
เอกชนใต้ ขานรับ‘เอกนิติ’ ศึกษา’แลนด์บริดจ์’สร้างความชัดเจน –ดันปัดฝุ่นรถไฟเชื่อมท่าเรือระนองเสริมส่งออก
“เอกชนใต้” เห็นด้วย ‘เอกนิติ’ ศึกษา’แลนด์บริดจ์’สร้างความชัดเจนไม่ซ้ำรอยเซาเทิร์นซีบอร์ดพร้อมดันปัดฝุ่น รถไฟทางคู่ สะพลี ชุมพร เชื่อมท่าเรือระนอง -อีอีซี ขนสินค้าไปเมียนมา บังคลาเทศ อินเดีย
KEY
POINTS
- ภาคเอกชนภาคใต้เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ เพื่อสร้างความชัดเจนและป้องกันความล้มเหลวซ้ำรอยโครงการในอดีต
- เสนอให้รัฐบาลรื้อฟื้นโครงการรถไฟทางคู่สายชุมพร-ท่าเรือระนอง ที่เคยได้รับอนุมัติแล้ว เพื่อเป็นแผนระยะกลางในช่วงที่รอผลการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์
- มองว่าเส้นทางรถไฟดังกล่าวจะช่วยเชื่อมโยงการขนส่งจากภาคตะวันออก (EEC) มายังท่าเรือระนอง เพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออกไปยังเมียนมา บังกลาเทศ และอินเดีย
บทเรียนเซาเทิร์นซีบอร์ดโครงการขนาดใหญ่ ทางภาคใต้ สุราษฎธานี –กระบี่ หวังเชื่อมขนส่งฝั่งอันดามัน-อ่าวไทย ขนถ่ายน้ำมัน โรงงานปิโตรเคมีที่ใช้งบมหาศาล มีอันต้องอัปปางลง สะท้อนจากการศึกษาไม่รอบด้าน นำมาซึ่งความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ กระทั่งเกิดการทิ้งร้างอย่างน่าเสียดาย
เช่นเดียวกับโครงการแลนด์บริดจ์ที่ใช้งบไม่ต่างกัน แม้จะเป็นเรื่องของการพัฒนานำพาความเจริญ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจมาสู่ภาคใต้ แต่ ปัจจุบันเกิดแรงกระเพื่อมรุนแรง หลายฝ่ายต้องการให้รัฐบาลศึกษาอย่างรอบคอบรอบด้านในทุกมิติ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ล้มเหลวซ้ำรอย เหมือนเซาเทิร์นซีบอร์ด
สอดคล้องกับนายสลิล โตทับเที่ยง ประธานหอการค้ากลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน เปิดเผย”ฐานเศรษฐกิจ”ว่า ภาคเอกชนทางภาคใต้ เห็นด้วยกับรัฐบาลที่ตั้งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์ ภายใน90วัน
เนื่องจากเป็นโครงการขนาดใหญ่กระทบหลายด้าน ซึ่งต้องศึกษารอบด้านทั้งภูมิประเทศ สิ่งแวดล้อม ความคุ้มค่าการลงทุน ฯลฯ ซึ่งภาคเอกชนต้องการให้โครงการขับเคลื่อน ซึ่งเป็นผลดีต่อระบบเศรษฐกิจ ในพื้นที่และในภาพรวม แต่ผลการศึกษาต้องมีความชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ในฐานะภาคใต้ นอกจากท่าเรือสงขลาแล้ว มองว่าต้องมีท่าเรืออันดามันเพิ่มขึ้นสักหนึ่งท่า สนับสนุนซึ่งกันและกัน โดยปัจจุบันท่าเรือ ที่มีประสิทธิภาพ คือท่าเรือระนอง มีการขนส่งสินค้าทางเรือไปประเทศเมียนมา บังคลาเทศ และกลุ่มบริมสเทค (BIMSTEC) ที่มีอินเดียรวมอยู่ด้วยซึ่งนับ เป็นเรื่องที่ดี ขณะเดียวกันได้เห็นการเติบโต จากการค้าชายแดนและค้าข้ามแดนนับตั้งแต่มีปัญหาทางด้านส่งออกไปเมียนมา สินค้าส่วนใหญ่จะไปลงที่ท่าเรือระนอง ซึ่งสร้างการเติบโตได้เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกันนอกจากความชัดเจนของโครงการแลนด์บริดจ์แล้ว ภาคเอกชนทางภาคใต้ต้องการ ผลักดันโครงการรถไฟทางคู่ ช่วงชุมพร( สะพลี ) ไปท่าเรือระนอง ระยะทาง96กิโลเมตร มูลค่า4หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการของการรถไฟแห่งประเทศไทย(รฟท.) ในสมัยรัฐบาลพลเอกประยุทธ จันทร์โอชา ที่ภาคเอกชนทางภาคใต้เสนอ ปัจจุบันผ่านความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี(ครม.) เรียบร้อยแล้ว แต่ถูกพับแผนไป โดยมองว่าควรนำมาปัดฝุ่นโครงการใหม่เป็นโครงการระยะปานกลาง ในช่วงที่รอศึกษาความชัดเจนโครงการขนาดใหญ่อย่างแลนด์บริดจ์
โดยเส้นทางรถไฟจะเชื่อมโยงมาจาก พื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก(อีอีซี) ผ่านภาคกลาง กรุงเทพมหานคร วิ่งลงมาตามเส้นทางทางรถไฟที่มีอยู่เดิมถึงจังหวัดชุมพร จากนั้น เปิดหน้าดินสร้างทางรถไฟสายใหม่ บริเวณตำบลสะพลีอำเภอปะทิว จังหวัดชุมพร และลากยาวมาถึง ท่าเรือระนองดังกล่าว
ประเมินว่าหากทำได้จะสามารถเพิ่มศักยภาพการขนส่งทางรางจากภาคตะวันออกมาสู่ภาคใต้ เพื่อเชื่อมโยงกัน โดยช่วยประหยัดต้นทุน ลดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันสามารถขนส่งสินค้าได้คราวละจำนวนมาก โดยมีท่าที่เรือระนองรองรับขนถ่ายสินค้าออกทางเรือออก ไปยังปลายทางที่ประเทศอินเดียเป็นต้น
นอกจากเส้นทางรถไฟแล้ว ยังต้องพัฒนาท่าเรือระนองที่มีอยู่เดิม ด้วยการ ขุดลอกร่องน้ำให้ลึกขึ้น เพื่อให้ เรือขนาดใหญ่เข้าถึงได้ง่าย รวมถึงขุดลอกร่องน้ำตาปี ร่องน้ำสงขลา โดยเร่งขุดให้ลึกได้มาตรฐาน ซึ่งจะช่วยให้ลดต้นทุนการขนส่งทางน้ำและสร้างความเจริญให้กับพื้นที่ไม่แพ้กัน
“ขณะนี้มีเอกชนหลาย อาทิ กลุ่มเอสซีจี ทดลองนำร่องขนส่งสินค้าโดยรถไฟ จากภาคกลางมาที่ตำบลสะพลี จังหวัดชุมพร และใส่รถมาลงที่ท่าเรือระนอง ส่งออกไปยังเมียนมา บังคลาเทศ อินเดียเป็นต้น ทั้งนี้ระหว่างรอ โครงการแลนด์บริดจ์ ถ้าเราปัดฝุ่นโครงการนี้มองว่าใช้เวลาน้อยกว่าเพียง4หมื่นล้านบาท และปรับปรุงท่าเรือระนอง ให้ดีขึ้นเราสามารถเพิ่มศักยภาพการขนส่งสินค้าซึ่งเป็นแผนระยะปานกลาง โดยแลนด์บริดจ์ใหญ่มากๆ เราเห็นพ้องต้องกันว่า ต้องรอดูผลการศึกษาของ นายเอกนิติก่อน แต่ขอเพิ่มเส้นทางรถไฟ (สะพลี )ชุมพร ไประนอง เพิ่มอีกเส้นทางเพราะผ่านความเห็นชอบจากครม.แล้ว”
อย่างไรก็ตาม โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการขนาดใหญ่ ขณะนี้ มีกระแสออกมาค่อนข้างมากทั้งฝ่ายสนับสนุน และคัดค้าน ส่งผลให้เอกชนและประชาชนทางภาคใต้ต้องรอดูข้อมูลอย่างรอบด้าน จากการศึกษาใหม่อีกรอบ เพื่อหาข้อสรุปในทิศทางเดียวกัน ว่า คุ้มไม่คุ้มต่อการลงทุน
“เราเห็นด้วยแต่ต้องการศึกษาให้รอบด้าน เพื่อไม่ให้ซ้ำรอยโครงการเซาเทิร์นซีบอร์ด สุราษฎร์ธานี - กระบี่ ถ้าเราศึกษาไม่รอบด้าน ได้ถนนมาเพียงสองเส้น และถูกทิ้งร้างไป เกิดความไม่คุ้มค่า เช่นเดียวกับกรณีโครงการแลนด์บริดจ์ ลงทุนสูงไม่ต่างจากเซาเทิร์นซีบอร์ด และการที่นายเอกนิติรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมาเป็นประธานคณะกรรมการศึกษาโครงการแลนด์บริดจ์อีกครั้งถือเป็นเรื่องที่ดี “
เช่นเดียวกับ นายพรศักดิ์ แก้วถาวร ประธานหอการค้าอาวุโสจังหวัดระนองและกรรมการหอการค้าไทย สะท้อนว่า เห็นด้วยกับการพัฒนาโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ต้องศึกษาให้รอบด้าน โดยเฉพาะความชัดเจนของตู้คอนเทนเนอร์ที่ สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จ้างเอกชนศึกษาว่าจะมี ตู้มาลงมากถึง20ล้านตู้ ซึ่งข้อมูลนี้มาจากไหน ขณะแหลมฉบัง พื้นที่อีอีซีมีเพียง8 ล้านตู้เท่านั้น
ขณะเดียวกันยังต้องการความชัดเจนจากผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่จะเกิดขึ้นกับกลุ่มภาคท่องเที่ยว โดยเฉพาะเกาะพยาม ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของระนอง หากมีการถมทะเล รวมทั้ง ผลกระทบของกลุ่มประมงพื้นบ้าน รวมถึงแหล่งทำกินชาวบ้านที่จะได้รับผลกระทบจากการเวนคืน โดยเฉพาะผลผลิตจากภาคเกษตรอย่างทุเรียนเป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ภาคเอกชนต้องการ ปัดฝุ่นโครงการรถไฟทางคู่(สะพลี)ชุมพร เชื่อม ท่าเรือระนอง และขนส่งสินทางทางเรือไปเมียนมา บังคลาเทศ แต่โครงการดังกล่าวถูกพับแผนออกไป และกลายมาเป็นโครงการแลนด์บริดจ์ เปลี่ยนเส้นทางรถไฟจากแหลมลิ้ว ซึ่งเป็นจุดสร้างท่าเรือชุมพรไปราชกูด
ในปี2561 ภาคเอกชนขอใช้รถไฟเส้นเดิมที่ชุมพร ที่มีอยู่แล้ว ลากมาจากอีอีซี ลาดกระบัง มาถึงท่าเรือระนอง ขนส่งสินค้าออกทางทะเลและยังสามารถเชื่อมโครงข่าย จากหนองคายเชื่อมสปป.ลาวได้อีกด้วย เป็นต้น
“หากโครงการแลนด์บริดจ์ไม่เกิดแค่ทำทางรถไฟ ใช้งบ4หมื่นล้านบาทเท่านั้นและสามารถขนส่งสินค้าไปยังประเทศต่างๆได้อีกด้วย”







