังซื้อและพร้อมจ่ายเพื่อคุณภาพชีวิต ทำให้ ESG กลายเป็นตัวแปรเพิ่มมูลค่ามากกว่าต้นทุน

โดย SC Green Mark ครอบคลุม 4 มิติหลัก ทั้งการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานและน้ำ การยกระดับสุขภาวะผู้อยู่อาศัย และการนำเทคโนโลยีเข้ามายกระดับการอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็น Passive Design ที่ลดการใช้พลังงานตั้งแต่โครงสร้างอาคาร การติดตั้ง Solar Roof การใช้วัสดุ Low-VOC ไปจนถึงระบบ Smart Home และ AI Security

เมื่อเชื่อมกับกลยุทธ์หลักอย่าง “SCero Mission” จะเห็นได้ว่า SC กำลังพยายามสร้าง ecosystem ที่ ESG ไม่ได้เป็นเพียง feature ในบ้าน แต่เป็นมาตรฐานกลางที่ทุกฝ่ายใน value chain ต้องยึดร่วมกัน ตั้งแต่นักออกแบบ วิศวกร ผู้รับเหมา ไปจนถึงซัพพลายเออร์

Pruksa Holding ดัน Green Construction เชื่อม WELL-being

พฤกษาเน้น ESG ผ่านการปรับ “กระบวนการก่อสร้าง” เป็นหลัก โดยใช้เทคโนโลยีพรีแคสต์และระบบก่อสร้างสำเร็จรูปเพื่อลดของเสีย ลดเวลา และลดการปล่อยคาร์บอนในไซต์งาน ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่อุตสาหกรรม

ขณะเดียวกันยังต่อยอดไปสู่แนวคิด WELL-being โดยพัฒนาโครงการที่ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย เช่น การออกแบบให้มีการระบายอากาศที่ดี ลดฝุ่น PM2.5 การใช้วัสดุที่ปลอดสารระเหย (low VOC) และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในโครงการ

อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือการเชื่อมโยง ESG กับธุรกิจเฮลท์แคร์ของกลุ่มพฤกษา ทำให้สามารถพัฒนา “Healthy Living Ecosystem”ที่ตอบโจทย์ทั้งสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเทรนด์ที่กำลังเติบโตในตลาด

ESG จาก “ต้นทุน” สู่ “ตัวสร้างดีมานด์”

เมื่อพิจารณาภาพรวม จะเห็นว่า ESG ของดีเวลลอปเปอร์ไทยกำลังเปลี่ยนจาก “ต้นทุนที่ต้องลงทุนเพิ่ม” ไปสู่ “เครื่องมือสร้างดีมานด์” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ซื้อรุ่นใหม่และนักลงทุนที่มองหาอสังหาฯ ที่ให้ผลตอบแทนระยะยาว

การมีโซลาร์เซลล์ ระบบ EV หรือโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว ไม่ได้เป็นเพียงฟีเจอร์เสริม แต่กลายเป็นปัจจัยที่ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้มากขึ้น โดยเฉพาะใน 3 มิติหลัก ได้แก่ ช่วยลดค่าใช้จ่ายระยะยาวโดยโครงการที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์หรือออกแบบประหยัดพลังงาน สามารถลดค่าไฟฟ้าได้อย่างมีนัยสำคัญ ทำให้ผู้ซื้อมองเห็น “ผลตอบแทน” ที่จับต้องได้ เพิ่มมูลค่าและสภาพคล่องของทรัพย์สินอสังหาฯที่มีมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม มีแนวโน้มปล่อยเช่าง่าย ขายต่อได้ง่าย และได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น และตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน การอยู่อาศัยในโครงการสีเขียวจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของ “ตัวตน” และภาพลักษณ์

ท่ามกลางการแข่งขันในวงการอสังหาริมทรัพย์ที่เข้มข้น ESG จึงไม่ใช่แค่ “ภาพลักษณ์องค์กร” อีกต่อไป แต่กำลังกลายเป็น “แกนยุทธศาสตร์” ที่อาจจะกำหนดผู้อยู่รอดในเกมอสังหาริมทรัพย์ยุคใหม่ได้อย่างแท้จริง