
เราเตรียมคนไว้พร้อม สำหรับศก.แบบใหม่แล้วหรือยัง (จบ)
เราเตรียมคนไว้พร้อม สำหรับศก.แบบใหม่แล้วหรือยัง (จบ) : คอลัมน์เศรษฐกิจ...อีกนิด ก็หลักสี่(.ศูนย์) โดย ผศ.ดร.ศรายุทธ เรืองสุวรรณ คณะบริหารธุรกิจ ม.เกษตรศาสตร์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 3,697 หน้า 5 วันที่ 18 - 21 กรกฎาคม 2564
หากเหลียวกลับไปย้อนมองแผนการพัฒนาเศรษฐกิจที่เรียกว่าไทยแลนด์ 4.0 ที่เข็นออกมาโดยรัฐบาลประยุทธ์ยุครัฐประหาร และสานต่อโดยรัฐบาลประยุทธ์ยุคเลือกตั้งแล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมที่รัฐบาลหมายมั่นปั้นมือที่จะให้เห็นภาคธุรกิจที่เชิดหน้าชูตาของประเทศก็มี 2 กลุ่ม อันได้แก่ กลุ่มที่ 1 กลุ่มต่อยอด 5 อุตสาหกรรมเดิม ซึ่งประกอบด้วย 1. อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-generation Automotive) 2. อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ (Smart Electronics) 3. อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism) 4. การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ (Agriculture and Biotechnology) และ 5. อุตสาหกรรมการแปรรูปอาหาร(Food for the Future) และกลุ่มที่ 2 กลุ่มเติม 5 อุตสาหกรรมอนาคต ได้แก่ 1. อุตสาหกรรมหุ่นยนต์เพื่อการอุตสาหกรรม (Robotics) 2. อุตสาหกรรมการบินและโลจิสติกส์ (Aviation and Logistics) 3. อุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพและเคมีชีวภาพ (Biofuels and Biochemicals) 4. อุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital) และ 5. อุตสาหกรรมการแพทย์ครบวงจร (Medical Hub)
อุตสาหกรรมเกือบทั้งสิบประเภท ยกเว้นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism) ต้องใช้องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบและพัฒนายานยนต์สมัยใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยระบบไฟฟ้าและค่ามลพิษเท่ากับศูนย์ การสร้างเทคโนโลยีการขับเคลื่อนอัตโนมัติ การพัฒนาอากาศยานที่ลํ้าหน้าเพื่อการขนส่งและโลจิสติกส์ เรื่องแบบนี้ต่างยืนอยู่บนพื้นฐานทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น แล้วประเทศไทยในตอนนี้พร้อมแค่ไหนสำหรับการเป็นผู้เล่นในอุตสาหกรรมที่เราแทบจะ
ไม่คุ้นเคยหรือชำนาญมาก่อนเลย
ตามที่เรารู้กันดีว่า ปัจจัยสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจให้ประสบความสำเร็จ ได้แก่ ทุนมนุษย์ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งได้ว่า ระบบเศรษฐกิจจะเจริญก้าวหน้าหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับคนซึ่งเป็นกำลังหลักในการพัฒนา เรามิอาจจะหยั่งรู้ได้ว่า การสร้างนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ที่มีทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงนั้นได้หันไปถามรัฐมนตรีศึกษาหรือไม่ว่า หากเราต้องการพัฒนาประเทศไทยในแนวทางของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงศึกษาธิการมีแนวทางหรือแผนการที่เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวอยู่หรือไม่เพราะมันเป็นไปไม่ได้ที่เราจะนำเข้าทุนมนุษย์จากต่างประเทศเพื่อมาพัฒนาเศรษฐกิจของบ้านเราให้เติบโตก้าวกระโดดตามแผนยุทธศาสตร์ที่วางเอาไว้ และหากจะต้องเดินไปในแนวทางดังกล่าว เราต้องการคนแบบใดบ้างและจำนวนเท่าใดในแต่ละอุตสาหกรรมที่จะส่งเสริม แล้วจึงค่อยไล่ลงไปถึงระดับการวางรากฐานการศึกษาของชาติเพื่อตอบสนองต่อนโยบายดังกล่าวให้สอดประสานเป็นเรื่องเดียวกันเสมือนหนึ่งเป็นเส้นทางเชิงกลยุทธ์หรือ Strategic Path
ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ (Next-generation Automotive) จะต้องใช้ทุนมนุษย์ด้านใดบ้างเพื่อให้การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ไปให้รวดเร็วและลํ้าหน้ามากที่สุด แน่นอนคงหนีไม่พ้นวิศวกรรมศาสตร์สาขายานยนต์ แต่คงไม่ใช่สาขาเดียวอย่างแน่นอน วิศวกรรมศาสตร์สาขาไฟฟ้าก็มีส่วนสำคัญที่เป็นจิ๊กซอว์ที่ขาดเสียไม่ได้ นอกจากนี้วิศวกรรมศาสตร์สาขาคอมพิวเตอร์ การวางผังเมือง การสร้างแอพพลิเคชั่น และการพลังงานก็ถูกจัดว่าเป็นจิ๊กซอว์ที่สำคัญด้วย หากลองค่อยไล่เรียงรายละเอียดไปทีละด้าน เริ่มจากวิศวกรรมศาสตร์ก่อน พื้นฐานการศึกษาทางด้านฟิสิกส์ คณิตศาสตร์ของประเทศไทยแข็งแรงขนาดไหม เราจำเป็นต้องรื้อระบบการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นยาขมหม้อใหญ่ที่คนจำนวนไม่น้อยพากันส่ายหน้าหนีได้ไหม ทั้งๆที่การเรียนคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ถือเป็นหัวใจของการเรียนวิศวกรรมศาสตร์ แต่เราก็เห็นคะแนนสอบระดับชาติที่เยาวชนของเราอ่อนด้อยทั้งสองสาขาวิชา
ถัดมา การเรียนการสอนในสาขาวิชาวิศวกรรมยานยนต์ขณะนี้มีที่ใดบ้างและทรัพยากรสำหรับการเรียนการสอนตอบสนองต่อการสร้างอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่หรือไม่ เด็กที่เข้าไปเรียนสาขานี้จบออกมาแล้วสร้างรถยนต์ได้หรือไม่ หลักสูตรมีความยืดหยุ่นเพียงพอที่จะปรับเปลี่ยนไปตามความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีหรือไม่ เรื่องเหล่านี้รัฐมนตรีศึกษาไม่เคยตอบพวกเรา และมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนก็ไม่เคยได้รับทรัพยากรที่เพียงพอที่จะก้าวตามเป้าหมายทางเศรษฐกิจของรัฐมนตรีเศรษฐกิจเลย แล้วประเทศไทยจะกลายเป็นผู้เล่นในตลาดรถยนต์สมัยใหม่ที่โดดเด่นได้อย่างไร
หรือแม้แต่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกลุ่มรายได้ดีและการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Affluent, Medical and Wellness Tourism) ซึ่งถือได้ว่า ประเทศไทยของเรานั้นเป็นเบอร์ต้นๆ ของโลกและเป็นผู้เล่นที่คนในตลาดโลกต้องเกรงขาม แต่คำถาม คือ เรามีแหล่งผลิตทุนมนุษย์ของอุตสาหกรรมนี้อย่างเป็นทางการหรือไม่ คำตอบอาจจะ “ไม่” ความน่าสนใจของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวถือได้ว่าอยู่ในระดับสูง เพราะเหตุด้วยอุตสาหกรรมนี้เป็นการบูรณาการระหว่างอุตสาหกรรมต่างๆ หลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นท่องเที่ยว โรงแรม โรงพยาบาล การแพทย์ สปา เป็นต้น และลูกค้าในกลุ่มนี้ก็เป็นลูกค้าที่พร้อมจ่ายค่าท่องเที่ยวในราคาที่สูงกว่าปกติ แล้วเราจะผลิตคนเพื่อรองรับอุตสาหกรรมนี้ได้อย่างไร เรามีการสร้างหลักสูตรสำหรับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหรือไม่ เราควรต้องรู้อะไรบ้างเพื่อให้เราประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจนี้ เราเคยผลักดันและสนับสนุนการแพทย์ว่าด้วยการอยู่ดีกินดีหรือไม่ ต้องตอบตามตรงว่ายังไม่เคยเห็นอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งๆ ที่ต่อไปนี้อุตสาหกรรมนี้จะกลายเป็นผลิตภัณฑ์หลักของประเทศไทยก็ตาม
แล้วรัฐบาลควรจะเริ่มต้นอย่างไร มันอาจจะเป็นเรื่องที่ยากมากหากเราจะเปลี่ยนระบบการศึกษาทั้งระบบภายในระยะเวลาอันรวดเร็วและครั้งเดียว และก็เป็นเรื่องที่ไม่ควรทำเสียด้วย แต่หากรัฐบาลจะเริ่มจากการสร้างทางพิเศษ (Special Track) ไว้สำหรับนักเรียนที่สนใจศึกษาต่อทางด้านนี้ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาแล้วก็สร้างเขาขึ้นมาด้วยหลักสูตรพื้นฐานที่มีความเฉพาะมากขึ้น และเน้นหนักทางด้านของการนำไปประยุกต์ใช้ในโลกแห่งความเป็นจริง มุ่งให้เขาเห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เขาเรียนและสิ่งที่เขาสร้าง หรือทฤษฎีกับปฏิบัติก็จะช่วยให้เราได้คนที่อย่างน้อยที่สุดมีพื้นฐาน ในสาขาที่จำเป็นต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมเป้าหมาย
ขณะที่การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยก็ต้องมีการปรับเปลี่ยนเช่นเดียวกัน การศึกษาระดับอุดมศึกษาควรเพิ่มความเฉพาะเจาะจงเพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายของประเทศมากขึ้นแต่รัฐบาลก็จำเป็นที่จะต้องจัดหาทรัพยากรที่เพียงพอต่อการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพให้แก่มหาวิทยาลัยด้วย ยกตัวอย่างเช่น การเร่งรัดพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมศาสตร์ สาขายานยนต์สมัยใหม่โดยเร็วที่สุด เป้าหมายที่สำคัญของหลักสูตรนี้ คือ การป้อนบุคลากรเข้าสู่อุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ แต่ก็มิใช่เพียงสาขานี้สาขาเดียว หลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับการวางผังเมืองสมัยใหม่ที่ให้เป็นเมืองสมาร์ทก็จำเป็นด้วย เพราะการได้รถยนต์สมัยใหม่มาเพียงแค่อย่างเดียวอาจจะไม่นำไปสู่จุดดุลยภาพของระบบเศรษฐกิจ เนื่องจากเราต้องการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้การขับเคลื่อนยานยนต์สมัยใหม่เป็นไปอย่างรวดเร็ว
การปรับตัวของสถาบันการศึกษาทุกวันนี้ยังคงเป็นไปอย่างเชื่องช้าและไม่ทันต่อการพัฒนาของโลกยุคใหม่ องค์ความรู้แบบแยกส่วนจะค่อยๆ ลดความสำคัญลงไป แต่องค์ความรู้แบบบูรณาการจะเข้ามาแทนที่ สถาบันการศึกษาจึงจำเป็นต้องมองภาพตลาดแรงงานเป็นหลักแล้วพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของอุตสาหกรรมให้ได้มากที่สุด และลดภาระของอุตสาหกรรมในการพัฒนาทุนมนุษย์อันจะเป็นการซํ้าซ้อนและสิ้นเปลืองโดยใช่เหตุ แต่เรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้ารัฐบาลไม่ยอมเป็นโต้โผหลัก!






